999-11.com

ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

 


 วันทองสองใจ



0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

กุมภาพันธ์ 14, 2021, 06:58:27 PM
อ่าน 110 ครั้ง

เจ๊วู

  • เจ้ามือหวย
  • *****

  • 943
    กระทู้

    • ดูรายละเอียด
วันทองสองใจ
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 14, 2021, 06:58:27 PM »














"วันทองสองใจ?"

 โดย ครูเหม เวชกร


เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องส่วนหนึ่งของชีวิตครูเหม ท่านไม่ได้บอกชื่อตัวละคร

แต่ใช้สรรพนามแทนด้วยคำว่า "ผม" ซึ่งได้พบและพูดคุยกับวิญญาณของ "วันทอง"

ตัวละครเอกในวรรณคดีไทย เรื่อง "ขุนช้าง ขุนแผน"

"ผม" เป็นจิตรกรฝีมือดี ได้รับดูแลชีวิตของลูกศิษย์ "

ธรรมดาผมมีศิษย์นอนประจำกินอยู่ด้วยกันที่บ้านมากคน

ผมไม่มีบุตรก็เลยรักลูกศิษย์แทนบุตร ผมเลี้ยงอย่างบุตร

ทำงานตัวเป็นเกลียว เพื่อหาเงินเลี้ยงศิษย์

คนไหนมีฝีมือแข็งพอทำงานได้ ผมได้วิ่งหางานมาให้ทำ

พอได้เป็นเงินที่เขาจะใช้จ่าย....

ผมมีหน้าที่บำรุงศิษย์เท่ากับบำรุงลูกของตัว

จนใคร ๆ ล้อเลียนผมว่า จะมั่วสุม ชุมนุมพล

ไว้ฝึกอาวุธกู้บ้านกู้เมือง หรือสำนักดาบ ผมหัวเราะ

และตอบว่าคนเราเกิดมาทำอะไร ก็ทำไปอย่างหนึ่ง

จะอยู่เฉย ๆ ย่อมไม่ได้ ตั้งใจทำในสิ่งที่ดี

ก็ต้องทำดีไปโดยจิตเป็นกุศลให้แท้จริง"

ผมได้วาดภาพ ๆ หนึ่ง ให้กับเพื่อนคนหนึ่ง

ที่เขาอยากได้ใส่กรอบติดโชว์ไว้ที่บ้าน

ผมได้รับปากเขาไว้ ผมวาดภาพลงบนผืนผ้าใบ(น่าจะเป็นสีน้ำมัน)

เป็นภาพจากวรรณคดีไทยเรื่องขุนช้าง ขุนแผน

ตอนขุนแผนลักพาตัวนางวันทองมาจากบ้านขุนช้าง

"ผมเขียนตอนที่ขุนแผนกำลังพาวันทองออกมาจากห้องนอน

ห่อหิ้วเข้าของที่จะใช้พากันเดินมาถึงกลางนอกชานร้านดอกไม้

วันทองหยุดยืนดูต้นไม้ดอกและสัตว์ที่เลี้ยงไว้ด้วยความอาลัย .....

ซึ่งยามนั้นเป็นยามดึก เดือนรุบรู่เมฆบังมีแสงสลัว ภาพนอกรั้วกั้นนอกชาน

มีต้นกล้วยใบโผล่ขึ้นมา กำลังต้องลมอ่อน ๆ

ไหวตัว ทั้งต้นลำดวนออกดอกไสว

ภาพขุนแผนยืนนิ่งมองดูวันทองสะอึกสะอื้น อาลัยในสิ่งต่าง ๆ

ที่จะจากไป มันเป็นภาพเงียบในยามดึก แสงเดือนสลัว ๆ"

เมื่อผมวาดภาพเสร็จก็เป็นยามดึก เหล่าลูกศิษย์ที่เฝ้าดูครูทำงาน

ต่างก็พากันชื่นชมภาพวาดว่างดงามเหมือนจริง 

ผมได้หยิบเอาเล่มเสภาขุนช้างขุนแผนมาขับเสภาเบา ๆ

ยิ่งทำให้พวกเขาพากันเคลิบเคลิ้มไปกับความงามของภาพ

เสมือนว่าวิญญาณจับอยู่ในภาพนั้นแล้ว ขณะนั้นพอดีมีเสียงสุนัขเห่าอยู่ไกล ๆ

ศิษย์คนหนึ่งถอนใจและพูดออกมาเบา ๆ คล้ายฝัน 

"เสียงสุนัขนั้นเหมือนเห่าอยู่ในภาพนั้น" ศิษย์อื่น ๆ

ต่างครางฮือและส่งเสริมว่า "จริง ๆ มันเห่าอยู่ในนั้นจริง "

"ใบกล้วยมันต้องลม ยวบยาบเห็นชัด" อีกคนว่า 

"แหม เอ๊ะ ใครได้กลิ่นไหม ลำดวนลอยกลิ่นมาจริง ๆ " 

อีกคนส่งเสริมและสุดจมูก

เวลาผ่านไปศิษย์พากันหลับหมด ผมจึงปลุกให้เขาเข้าที่นอนกัน

หลังจากนั้นผมจึงลากเก้าอี้มานั่งตรวจสอบรูปวาดว่า

ควรจะเพิ่มเติมสิ่งใดลงไปอีก

ผมได้กลิ่นหอมของดอกลำดวน

"จึงสูดกลิ่นอันชื่นใจเข้าไปเต็มปอด

และในความเลือนลางคล้ายฝัน

ผมได้ยินคนถอนหายใจยาวอย่างทอดถอนเสียใจและทุกข์ทรมาน "

"ขณะนั้นเอง ผมสะดุ้งตัวสั่น ใจวูบซู่ซ่า ที่ข้างรูปเขียนของผม

มีร่างของหญิงสาวโบราณ ผมประบ่า ห่มผ้ายกดอก และนุ่งจีบยกดอก

กำลังพินิจดูรูปที่ผมเขียน กลิ่นเครื่องอบร่ำผ้านุ่งผ้าห่มหอมตลบไปทั้งห้อง "

หญิงงามที่ปรากฏในเวลากลางดึกคือ "แม่วันทอง" เธอพูดกับผมว่า

"เธอก็อีกคนหนึ่งใช่ไหม ที่คิดว่าฉันสองใจ"  ผมตกใจกลัว

ตอบตะกุกตะกักว่า "เปล่าเลย แม่เอ๋ย

ฉันเขียนเพราะความจับใจในชีวิตของแม่นางโดยแท้จริง"

ผมคัดค้านความคิดของแม่วันทอง เพราะเห็นใจเธอและสงสารเธอ

"คนไทยทุกคนจะนึกว่าฉันเป็นอย่างไร เพลงไทยเกือบแทบทุกเพลง

รำพันกล่าวขวัญถึงแต่ชีวิตฉัน วิญญาณฉันดับไม่ลง ฉันร้องไห้ทุกคราว

เมื่อใครรำพันถึงฉันเสมือนหนึ่งประจานความชั่วฉันไม่มีการหยุดยั้ง

อนิจจาเห็นใจฉันด้วยเถิด..."

แต่ผมกลับรักและบูชา ว่านางเป็ฯยอดหญิงของเขา "

เป็นนางเดียวเท่านั้นที่ฉันยอมมอบหัวใจเป็นข้าทาสแม่นางตลอดมา"

วันทองจึงกล่าวว่า"ที่เธอมีใจดังนั้น ก็คือเพิ่มความชั่วให้แก่ฉันอีก

คือเป็นวันทองสามใจ" ผมรีบโวยวายและคัดค้าน

และลงคุกเข่าต่อหน้าวันทองพลางตอบว่า ....

"กรุณาเข้าใจฉันแต่ผู้เดียวเถิดแม่นางผู้ยอดคะนึงของฉัน

ฉันติดตามชีวิตแม่นางมาแต่อายุน้อยจนอายุมาก

และฉันเสียน้ำตาเพราะแม่นางตลอดมา

ฉันรักและบูชาแม่นางทูนศีรษะโดยแท้.....

นับแต่ฉันรู้ความ และรู้จักแม่วันทอง

ฉันก็ฝังใจแม่วันทองมาจนบัดนี้ แต่ก็เศร้าใจตนเองที่ฉันไม่มีวาสนา

และโอกาสได้ใกล้ชิดแม่วันทองได้....ความรักของฉันที่มีอยู่ในแม่นาง

ฉันเก็บและถนอมมานานแสนนาน ในวันนี้เทพเจ้าช่วยฉัน

ให้ฉันได้พบกับแม่นางเพื่อระบายความรักที่สุมอกมานานเท่านานให้ฟัง

ขอความกรุณาด้วย แม้แต่จะเป็นไปได้หรือไม่ได้

ก็ขอเพียงแต่ให้แม่นางรักฉันด้วย

เมตตาแก่มนุษย์ผู้อาภัยที่ไม่มีวาสนาจะรักแม่นางได้"

แม่วันทองบอกให้ผมลุกขึ้นนั่งบนเก้าอี้แล้วเดินมาเกาะพนักเก้าอี้

ก้มหน้ากระซิบกับผม "เธอน่่าจะรู้แก่ใจว่าเหตุใดฉันจึงมาหา

ถ้าไม่เกิดจากรักฉันจะมาหาทำไม  และทุกคราวที่เธอเขียนภาพเกี่ยวกับฉัน

วิญญาณฉันอยู่ไม่ได้ ต้องล่องลอยมาสู่เธอทุกครั้ง ....

ฉันรู้ใจเธอดี ว่าเธอยกย่องฉัน เธอไม่เหยียบย่ำ เธอมีหัวใจอย่างขาวสะอาด.....

ฉันรู้ว่าเธอรักฉันไม่แพ้ขุนแผนหรือขุนช้าง...เรามีอายุกันคนละสมัย ...

ฉันขอถามสักคำเถิดว่า เธอไม่รังเกียจฉันหรือ ฉันเสียไปแล้วกับขุนแผนหนึ่ง

และกับขุนช้างเป็นสอง ทั้งใคร ๆ ก็ยังชี้ฉันคือหญิงสองใจ"

ผมได้พรรณนาถึงความรักของเขาที่มีต่อแม่วันทองและเห็นใจ

เข้าใจชีวิตของแม่วันทองที่ชะตาชีวิตผันผวนจนต้องผ่านชายถึงสองคน

"ฉันเป็นผู้รู้เห็นข้อเท็จจริง...ฉันรักตัวแม่วันทอง

แม่วันทองจะเป็นอย่างไรฉันก็รัก ฉันรักตัวและหัวใจ"

แม่วันทองฟังผมพูดแล้ว แม่นางได้กอดคอผมและซบศีรษะอยู่ทางด้านหลังผม

ผมดีใจแทบจะโลด รีบปลดแขนเธออก แล้วลุกจากเก้าอี้อุ้มเธอนั่งบนตักผม

ผมได้กอดเธอและกอดจูบอย่างทะนุถนอม กลิ่นประทิ่นหอมเอิบอาบจากหัวใจ

แล้วเราได้พูดย้อนถึงชีวิตตอนหลัง ๆ ของเธอ ......ทั้งสุขและทุกข์

รู้สึกมีความผาสุกและอบอุ่นที่สุดในชีวิต....จนเสียงพระเคาะระฆัง

จะเช้าตรู่แล้วซิหนอ กลิ่นสายหยุดมาตามลมหอมจรุงไปทั้งห้อง"

แม่วันทองต้องจากผมไป "ไม่ไปไม่ได้หรือ แม่วันทอง"

ผมถามเสียงแหบแห้ง "ไม่ได้จริง ๆ ฉันอยู่ไม่ได้ "

เธอพูดแล้วผละออกจากผมเินออกฌฉลียงมุข เปิดประตูออกไปสู่ชานโล่ง

ลมเช้ามืดโบกเข้ามาจนเย็นฉ่ำ ผมยืนงัน พูดไม่ออก กระดิกตัวไม่ได้

ยืนมองแม่วันทองที่หายไปด้วยหัวใจเหมือนขาดลอยไปแล้ว......

"อนิจจาและนี่วิญญาณแม่มาหาฉันจริง ๆ หรือ หรือว่าฉันฝันไป

ผมยืนโงบเงน อ่อนระโหยโรยแรง ใจเหมือนจะดับวูบ ผมสะอื้น

ค่อย ๆ คลานขึ้นเตียง ล้มตัวนอนนัำตาไหลนองหน้า

หายใจรวย ๆ แม่วันทองเอ๋ย เมื่อไรเล่าแม่จะมาหาฉันอีก"




          สามารถ จันทร์แจ่ม : บันทึก