999-11.com

ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

 


แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - เจ๊วู

หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 23
31
ข่าวหวย / ข่าวหวย 16 มีนาคม 2564
« เมื่อ: มีนาคม 07, 2021, 12:12:15 PM »
สุขสันต์ วันคล้ายวันเกิด 

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

วันที่  21 มีนาคม 2497

ครบ 67 ปี























สุขสันต์วันคล้ายวันเกิด ท่าน นายกฯ  ครบ 67 ปี



พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา


เกิด  21 มีนาคม 2497  (21)

นายกคนที่ 29 ของประเทศไทย  (29 ) ขอให้หวยออกตัวนี้ นะคะ ลุงตู่

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.

เข้าควบคุมอำนาจการปกครอง เมื่อ 22 พฤษภาคม 2557

นับเนื่องจนถึงตอนนี้ก็กำลังย่างเข้าสู่ขวบปีที่ 07 ของ  คสช. แล้ว (07)
.
ขณะที่ อายุของ คสช. กำลังเดินไป ‘21 มีนาคม’

ปีนี้ พล.อ. ประยุทธ์ ก็จะอยู่ในวัย 67 ปี บริบูรณ์  (67)





สุขประเสริฐ เกิดดิถี ทวีลาภ

สุขภาพแข็งแรง  แกร่งสดใส

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ โปรดช่วย อำนวยชัย

ให้...ลุงตู่ สุขฤทัย

เจริญยิ่ง มิ่งมงคล




สุขสันต์ วันคล้ายวันเกิดค่ะ ลุงตู่


เจ๊วู และ ทีมงาน



32
โรยรื่นชื่นบุปผา / "ยักษ์ วัดแจ้ง"
« เมื่อ: มีนาคม 05, 2021, 04:03:22 PM »









 "ยักษ์วัดแจ้ง"


โดย ครูเหม เวชกร 


  ตอนนี้ครูเหม แทรกเรื่องราวของสังคมคนที่ชอบดื่มในพระนคร

สมัยเมื่อครั้งกรุงเทพฯ ยังเต็มไปด้วยต้นไม้หนาแน่นร่มครึ้ม ออกแนวสนุกขบขัน

    "...พูดถึงร้านเหล้าในย่านท่าเตียนแล้วมีมากร้านด้วยกัน ทั้งร้านไทยและจีน

ท่าเตียนจัดว่าเป็นย่านสำคัญสองฝั่ง ทั่งฝั่งกรุงเทพฯและกรุงธนบุรี

จะมาประสานกันที่ท่าเตียน คนอยู่ฝั่งวัดแจ้งทั้งข้ามมาและข้ามกลับ

คนฝั้งกรุงเทพฯจะไปฝั่งธนบุรีข้ามกันที่นี่..."


   ที่ร้านเหล้าฝั่งท่าเตียนมีโต๊ะหนึ่ง มีคนหนุ่มอยู่หลายคนนั่งดื่มกันกับท่านผู้เฒ่า

พวกเขากำลังสนทนากันเรื่องแก้วที่ใช้ใส่เหล้า ว่ายุคของท่านผู้เฒ่านั้นแก้วเหล้าสูงสี่นิ้วฟุต

ปากกว้าง สามนิ้วฟุตครึ่ง ลักษณะเป็นแก้วหนา ๆ ทำเป็นเพืองรอบตัว

จึงมีความจุมากกว่าแก้วที่พวกเขากำลังดื่มอยู่ ดังนั้นจึงเมาเร็วกว่าปัจจุบัน (ยุคนั้น)

    ผู้เฒ่ายังว่ากลอนของการดื่มเหล้าให้คนหนุ่ม ๆ


ฟังว่า ....


ถ้วยหนึ่งนงนุช (ยังสงบเสงี่ยม เช็ดปากเช็ดคอนั่งเงียบ)

ถ้วยสองพุทธวาจา (ทางธรรม ชักจะปราชญ์เปรื่อง)

ถ้วยสาม แกล้วกล้า พูดจาองอาจ (เลือดชาย ต้องเป็นชาย)

ถ้วยสี่ เก่งกาจ ผ้าขาดไม่รู้ตัว 

ถ้วยห้า เมามัวพูดไม่กลัวความผิด

ถ้วยหก มีฤทธิ์พูดผิดทุกคำ

ถ้วยเจ็ด มืดคล้ำ มือคลำหนทาง

ถ้วยแปด เอวบาง พี่เห็นช้างเท่าหมู

ถ้วยเก้า โอ้ว่าโฉมตรู สุดรู้สุดคิด

ถ้วยสิบ มืดมิดสิ้นฤทธิ์พี่แล้วเจ้าแก้วเอย


     คนหนุ่มได้แสดงความคิดเห็นว่า ท่าเตียนที่เตียนเพราะยักษ์วัดโพธิ์กะยักษ์วัดแจ้วรบกัน

แล้วถามว่า "คุณตากลับบ้านดึก ๆ ไม่พบยักษ์หรือครับ" ผู้เฒ่าจึงเล่าว่า

 ตอนที่แกยังเป็นเด็กตามผู้ใหญ๋มากินขนมหอยแมงภู่ทอดที่นี่พอกลับก็เจอดี "...

พอขึ้นท่าวัดก็แวะถ่ายปัสสาวะกัน มันมืดและไม่มีคน ว่ากันสบายไปเลย

ก็พอดีมีเสียงอะไรไม่รู้คล้ายซุงต้นใหญ่ ๆ ที่ตั้งไว้แล้วล้มลง ดังสนั่น แผ่นดินกระเทือน

ฉันตกใจตัวสั่นไม่รู้ว่าอะไรกัน แต่น้าชอบนั้น เขาจ้องมองยักษ์หินสองตัวนั้น

คล้าย ๆ จะสงสัยว่ายักษ์นั้นกระทืบแท่นหินที่ยืนอยู่ดังสะเทือน

น้าชอบกับฉันยืนตะลึงอยู่หน่่อย แล้วนึกอย่างไรก็ไม่รู้ รีบฉุดมือฉันเดินอ้าว..."

     ผู้เฒ่าได้เล่าถึงเรื่องหอกลองสวนเจ้าเชตุ หอกลองมี 3 ชั้น

มีกลองแขวนประจำทุกชั้น มีชื่อทั้ง 3 ใบ ชั้นล่าง "ย่ำพระสุรศรี"

ใช้ตีบอกเวลาย่ำค่ำ ชั้นกลาง "อัคคีพินาศ" ใช้ตีเมื่อเกิดไฟไหม้ 

ชั้นบนสุด "พิฆาตไพรี" ไม่เคยได้ตีเลย

    โรงหวยอยู่ที่แยกเลยตลาดบำเพ็ญบุญ พวกที่แทงหวย

จะพากันมานอนรอหวยออกตอนดึกที่ข้างถนน

   การสวมหมวกของพวกผู้ชายมีทั้งหมวกสานไหมสับปะรดและไหมต้นมะลิลา

ที่ทำมาจากคลองปานามา แถบอเมริกา เลยเรียกว่าหมวกปานามาและหมวกสักหลาด

มีการลักหมวกโดยเจ้าหัวขโมยอยู่บนต้นไม้ ใช้ตุ๊กแกผูกเชือกปล่อยลงมา

เกาะหมวกคนที่นั่งรถเจ๊กผ่านมาแล้วก็ดึงขึ้นต้นไม้

    การหลอกกินเป็ดไก่ที่เจ๊กเอามาแก้บนเจ้าพ่อหอกลอง สวนเจ้าเชตุ

โดยถกโสร่งเปิดก้นให้เพื่อนเอาดินหม้อเขียนลูกตาโต ๆ ที่แก้มก้นทั้งสองข้าง

แล้วโก้งโค้ง เดินถอยหลังไปหาถาดเป็ดไก่ ฝ่ายเจ๊กก็จ้องมองแล้ว มองอีก

แสงสว่างก็มืดบ้าง สว่างบ้าง ดูไม่ออกว่ามันเป็นสัตว์อะไร เดินมาช้า ๆ

ตาโต หน้าใหญ่ผิดสัตว์ธรรมดา ดูหน้าตา เข้าใกล้ เข้ามา ไม่ไว้ใจก็เลยวิ่งหนีทิ้งเป็ดไก่ไป

    ในขณะที่คุยกันกำลังออกรส เด็กชายคนหนึ่งอายุประมาณ เจ็ดแปดขวบ

ก็เข้าร้านมา ว่า " ตาจ๋า กลับบ้านเถอะ แม่เขาไม่สบาย ให้ฉันมาตามตาจ๊ะ"

เรื่องของเรื่องคือผู้เฒ่าข้ามฟากจากฝั่งกรุงธนบุรีมากรุงเทพฯ

เพื่อหาซื้อยาให้ลูกสาวที่ไม่สบาย เมื่อซื้อยาได้แล้วผู้เฒ่า

ก็มัวเพลินอยู่ในร้านเหล้า กับพวกหนุ่ม ๆ ลูกสาวจึงให้ลูกชายมาตามพ่อ

    เมื่อรู้เรื่องกันแล้วพวกหนุ่ม ๆ ก็อาสาพาตาและหลานข้ามเรือมาฝั่งวัดแจ้งได้เรียบร้อย

และพาส่งถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ แล้วจึงพากันอำลากลับ

   แต่ครั้นจะลงเรือจ้างบางคนเกิดปวดปัสสาวะ ก็เลี้ยวเข้าไปหาที่ยักษ์สองตัวยืนอยู่

บางคนไม่เห็นด้วยจึงฉุดมือไว้  "ไม่ดีน่า ไปทางอื่นดีกว่า"         

 "โอ๊ย จะมีอะไรกันนะ มืด ๆ ก็ว่ากันไปตามสบาย ใครจะห้ามเรา"

มีการยื้อยุด ฉุดกันเล็กน้อย ก็บังเกิดเสียงประหลาดขึ้นในขณะนั้น

คือเสียงเหมือนของหนักตกลงกับพื้นดิน มีความกระเทือนเยือก

ทุกคนชะงักยืนนิ่ง เสียงมันคล้ายว่าใครที่มีเท้าใหญ่ ๆ กระทืบดิน

แล้วทุกคนก็เงยมองหน้ายักษ์สองตัวนั้น เพราะผู้เฒ่าเคยเล่าว่าพบเหตุอย่างนี้มาก่อน

เกี่ยวกับเรื่องจะทำความสกปรกแถวนี้ พอได้สติก็พากันจ้ำอ้าวลงเรือที่จอดอยู่ที่โป๊ะ



 สามารถ จันทร์แจ่ม : บันทึก

33
โรยรื่นชื่นบุปผา / "ชีวิต คุณย่า"
« เมื่อ: มีนาคม 05, 2021, 03:53:14 PM »







 "ชีวิตคุณย่า"


โดย ครูเหม เวชกร


     เป็นเรื่องราวตอน นายสิงห์โตยังเป็นเด็ก 


     "ผมยืนอยู่ที่ทางเท้าฝั่งตลาดบำเพ็ญบุญ และกำลังมองข้ามถนน

ดูโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุงที่คึกคักด้วยผู้คน นึกปลงตัวเองว่า

เรานี่ก็นับว่าเก่าแก่จวนจะจากโลกนี้ไปแล้ว และอะไร ๆ

ในยุคหลังก็มาแทนที่ยุคเก่าที่แล้ว ๆ มาจนจำของเก่าไม่ได้

สถานที่แถวนี้ผมเคยวิ่งเล่นอยู่ เมื่ออายุยัง 6 - 7 ขวบ

แต่เวลานี้ตัวผมอายุปาเข้าไป 70 ขวบแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหมด

และหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างผมเดี๋ยวนี้ก็คือหลานสาว เป็นลูกของลูกสาวอีกที

ผมจึงมีตำแหน่งเป็นตาของ อุไรวรรณ ครูสาวของโรงเรียนเสาวภา "

   ผมสิงห์โตได้เล่าให้หลานสาวว่า เดิมที่ตรงศาลาเฉลิมกรุงนี้

เป็น แหล่งจ่ายน้ำจืด หรือน้ำบาดาล ให้ประชาชน เรียกกันว่า "สนามน้ำจืด"

 เป็นแดนสำคัญของชาวบางกอก เป็นแดนมีน้ำสะอาดดื่มกิน

 แทนที่จะดื่มกินในคลองหรือแม่น้ำกัน

เพราะตามคลองนั้นมีของสกปรกลอยให้เห็นเวลารน้ำขึ้น น้ำลงเสมอ ๆ

 ในแดนนี้ทั้งวันจะมีคนหาบน้ำไปใช้บ้าง ขายตามตึกชาวบ้านบ้างทั่ว ๆไป

พอเวลาเย็นค่ำก็ปิดการจ่ายน้ำในเวิ้ง สนามน้ำจืดก็เงียบคน

   นายสิงห์โต เป็นลูกกำพร้าพ่อแม่เสียชีวิตตั้งแต่เขายังเล็ก

ได้หญิงชราผู้หนึ่งสงสารและเมตตา จึงขอเขาเอามาเลี้ยง 

นายสิงห์โตจึงเรียกท่านว่า คุณนายย่า เด็กชายสิงห์โตจึงคอยติดตามคุณนายย่า

ไปทุกหนทุกแห่งดุจเป็นหลานชายของท่านจริง ๆ

     คุณย่ามีลูกสาวคนหนึ่งได้สามีเป็นขุนนาง และมาเช่าตึกตั้งร้านตัดเสื้อผ่าสตรี

อยู่ตรงข้ามสนามน้ำจืด คุณย่าของสิงห์โต ชอบการพนันทุกชนิดนับแต่ ถั่ว โป ไพ่ตอง หวย กข.

บังเอิญตึกห้องหนึ่งที่ใกล้กับร้านตัดเสื้อของลูกสาวท่าน เปิดบ่อนไพ่ตองเฉพาะกลางวัน

ชื่อว่า "บ่อนไพ่จางวางหร่ำ" คุณย่ามือขึ้นในการเล่นการพนัน

จึงเป็นขาประจำของบ่อน สิงห์โต ก็วิงเล่นกะเพื่อนในละแวกนั้น ซึ่งมีทั้งเด็กไทย เด็กแขก เพลินไป

    คุณย่าเล่าให้ สิงห์โตฟังว่า ท่านเคยเจอเปรตที่ทุ่งพระเมรุ (สนามหลวง) เล่นงานเอา

ตอนที่ท่านเดินกลับมากะพวกลิเก(คุณย่าชอบดูลิเก) มากคนด้วยกัน ท่านว่ามองไปข้างหน้า

เห็นคนยืนพิงกำแพงพระราชวังตรงป้อมหัวมุม แต่ครั้นมองไป ๆ จึงนึกรู้ว่านั่นไม่ใช่คน

คนอะไรจะสูงใหญ่เท่านั้น แขนยืนพิงป้อม โดยเท้าทั้งสองยังอยู่ที่ดิน

แต่แขนนั้นยันข้อศอกแยู่ที่ใบเสมากำแพงป้อม

พอรู้ว่าเป็นเปรตก็คุกเข่าลงกราบไหว้ขออภัย ไม่กล้าวิ่งหนีเพราะเปรตขายาว

     คุณย่าชอบพาสิงห์โตนั่งรถเจ๊ก(รถลาก)ไปบ่อนหรือดูลิเก

เด็กชายชอบนั่งที่พรมปูพื้นตรงที่วางเท้าของรถเจ๊ก ไม่ยอมนั่งบนเก้าอี้รถ

เพราะ "นั่งข้างล่างอุ่นดี ง่วงก็กลับได้ กอดขาคุณย่าแล้วหลับ

พอถึงตึกลูกสาวคุณย่า ซึ่งผมเรียกว่าคุณนายแม่ คุณย่าก็ปลุกผม"

     คุณนายแม่ มักมีปากเสียงกับคุณย่าเรื่องที่คุณย่าเที่ยวกลับดึก ๆ ดื่น ๆ

เป็นภาระให้เธอต้องคอยเปิดประตูตึกรับ แต่บางคราวคุณย่ากับสิงห์โตก็คอยเข้าตึก

พร้อมกะพวกเทอุจจาระ ซึ่งพวกนี้มีรถใหญ่เทียมด้วยวัวคู่ งานนี้เป็นของพวกเจ๊กทำ

โดยหาบถังเปล่าไปเปลี่ยนถังที่เต็มล้นตามตึก เอาถังเต็มหาบออกเอาถังเปล่าวางแทนไว้

คุณย่ากลัวคุณนายแม่ ไม่เถียง บางคราวก็ร้องไห้ สิงห์โตสงสารคุณย่ามาก

   คืนหนึ่งสองย่าหลานก็โดนดีเข้า วันนั้นคุณย่าเปลี่ยนบ่อนเล่นไปเล่นทางบ่อนนางเลิ้ง

และรวยมาก็นั่งรถเจ๊กกลับ เจ๊กได้ลากรถผ่านหน้าวัดสระเกศ

ในยามดึกซึ่งจะหาผู้สัญจรสักคนเดียวก็ไม่มี

   ที่กลางถนนหน้าวัดนั้นมีเงาดำอะไรทอดยาวขวางถนนอยู่ เจ๊กลากรถชะงักหยุด

และเตรียมท่าจะหมุนตัวกลับรถ เพราะเจ๊กเคยโดนมาแล้ว เงาดำพาดถนนนั้นมักจะเป็นงูใหญ่

พอใกล้เข้าไปมันจะขดตัวแล้วชูหัว เจ๊กคิดว่าจะเป็นดังนั้นอีกก็ระวังตัว

แต่คราวนี้มันไม่ใช่อย่างนั้น ขณะที่เจ๊กจะหมุนกลับ เงาดำน้ันก็เคลื่อนไหว

แต่ไม่ใช่งู กลายเป็นคนที่มีร่างกายใหญ่และสูง ทั้งย่าและสิงห์โตกลัวจนตัวสั่น

เจ๊กลากรถร้องลั่นหมุนรถกลับวิ่งไม่คิดชีวิต สิงห์โตหันไปดู

เห็นคนนั้นลุกขึ้นยืนกางขาท้าวสะเอวที่กลางถนน หัวเข่าสูงท่วมเสาไฟฟ้าข้างถนน

แล้วภาพนั้น ก็เดินช้า ๆ เข้าวัดไป รถได้วิ่งกลับมานางเลิ้งอีก

สองย่าหลานจึงไปขอนอนที่บ้านพวกลิเกที่ชอบกัน

   รุ่งเช้าคุณนายแม่ก็เล่นงานคุณย่าอีกตามเคย และตัดปัญหาโดยให้คุณย่าไปนอนเฝ้าตึก

ฟากสนามน้ำจืดที่ปิดใส่กุญแจไว้เฉย ๆ ตึกนี้ด้านล่างเป็นร้านบิลเลียด

มีโต๊ะอยู่เรียบร้อย คุณย่าและสิงห์โตนอนชั้นบน

    วันหนึ่งคุณย่านอนกลางวันทีแรกสิงห์โตก็นอนเป็นเพื่อนท่านแต่เด็กชายนอนไม่หลับ

จึงลุกขึ้นหมายใจจะไปเล่นลูกบิลเลียดที่ชั้นล่าง แต่ครั้นลงบันไดมาได้ครึ่งเดียว

ก็เห็นใครเล่นอ้ายลูกกลม ๆ นั้นอยู่ก่อน เป็นผู้ชายร่างสูง ๆ ตัดผมเกรียน

ไว้หนวดริมฝีปาก นุ่งผ้าโจงกระเบนใส่ถุงนร่องรองเท้า กำลังเอาไม้แทงไอ้ลูกกลม ๆ นั้นอยู่

พอแกเหลือบมาเห็นสิงห์โตเข้า แกมองดูสิงห์โตอย่างประหลาดใจ

ดวงตาแข็ง ๆ และดุ ๆ ชี้หน้าสิงห์โตแล้วโบกมือให้เด็กชายกลับขึ้นไปที่เก่า

     เมื่อสิงห์โตเล่าให้คุณย่าฟัง ท่านไม่เชื่อว่าท่านปิดประตูใส่กลอนกับมือใครจะเข้ามาได้

แต่เมื่อสิงห์โตยืนยันหนักแน่น คุณย่าจึงลงมือสำรวจข้าวของในตึก

เพราะเกรงว่าจะมีคนเข้ามาในตึกจริง แล้วขโมยข้าวของไป ตนจะมีความผิด

ก็พอดี สิงห์โตเหลือบไปเห็นรูปในกรอบที่ติดอยู่ข้างผนังตึกด้านหนึ่ง

แล้วร้องขึ้นพร้อมกับชี้นิ้วไปว่า คน ๆ นั้นแหละที่เขาเห็นเมื่อกลางวัน

คุณย่าตาพองทีท่าตกใจ ฉุดข้อมือสิงห์โตออกนอกตึกแล้วใส่กุญแจ

เรียกรถเจ๊กไปนางเลิ้งไปขอพักที่บ้านพวกลิเก 1 คืน

พอตอนสายคุณย่าเอกลูกกุญแจคืนคุณนายแม่

แล้วบอกว่าจะกลับบ้านตลาดแก้วตลาดขวัญที่เมืองนนท์

     "ผมมารู้คราวหลังว่า ชายที่ท่าทางเป็นขุนนางคนนั้น

ที่แท้ก็คือขุนนางสามีของคุณนายแม่ แต่เขาตายไปเมือสองเดือนแล้ว

ศพยังอยู่ที่วัดสระเกศ ที่คุณย่าไม่ยอมอยู่เพราะสาเหตุนี้เอง

ไหนใครว่าผีไม่มีกลางวันล่ะ ผมพบกลางวันมาแท้ ๆ ......"



 สามารถ จันทร์แจ่ม :บันทึก

34
โรยรื่นชื่นบุปผา / "มนุษย์ไม่สังคมโลก"
« เมื่อ: มีนาคม 05, 2021, 03:36:21 PM »







"มนุษย์ไม่สังคมโลก"

บทประพันธ์ ของครูเหม เวชกร


  เรื่องราวของมนุษย์ที่ได้แต่งงานอยู่กินกับผีถึงสามคู่

   นายสมัยได้ไปทำงานที่โรงงานทำยารักษาโรคต่าง ๆ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตสัมพันธวงศ์

เจ้าของโรงงานเป็นผู้ดีจีนเก่า ชื่อนายห้างบุญตั้ง โดยการชักนำของ คุณสุรินทร

ซึ่งเป็นลูกเขยของเจ้าของโรงงาน ภรรยาของคุณสุรินทร ชื่อ คุณเรณู

เป็นลูกสาวคนโตของนายห้างบุญตั้ง

   นายสมัยพักอยู่ที่คฤหาสน์ของนายห้างบุญตั้ง เขารับหน้าที่อีกอย่างหนึ่งคือ

หัดวิชาดนตรีไทยให้แก่น้องสาวและน้องชายของคุณเรณูตอนกลางคืนทุกคืน

จึงออกไปไหนเวลากลางคืนไม่ได้ออกไปไหน เป็นเรื่องแปลกประหลาดที่นายสมัยเจอ

แล้วนำไปเล่าให้คุณณพ ที่วัดระฆังฟัง

" ...แต่น่าเบื่อนิสัยของคนบ้านนี้เต็มทน ทุก ๆ คนในตึกนั้นถือตัว

ไม่ยอมจะรู้จักใครและสังคมกับใครนอกบ้าน ตัวเองก็ไม่ยอมออกจากตึกไปไหน

แม้แต่คนใช้ในตึกก็ไม่ออกจากตึก จะซื้อหาอะไรมีคนใช้ภายนอกซื้อมาให้อีกทีหนึ่ง

แต่ก็ไม่ยอมให้คนใช้ภายนอกเข้าในตึก มีคนนอกคนเดียวเท่านั้น

ก็คือตัวกระผมที่เข้านอกออกในได้ มีห้องเล็ก ๆ ภายในตัวตึกนั้นให้อาศัยเป็นห้องชั้นล่างก็สบายดีครับ 

ตึกนั้น เก่า ๆ และใหญ่มาก เป็นแบบจีน ๆ ผู้ดีเก่า ๆ ตึกนี้มีคนหลายคนก็จริง แต่อยู่กันเงียบ ๆ

จะพูดจาอะไรก็พูดกันเบา ๆ ไม่เอะอะตึงตัง นอกจากเสียงดนตรีเท่านั้นที่ดัง มีผู้หญิงสวย ๆ หลายคน 

แต่สำหรับกระผมนอกจากสอนดนตรีและพูดกันในเรื่องทางวิชาการแล้ว ก็ไม่มีอะไรอีก

ส่วนตัวจะพูดกันได้ทุก ๆ คนถือตัวมักมองคนอื่นอย่างรังเกียจ

อย่าว่าแต่จะไม่พูดจาและติดต่อด้วยเท่านั้น แม้แต่มองยังไม่อยากจะมองเลย"

     ตอนบ่ายวันหนึ่งนายห้างบุญตั้ง เรียกให้นายสมัยไปพบแล้วบอกให้ นายสมัย

ไปรับคนสองคนที่สถานีรถไฟ หัวลำโพง ตอนตี 4 สองคนนั้นมาจากนครสวรรค์

เป็นชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง ผู้ชายชื่อสวัสดิ์ ผู้หญิงชื่อจิตรา เป็นลูกสาวของนายห้างบุญตั้ง

ทั้งสองเป็นสามีภรรยากัน  เมื่อเจอกันทีแรกที่สถานีรถไฟ

นายสวัสดิ์มีท่าทีแปลก ๆ คือมองดูนายสมัยอย่างไม่ไว้วางใจ

   วันหนึ่งคุณสุรินทรพูดแปลก ๆ กับนายสมัยว่า "ขอบใจเธอมาก ฉันรักเธอจริง ๆ

สมัย  มีเพื่อนอยู่ด้วยกันเพียงสองสามคนในตึกนี้ เมื่อมีคุณสวัสดิ์เขาอีกคน

ก็เป็นเพื่อนคนที่สาม" คุณนพมักจะพูดอะไร เป็นความนัยให้นายสมัยฟัง

"เออ สมัยเธอยังไม่รู้เรื่องของเขาพอ คุณสุรินทรรวยจริง ๆ

โรงงานนั้นเป็นของเขาแล้วทั้งหมด เอาเถิดในวันหน้าเธอจะรู้เอง และเธออาจจะมีโชคด้วย"

     นายสมัยได้ไปรู้ความลับเรื่องหนึ่งอย่างบังเอิญ คือดอกเตอร์เทพ เอือมณี

ที่แอบเป็นชู้กับ สายรุ้ง ลูกสาวอีกคนของเศรษฐีบุญตั้ง

ซึ่งนายสมัยได้รู้ภายหลังจากหนังสือพิมพ์ฉบับเก่า ๆ ว่า ดอกเตอร์เทพ

คนนี้ได้ไปสำเร็จปริญญามาจากยุโรปขากลับเมืองไทย เรือบินอับปางพุ่งลงก้นทะเลหายไป

   ซึ่งนายสมัยยังคิดว่า "ที่แท้แล้วดอกเตอร์ผู้นี้ไม่ได้ตายจริง ๆ ตามข่าว

เป็นแต่ว่ามีรายนามในทะเบียนผู้โดยสารเครื่องบินเที่ยวนั้น แต่หากมาสนามบินไม่ทันเวลา

เรือบินออกเสียแล้ว เลยไม่ได้มาเที่ยวนั้น ครั้นทราบข่าวว่าเรือบินเที่ยวนั้นตกทะเล

ก็เลยคลุมหัวตัวเองกลับกรุงเทพ โดยมาซุ่มอยู่เสียกับคู่รักเก่าที่เป็นเศรษฐี ทิ้งลูกทิ้งเมียเลย.."

     นายสมัยได้แอบหลงรักลูกสาวอีกคนของนายห้างบุญตั้ง เธอชื่อ มาลี

ซึ่งเป็นแม่หม้ายมาก่อนสามีเก่าของเธอเป็นคนจีนชรา และมาลีก็มีใจต่อนายสมัย

มาลีได้มอบแหวนให้นายสมัยหนึ่งวง มาลีได้พาสมัยไปพบบิดาของเธอ

เพื่อให้ท่านได้รับรู้ ซึ่งเศรษฐีบุญตั้งก็ไม่ได้โกรธเคืองอะไร ทั้งยังจะจัดการแต่งงานให้ด้วย

    คุณนพได้บอกความลับให้นายสมัยฟังว่าในบ้านนายห้างบุญตั้งมีแต่วิญญาณ

มีที่เป็นมนุษย์เพียง 3 คน คือ คุณสุรินทร คุณสวัสดิ์ และนายสมัย

ทีแรกนายสมัยไม่เชื่อและเคืองคุณนพ  แต่เมื่อเหตุการณ์ต่าง ๆ เด่นชัดขึ้น

นายสมัยก็ยอมรับความจริง " ผมไม่กล้าเดินตามที่ต่าง ๆ ในตึกนั้นเลย

แต่อาศัยมาลีเท่านั้นคอยเคียงข้างผมอยู่ตลอดเวลา จึงค่อยบรรเทาความกลัวไปได้

สำหรับมาลีนั้นผมยกชีวิตของผมให้แก่เธอแล้ว สุดแต่กาล ลัทธิไม่สังคมกับมนุษย์

ได้เข้าแพร่เต็มหัวใจผมแล้ว ณ บัดนี้ผมไม่ไปเที่ยวที่ใดอย่างเดียวกับคุณสุรินทร

เพราะถ้าไปคนเดียวก็คิดถึงอีกคนที่ไปด้วยไม่ได้ จะมีสุขอะไรเล่า

ครั้นจะให้เธอไปด้วยโดยไม่สำแดงกาย ไปอย่างตัวใส ๆ เป็นกายทิพย์

แต่เธอไม่ยอมไปเด็ดขาด เพราะกลัวจะต้องไปผุดไปเกิด

เคราะห์ไปเฉียดคนตั้งท้องใหม่ ๆ เข้า ก็จะถูกดูดดึงไปเกิด.....

พวกกายทิพย์กลัวคนท้องที่เพิ่งจะก่อตั้งก้อนเลือดอ่อน ๆ ซึ่้งมองไม่รู้"

      ในที่สุดความไม่แน่นอนของชะตากรรมของคนก็สำแดงขึ้น

ผมทั้งสามคนคือผม คุณสุรินทร และคุณสวัสดิ์ หมดที่อยู่ ที่อาศัย หมดที่ทำงาน..

คือมหาเพลิงที่เกิดต้นไฟจากที่อื่นมาเล่นงานโรงงานของเรา

และตึกของเราวอดวายไปพร้อม ๆ กับของของเรา

และตึกของเราวอดวายไปพร้อม ๆ กับของมีค่ายอดยิ่ง คือมาลี ของผม

เธอติดอยู่ในไฟ ผมไปกอดปล้ำจะเอาเธอออกจากไฟ 

แต่แล้วจะด้วยอะไรผมก็แปลไม่ออก กลายเป็นผมถูกไฟลวกหลายแห่ง

แต่ฝ่าหนีกองไฟออกมาสลบอยู่นอกกองมหาเพลิง

หมดความรู้สึกใด ๆ ทั้งสิ้น มารู้ตัวเอาเมื่อที่โรงพยาบาล

      ผมนอนพันผ้าไปทั้งตัวอยู่บนเตียง และก็รู้ภายหลังอีกว่า

นอกจากผมแล้วยังมีคุณสุรินทร คุณสวัสดิ์

เป็นคนไข้นอนเรียงกันอยู่เป็นสามคนผู้มาเยี่ยมคือ พระภิกษุนพ

    กุศลของนายสมัยยังมีอยู่ มีแผลเป็นจากไฟไหม้เพียงอ่อน ๆ หมอว่านาน ๆ เข้าก็หายเป็นปกติดี

 แล้วเราสามคนก็ต้องแยกทางกัน คุณสวัสดิ์กลับไปหาบิดามารดาที่นครสวรรค์ คุณสุรินทรแยกไปอยู่บ้านเขา

    นายสมัยไปขออาศัยพระภิกษุนพ อยู่ที่วัดระฆัง "รอวันรอคืนว่า

ถ้ามาลียังไม่ไปเกิด อาจจะเร่ร่อนมาพบกันอีก คอยไปจนกว่าจะหมดหนทางที่จะพบกัน

   " คุณนพเป็นพี่เลี้ยงให้กำลังใจตลอดเวลา แต่ใจผมนั้นไม่มีสุขเลย

ความหลังความเก่า ยังระดม สุมอยู่ ยังไม่จางลงไปได้


อนิจจา มาลีของฉัน ป่านนี้เธอไปอยู่แห่งใดเล่า"




 สามารถ จันทร์แจ่ม : บันทึก

35
โรยรื่นชื่นบุปผา / "ฉันคอยรัก ที่นี่"
« เมื่อ: มีนาคม 05, 2021, 03:29:10 PM »






 "ฉันคอยรักที่นี่"

เรื่องรักสะเทือนใจของหนุ่มสาวท่ามกลางกลิ่นอายชนบท   

บทประพันธ์ของครูเหม เวชกร

    เรื่องนี้เป็นอีกตอนหนึ่งของนายอุทิศ ได้ไปพบกับนิยายรัก

ที่ถูกใจเข้าอีกนิยายหนึ่งในดินแดนน้ำตกนางรอง แห่งนครนายก

   นายอุทิศได้ไปพักที่ ไร่ส้ม ไร่ขนุน ซึ่งมีชึ่อไร่ว่า "ไร่แดนสร่างทุกข์"

อันเป็นไร่ของเพื่อนนายอุทิศคือ "ยอดชาย นายสมศักดิ์" และคุณหวาน ภรรยา เขา

สมศักดิ์ได้เล่านิยายรักสะเทือนใจให้อุทิศฟังว่า "สองปีเห็นจะได้ เสียดายที่ช้าไป

เขามาตายจากไปเสีย น่าสงสาร มีนิสัยดีน่าคบ แต่แกสมัครตายจริง ๆ"

      สมศักดิ์ได้พบกับ คุณขาวที่มีไร่ติดกัน คุณขาวอยู่เพียงลำพัง และมีหมาไทยตัวหนึ่ง

ที่คอยติดตามเขาอยู่ คุณขาวเป็ฯคนมีความหลังในใจอะไร ๆ อยู่ตลอดเวลา

จะเห็นว่าแกเศร้า ๆ ไม่รื่นเริงเลย ทำไร่คนเดียว ได้กล้วย ได้อ้อย ขนุน

ขายกินพอเลี้ยงชีวิตไปวัน ๆ โดยไม่คิดจะรุ่งเรืองไปข้างหน้าเลย

    ชื่อไร่ของคุณขาวแปลกหู แปลกใจมาก ชื่อว่า "ไร่คอยรัก"

แต่ภายหลังเขาก็เผาป้านชื่อไร่ทิ้งไปเพราะกระเทือนใจ

อุทิศขอร้องให้สมศักดิ์เล่านิยายรักของคุณขาวให้เขาฟัง

ซึ่งสมศักเิ์จะเล่าเรื่องต้น ๆ ที่เขาพบกะคุณขาวให้ฟังก่อน

ส่วนเรื่องที่ละเอียด จะได้ฟังจาก หญิงคนทรง ซึ่งอยู่ที่เขาอีโต้ ในอีกสองวัน

โดยสมศักดิ์จะให้เด็กที่ไร่ของเขาขับรถไปรับหญิงคนทรง มาพบอุทิศที่นี่ "เรื่องมันอย่างนี้ ศักดิ์เริ่มต้น

ศักดิ์มาซื้อและจับจองที่ดิน ซึ่งอยู่ติดกับคุณขาวที่ทำไร่เพียงคนเดียว

และอยู่เอ้กาเพียงสุนัขคู่ยากอีกตัวหนึ่งเท่านั้น เมื่อศักดิ์ถามคุณขาวว่าทำไม่จึงไม่มีคนช่วยทำไร่บ้างเลย

คุณขาวตอบว่า เขาคอยคนอยู่คนหนึ่งที่จะมาร่วมงาน แต่เขาคนนั้นมาไม่ได้เสียแล้ว

และเขาไม่ต้องการใครอีก อยู่ในไร่เพียงแค่นี้เป็นความพอใจของเขาแล้ว

ตอนนั้นคุณขาวมีเรือนเล็ก ๆ อยู่หลังหนึ่ง พอคุณขาวตายไปเรือนหลังนั้นก็ปล่อยทิ้ง

เถาไม้เลื้อยขึ้นเต็มหลังคา และฝาก็เป็นแฝกจึงผุไปแล้ว เหลือแต่เสาคงอยู่ พอมองออกว่าเคยเป็นบ้าน

    มีเรื่องแปลก ๆ คือ สมศักดิ์เคยไปเยี่ยมคุณขาวที่บ้านของแก "ก็มองเห็นว่าเจ้าของบ้านอยู่อย่างง่าย ๆ

ไม่ได้จัดตบแต่งอะไรให้เป็นระเบียบเลย คล้ายอยู่อย่างไม่ตั้งใจจะอยู่จริง ๆ ที่นอนของเขาก็ปูไว้ง่าย ๆ

ตลบมุ้งขึ้นแล้วก็ทิ้งไว้อย่างนั้นเอง  แต่ข้างที่นอนแกมีแผ่นกระดานไม้มะขามเลื่อยบาง ๆ

และเขียนตัวอักษรไว้หลลายคำ แันชักจะลืมเสียแล้ว อ่านเอาเองดีกว่า"

   แผ่นกระดานแผ่นหนึ่งมีตัวอักษรสีดำเขียนด้วยสีน้ำมัน ความว่า "ฉันคอยรักที่นี่ ฉันไม่ต้องการใคร ต้องการเธอคนเดียว

ฉันจะคอยวิญญาณเธอ เมื่อใดเธอมา เมื่อนั้นฉันจะไปกับเธอ"

    ส่วนอีกแผ่นหนึ่ง คุณขาวเขียนถึงสมศักดิ์ มีข้อความว่า "คุณศักดิ์ที่รัก คุณพบศพผมแล้วได้โปรดฝังศพผมไว้ใต้ถุนเรือนผมด้วย

ต่อเมื่อคุณสบายใจเมื่อใด จะขุดศพผมไปเผา ก็จะเป็นกุศลแก่คุณ ที่ดินที่เป็นไร่ของผมนี้ ผมขอยกให้คุณ

โฉนดอยู่ในหีบเสื้อผ้าผม ขอมอบให้ด้วยความสัตย์จริง    ...ขาว  เอี่ยมศิลา

  คุณขาวตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยการดื่มยาพิษ ก่อนที่จะตายแกยิงปืนขึ้นสองนัด เพื่อให้สมศักดิ์และเมียมาดู

สมศักดิ์จัดการฝังศพคุณขาวตามคำขอร้องที่แกเขียนไว้ ก่อนจพทำลายตัว สมศักดิ์รีบออกไปแจ้งตำรวจในเมือง

และนำตำรวจมาพิสูจน์ เมื่อพิสูจน์เรียบร้อยแล้วจึงนำศพคุณขาวใส่โลงฝัง

    มีเรื่องกระเทือนใจอีกอย่างหนึ่งเจ้าหมาคู่ใจของคุณขาวไม่ยอมห่างศพนาย มันร้องลั่น ตะกุยตะกาย

ไม่ยอมให้ฝังนายมัน มันไม่ยอมห่างหลุมศพนายมัน มันนอนเฝ้าปากหลุมศพตลอดเวลา

สมศักดิ์กะเมียเรียกมันให้ตามไปบ้าน มันก็ไม่ไป  ถึงแม้ว่าจะเอาอะไรต่ออะไรมาล่อ มันก็ไม่ยอมไป

เฝ้าแต่ร้องหาเจ้านายของมันตลอดเวลา สมศักดิ์กะเมียต้องมาส่งข้าวมันทั้งเช้าและเย็น

      หมาของคุณขาวจะส่งเสียงหอน ตอนโพล้เพล้ และตอนค่ำ ทำให้ผู้ที่อยู่แถวนั้นกลัวกันมาก

ห่างจากคุณขาวตายไปสักเดือนเห็นจะได้ เจ้าหมานั่นไม่ค่อยกินข้าว

สุดท้ายมันก็ตายลงอยู่ใกล้ปากหลุม มันผอมท้องแห้งตายตามนายมัน

    ตอนเย็นอุทิศกืนข้าวไม่ค่อยลงคอ จึงลงเดินเล่นในไร่ คิดถึงเรื่องคุณขาวและเจ้าหมาผู้ภักดี

"ผมค่อย ๆ เดินห่างตัวบ้าน พ้นรั้วไม้ไปสู่ลำธารที่แห้งขอดไม่มีน้ำ........

ธารนี้จะมีน้ำเมื่อหน้าฝน น้านั้นจะไหลมาจากขุนเขาซับซ้อนทางด้านซ้ายมือ

 เวลานี้หน้าแล้ง ก้นธารมีแต่ทรายและก้อนกรวดใหญ่ ๆ เต็มท้องธาร..

ผมชอบท้องธารนี้มาก จึงนั่งลงทีหมู่ก้อนกรวดน้อยใหญ่ และหยิบขึ้นมาดู มันมีลักษณะกลมแต่แบน ๆ

 มีขนาดโตเท่าฝ่ามือ ศักดิ์เคยบอกว่าหน้าฝนน้ำใส เห็นก้อนกรวดหินนี้สวยมาก

    ตรงนั้นคล้ายเป็นช่องลม ลมตกพัดเย็นสบายเฉื่อยฉิวปะทะ ป่าข้างโน้นเป็นช่องทางไม่ขาดสาย

ยิ่งอากาศจวนจะค่ำเช่นนี้ ช่างเย็นสบายใจนัก แล้วก็ย้อนคิดไปถึงตัวพระเอกคือคุณขาว เจ้าของนิยายรัก

หากแต่ยังขาดนางเอกเพราะไม่รู้เรื่องเดิม ว่าเป็นใครผมยังต้องรอคอยหญิงที่จะเข้าทรงให้ฟัง ผมจะได้ตั้งเรื่องก่อโครงชึ้น

     เวลาอากาศจวนจะค่ำ เสียงสัตว์ป่าชักจะร้องเรียกกัน วังเวก วิเวก ในขณะนั้นทางด้านซ้ายมือของผมและห่างออกไป

มีคนคนหนึ่งออกจากแนวป่าชายลำธารฟากหนึ่งลงสู่ท้องธารแห้งขอด เขาแต่งตัวง่าย ๆ เหมือนจะนุ่งผ้าผืนเดียว ไม่ได้ใส่เสื้อ

คนตนนั้นเป็นชายเดินก้มหน้า ข้ามท้องธารไปช้า ๆ และยังมีสุนัขตัวหนึ่งเดินตามหลัง มีลักษณะคอตก หางตก

เดินตามชายผู้นั้นไปช้า ๆ เช่นเดียวกัน  ทันทีนั้นเมื่อดวงตาผมเห็นภาพนั้น ก็เกิดเตือนประสาทความจำ ได้เกิดขึ้น

ภาพของใครเล่าที่มีสุนัขแสนซื่อติดตามเสมอ ประสาทความรู้สึกทั่ว ๆ ไปของผมก็บอกให้รู้ว่าผมกำลังเห็นใคร

ผมถึงแก่ผงะแทบหงายหลัง ตัวชาอยู่เป็นนานจึงได้ผุดขึ้นยืน จะอยู่ตรงนั้นอีกไม่ได้ ภาพนั้นไม่มีแล้ว

ผมออกวิ่งจนมาถึงบ้านนายศักดิ์อย่างอกสั่นขวัญหาย  เมื่อหญิงคนทรงที่ชื่อว่า "ป้าพุก" เดินมางมาทำพิธี

ที่เพิงกลางแจ้งในไร่โดยลำพัง รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง ป้าพุกจึงได้เล่าเรื่องที่เธอได้รู้มาจากการทำพิธีของเธอให้อุทิศ

 สมศักดิ์และ หวาน ฟังอย่างละเอียด ซึ่งอุทิศได้จดบันทึกตามปากคำของป้าพุก

      ที่บ้านกำนันกล่อมผู้มั่งคั่งแห่งอรัญประเทศ แกร่ำรวย มีฐานะเทียบด้วยเจ้าเมือง มีอำนาจใหญ๋โต

ทั้งยังเป็นนักเลงใหญ๋ มีลูกน้องและข้าทาสล้นหลาม กำนันกล่อมได้คาดคั้น ชายหนุ่มชื่อ"ขาว"

ผู้เป็นบริวารแกอีกคนหนึ่ง ที่แกยกย่องเหมือนลูก เพราะ ขาวเฉลียวฉลาด เก่ง เลขผานาที 

ทำบัญชีทรัพย์สินไร่นาสาโท ของแกได้เรียบร้อย

    แต่ทว่า ขาว กลับกำแหง ทะนงใจ รัก "สมพร" ลูกสาวของแก กำนันกล่อมสั่งให้ขาวเลิกรักสมพร

แต่ขาวกลับตอบว่า "เลิกรักไม่ได้ครับ" กำนันกลั่นโกรธมากส่งตัวขาวไปทำงานหนักที่ในป่าไม้ซุงของแก

คาดโทษว่า หากขาวหมดพยศเมื่อใดจึงจะให้กลับมา
    ขาวไม่ย่อท้อก้มหน้าทำงานป่าไม้ต่อไป อย่างเข้มแข็งอดทน จนผู้คุมในป่ารักและเมตตา

ต่อมาขาวสืบทราบมาว่า กำนันจะส่งสมพรคนรักของตนไปฝากไว้ที่กรุงเทพฯ

ขาวจึงลอบหลบหนีไปกับเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ที่มาตรวจงานในป่า เข้ากรุงเทพฯ

ขาวได้พยายามสืบเสาะจนรู้ที่อยู่ของคนรัก และทำการพบตัวกันจนได้ สมพรได้มอบเงินให้ขาวก้อนหนึ่ง

เพื่อไปหาที่ตั้งตัวและเป็นที่มิดชิด แล้วสมพรจะหนีไปครองรักตามประสารัก

    ขาวได้เงินมาแล้วจึงได้มาคิดสร้างไร่ขึ้นที่นางรอง แล้วกลับไปพาสมพรหนีจากกรุงเทพฯ มุ่งตรงไปยังไร่นางรอง

แต่สัญชาติกำนันกล่อมเสือเก่ามีพวกมาก แกจึงสืบทราบเรื่องได้ กำนันมาดักทางเดินของสองหนุ่มสาวไว้

   "อ้ายขาว กูบอกแล้ว ถ้าไม่ทิ้งพยศมึงตาย" กำนันกล่อมคำรามแล้วเล็งปืนพก สมพรโดดเข้าขวางทางปืนไว้

ก็พอดีกำนันลั่นไกปืน ลูกปืนจึงถูกสมพรตรงที่สำคัญพอดี ขาวเข้ากอดศพคนรักร้องไห้

พวกไพร่ของกำนันกลั่นเข้าดึงตัวขาวออกมา แล้วรุมทุบตีจนขาวสลบ กำนันคั่งแค้นใจมากตอนแรกแกคิดจะยิงขาวให้ตาย

แต่กลับชะงักหยุดเก็บปืน แล้วอุ้มศพลูกสาวกลับ ทิ้งร่างขาวที่นอนสลบไว้เพียงเดียวดาย

     เมื่อขาวฟื้นขึ้นมาไม่เห็นร่างคู่ชีวิต ก็ร้องไห้เดินกระเซอะกระเซิงไปตามกรรม

จนวันหนึ่งก็มาถึงไร่ของตนที่แดนนางรอง แล้วเขียนป้ายชื่อไร่ของเขาว่า "ไร่คอยรัก" ขาวคอยวันตายอยู่

ตั้งใจว่าวันใดวิญญาณของสมพรมาบอกว่าเธอได้ตายไปแล้วจริง ขาวก็จะตายตาม ในขณะที่คอยวิญญาณรัก

ขาวบังเอิญได้สุนัขไทยตัวหนึ่ง เป็นคู่ยากด้วยกันเพียงสอว จนในที่สุดก็มาตายด้วยกันทั้งคู่

    อุทิศได้ขอร้องให้สมศักดิ์พาเขาไปดูสุสานรัก ซึ่งมีเถาไม้เลื้อยเกาะรัดเสาผุ ๆ อยู่บนเนินดิน

"มันเป็นต้นไม้ที่ชาวกรุงเทพฯ ให้ชื่อว่า "ช่อม่วง" แต่ชาวบ้านป่าเรียกว่า "ชู้รัก"

ที่คลุมเรือนหอรอรักของขาว ยังติดตาอุทิศอยู่ตลอดเวลา อย่างไม่มีเวลาลืมเลือน

อีกทั้งภาพการเดินของคุณขาวเจ้าของนิยาย ที่เดินอยู่ในลำธารน้ำแห้งขอด

พร้อมด้วยสุนัขเพื่อนยาก เดินตามหลังด้วยความภักดี เป็นภาพที่สลักใจนัก   




อนิจจา "ฉันคอยรักที่นี่ "



สามารถ จันทร์แจ่ม : บันทึก

36









โหดสัส รัสเซีย!!  สับขาหลอกเจ้าหวย !!
 
ใครเป็น จะไม่พลาดข่าวเด็ด!! จากทางการ

ที่อาจทำให้ชีวิตการทำงานของคุณรอดพ้น จากความมืดมน ....

เราเตือนคุณแล้ว


ตะลึง!! กับตัวเลข ปาฏิหาริย์ ?

999997   ก็เจอมาแล้ว
835538        ก็นะ

ไหลมายิ่งกว่าเขื่อนแตก555

สร้างความมึนงง ให้กลับมาสู่ความขมุกขมัว อีกครั้ง

ทำเอาหลานคน งงงวย กับสิ่งที่เกิดขึ้น

เจ้ามืองานงอก!! หลายคนมีเลือดอาษ

กำลัง พะงาบ พะงาบ เริ่มใช้ปากหายใจ แทนจมูก

อาการร่อแร่ ทรุดลงต่อเนื่องจากงวดก่อน
 
แต่งวดนี้แสดงอาการ อย่างชัดเจน

ก็ร้องไห้ น้ำตาซึม กันตามระเบียบ

ภาพใหญ่ ทิศทางของตลาดหวยไทย เริ่มมีอายุที่สั้นลง

โดยเฉพาะประเด็นความเชื่อมั่นในด้านต่างๆที่จะส่งผลเชิงลบ
 
เฮียขอน เจ้าใหญ่ เจ็งยับ 150 กว่าล้าน เคลียจบขอหยุดก่อน



”ตลาดหวย”อยู่คู่กับ”ความไม่แน่นอน”

 สถานการณ์พลิกจาก  หน้ามือ  เป็น  หลังมือ

หากดูจำนวนเจ้าที่ติดลบ งวดนี้ ถือว่าเยอะมาก เกิน80%

จะเป็นเจ้าใหญ่ที่พาเอาเจ้าไซส์ กลาง-เล็ก ร่วงลงไปด้วย

เกือบ..ทุกเจ้าถือว่า....

“หนักหนา สาหัส สากรรจ์ ”เลยทีเดียว


 ลงยังงี้ เล่นยังไง ! ภาค 2

งวดหน้ากูจะสู้ เลขมันต้องหลุด อะไรจะให้แม่นทุกงวดว่ะ!!

ศพที่แล้ว ก็พูดแบบนี้แหละ!!!!!!

ดวงเอาไว้ใช้ที่บ่อน ไม่ใช่ที่นี่

อนุภาพความขลังของทางการ มีอยู่จริง

ถ้าไม่เชื่อก็อยู่เฉยๆ

อย่าลบหลู่ ไม่เสี่ยง ไม่เสียตังค์


“หวย” เป็นอะไรที่ยากจะคาดเดา เพราะมันประกอบไปด้วย

“แก๊งใหญ่”กับ “แก๊งใหญ่” มันเปลี่ยนตัวผู้เล่น ลอกล่อ ให้เจ้ามือหลงทาง

หลายปัจจัยที่คนประเมินรู้ และไม่รู้

บางครั้งคนประเมินรู้บางอย่าง แต่ไม่รู้อีกหลายอย่าง

ก็เลยทำให้ผิดทิศ ลอกล่อ ให้หลงทาง

สำหรับข่าวถูก ดันขึ้นมาแบบนี้ มีโอกาสลากไปออกของ ต้องระวังให้ดี

 อ่านเกมให้ออก ส่วนจะเลิกเล่นเมื่อไร คงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดค่ะ

จากนี้ไป “เกมหวย”ก็อยู่ที่“แก๊งใหญ่”แล้วละค่ะ

ว่าจะลากขึ้น หรือทุบลง





ขอให้ทุกท่านโชคดีค่ะ
สาธุ 99

เจ๊วู

37
ข่าวหวย / Re: ข่าวหวย 1 มีนาคม 2564
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2021, 06:36:13 PM »
วันนักข่าว   5 มีนาคม (05)












วันที่ 5 มีนาคมถือว่าเป็น “วันนักข่าว”

ซึ่งถือกำเนิดมาจากวันที่นักข่าวรุ่นบุกเบิกหลายท่านได้ร่วมชุมนุมกันก่อตั้งสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยขึ้นมาเมื่อ 48 ปีที่แล้ว แต่ก่อนหน้านั้นหนังสือพิมพ์ทั้งหลายต่างให้ความสำคัญกับ “วันนักข่าว” กันเป็นอย่างดี ซึ่งถือว่าเป็นวันหยุดการทำงานของบรรดากระจอกข่าวทั้งหลายจะเป็นที่ทราบกันดีว่าวันที่ 6 มีนาคม ของทุกปีจะไม่มีหนังสือพิมพ์ออกมาขาย ต่อมาเมื่อความต้องการในข่าวสารมีมากขึ้นชาวนักข่าวทั้งหลายได้มีการแอบออกหนังสือพิมพ์มาขายในวันที่ 6 มีนาคม ทำให้หนังสือพิมพ์อื่นจำใจต้องเลิกประเพณีนี้ไป เมื่อวันที่ 5 เป็นวันหยุดของนักข่าว สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยจึงกำหนดให้วันที่ 4 มีนาคมของทุกปี เป็นวันประชุมใหญ่สามัญประจำปี เพื่อที่วันรุ่งขึ้นจะได้จัดเฉลิมฉลองกันได้อย่างเต็มที่ ในการจัดงานประชุมใหญ่และงานเลี้ยงสังสรรค์ประจำปี แต่เดิมได้จัดที่บริเวณถนนราชดำเนินซึ่งบรรดาเหยื่อข่าวได้มาพบปะสังสรรค์กันที่ริมฟุตบาทถนนราชดำเนิน

เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมาจำนวนสมาชิกของสมาคมได้เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับถนนราชดำเนินได้เป็นถนนสายหลัก ที่มีผู้ใช้รถใช้ถนนเป็นจำนวนมากสถานที่ของสมาคมจึงคับแคบและการจัดงานของสมาคมยังสร้างความเดือดร้อนให้แก่บุคคลที่สัญจรไปมา การจัดการประชุมใหญ่ประจำปีของสมาคมจึงต้องย้ายสถานที่ไปตามโรงแรมต่าง ๆ ต่อมาเมื่อสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยรวมเข้ากับสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยกลายเป็น“สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย” เมื่อ 3 ปี ที่ผ่านมาแต่ยังคงกำหนดให้วันที่ 4 มีนาคม เป็นวันประชุมใหญ่ประจำปีของสมาคมเช่นเดิม คณะกรรมการบริหารงานของสมาคมใช้เวลาในการปรับปรุงอาคาร ที่ทำการเดิมของสมาคมนักหนังสือพิมพ์เป็นเวลา 2 ปี จึงลงมือก่อสร้างและปรับปรุงให้เสร็จสมบูรณ์ไปเมื่อปลายปี 2545 ที่ผ่านมา อาคารแห่งนี้นอกจากจะเป็นที่ทำการของสมาคมแล้ว ยังเป็น ที่ทำการขององค์กรด้านวิชาชีพสื่อมวลชลตั้งแต่ระดับชาติไปจนถึงระดับภูมิภาค เช่น สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สถาบันพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย เครือข่ายสนับสนุนสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย และเครือข่ายสนับสนุนสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนในเอเชียอาคเนย์ เป็นต้น เรียกว่าเป็นศูนย์รวมขององค์กรด้านวิชาชีพสื่อสารมวลชนไทย

ปัจจุบันข่าวสารข้อมูลกำลังกลายมาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต แต่ความจำเป็นดังกล่าวไม่ใช่เพียงเนื้อหาของข่าวเท่านั้น คนหนังสือพิมพ์ หรือนักข่าวก็มีความสำคัญ ในฐานะคนกลางที่ทำหน้าที่ส่งผ่านข่าวสารที่เป็นข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน ไปยัง ผู้อ่านด้วยเช่นกัน จึงเปรียบเทียบได้กับกระจกที่สะท้อนสังคมในทุก ๆ ด้านไม่เฉพาะเจาะจงเพียงด้านเดียวในแวดวงหนังสือพิมพ์ มีผู้เรียกนักหนังสือพิมพ์หรือนักข่าว ว่า “ฐานันดรที่ 4” ความหมายโดยนัยแล้วคือ ผู้ที่มีสถานะแตกต่างจากบุคคลธรรมดาทั่วไป หรือผู้ที่มีอภิสิทธิ์ในการขีดเขียนเรื่องราวต่าง ๆ ผ่านสื่อมวลชน บุคคลบางกลุ่มให้ความเห็นว่าไม่ควรให้ความสำคัญ เพราะนักข่าวควรเป็นบุคคลที่อ่อนน้อมถ่อมตน สมถะก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของตนเพื่อประชาชน เพื่อชุมชน และ เพื่อประเทศชาติโดยไม่มีการเรียกร้องอะไร ถ้ายังมี “วันนักข่าว” ก็แปลว่าเรายกตนเหนือคนอื่นถึงขนาดประกาศให้มีวันพิเศษขึ้นมาโดยเฉพาะ และในอดีตได้เคยกำหนดให้เป็นวันหยุดด้วย เป็นการให้ความสำคัญจนเกินเหตุ แต่บุคคลอีกกลุ่มกับให้ความเห็นที่ต่างไปว่า เหตุที่ให้มีวันนักข่าว และเน้นให้เห็นความสำคัญของวันนี้ ไม่ใช่เป็นการกระทำเพื่อตัวนักข่าวเท่านั้น สิ่งที่ต้องการคือย้ำให้ทุกฝ่ายตระหนักว่า นักข่าวหรือนักหนังสือพิมพ์นั้น คือ ผู้ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ แทนประชาชนในระบอบประชาธิปไตย เป็นผู้ใช้ปากและใช้หน้ากระดาษแสดงความคิดเห็นแทนประชาชน

38
ข่าวหวย / Re: ข่าวหวย 1 มีนาคม 2564
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2021, 05:43:41 PM »
วันมาฆบูชา   26 กพ


















วันมาฆบูชา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 (15)

โดยวันมาฆบูชา 2564  ตรงกับวันศุกร์  ที่ 26 กุมภาพันธ์

ซึ่งเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง “โอวาทปาติโมกข์” อันเป็นหลักคำสอนสำคัญของพระพุทธศาสนา

ในวันมาฆบูชาชาวพุทธจะไปทำบุญ ฟังธรรม และเวียนเทียนกันที่วัด


“มาฆบูชา” ย่อมาจาก “มาฆปูรณมีบูชา” หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญ

กลางเดือนมาฆะตามปฏิทินอินเดียหรือเดือน 3 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย


ความสำคัญของวันมาฆบูชา

วันมาฆบูชา เป็นวันที่พระสงฆ์จำนาน 1,250 รูป มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ที่เวฬุวันมหาวิหารในกรุงราชคฤห์

โดยพระภิกษุสงฆ์เหล่านี้เป็นผู้ที่ได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้า และบรรลุพระอรหันต์แล้วทุกๆองค์

ซึ่งในวันนี้พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดง “โอวาทปาติโมกข์” แก่พระสงฆ์เป็นครั้งแรก หลังจากตรัสรู้มาแล้วเป็นเวลา 9 เดือน

ซึ่งหลักคำสอนนี้เป็นหลักการและวิธีปฏิบัติต่างๆ มีเนื้อหาโดยสรุปเป็นในความสำคัญคือ “ทำความดี ละเว้นความเชื่อ ทำจิตใจให้บริสุทธิ์”


ทั้งนี้ วันมาฆบูชา เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “วันจาตุรงคสันนิบาต” ซึ่งมีความหมายดังนี้

จาตุร แปลว่า 4

องค์ แปลว่า ส่วน

สันนิบาต แปลว่า ประชุม

ดังนั้น “จาตุรงคสันนิบาต” จึงหมายความว่า “การประชุมด้วยองค์ 4” นั่นเอง



ประวัติวันมาฆบูชาในประเทศไทย

ในหนังสือ “พระราชพิธีสิบสองเดือน” อันเป็นบทพระราชนิพนธ์ของ “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว”

มีเรื่องราวเกี่ยวกับการประกอบราชกุศลมาฆบูชาไว้ว่า


ประเทศไทยเริ่มกำหนดพิธีปฏิบัติในวันมาฆบูชาเป็นครั้งแรกในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4

ซึ่งมีการประกอบพิธีเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2394 ในพระบรมมหาราชวังก่อน โดยมีพิธีพระราชกุศลในเวลาเช้า

นมัสการพระสงฆ์จากวัดบวรนิเวศราชวรวิหารและวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร จำนวน 30 รูป

ฉันภัตตาหารในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม


เมื่อถึงเวลาค่ำ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ทรงจุดธูปเทียนนมัสการ พระสงฆ์ทำวัตรเย็นและสวดคาถาโอวาทปาติโมกข์

เมื่อสวดจบทรงจุดเทียน 1,250 เล่ม รอบพระอุโบสถ มีการประโคมอีกครั้งหนึ่งแล้วจึงมีการเทศนาโอวาทปาติโมกข์ 1 กัณฑ์

เป็นทั้งเทศนาภาษาบาลี และภาษาไทย ส่วนเครื่องกัณฑ์ประกอบด้วย จีวรเนื้อดี 1 ผืน เงิน 3 ตำลึง และขนมต่าง ๆ เมื่อเทศนาจบ พระสงฆ์ 30 รูป สวดรับ


ในสมัยรัชกาลที่ 4 นั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จออกประกอบพิธีด้วยพระองค์เองทุกปี

แต่มีการยกเว้นบ้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เนื่องจากบางครั้งตรงกับช่วงเสด็จประพาส

ก็จะทรงประกอบพิธีมาฆบูชาในสถานที่นั้น ๆ ขึ้นอีกแห่ง นอกเหนือจากภายในพระบรมมหาราชวัง

39
ข่าวหวย / ข่าวหวย 1 มีนาคม 2564
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2021, 05:37:24 PM »
วันศิลปินแห่งชาติ 24  กพ

























วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2528 คณะรัฐมนตรีได้มีมติ

ประกาศให้ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็น "วันศิลปินแห่งชาติ"

เนื่องจากตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพ

ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งราชวงศ์จักรี  (02)

ผู้ทรงเป็นพระปฐมบรมศิลปินแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ด้วยทรงพระปรีชาสามารถในศิลปกรรมด้านต่าง ๆ

หลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นด้านกวีนิพนธ์ ด้านด้านดนตรี และประติมากรรม

และเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่

จึงถือเอาวันพระราชสมภพ (วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2310)

เป็น "วันศิลปินแห่งชาติ" เอกอัครศิลปินที่ยิ่งใหญ่ ผู้มีพระอัจฉริยภาพ

ในงานศิลปะหลายสาขาทั้งทางด้านประติมากรรม ได้ทรงร่วมกับช่างประติมากรรมฝีมือเยี่ยม

ในสมัยนั้นแกะสลักบานประตูไม้พระวิหารวัดสุทัศน์เทพวราราม เป็นลายเครือเถารูปป่าหิมพานต์นับเป็นงานฝีมือชั้นเยี่ยม

ด้านวรรณกรรม ถือว่าทรงเป็นกวีเอกแห่งแผ่นดินพระองค์หนึ่ง ทรงพระราชนิพนธ์วรรณกรรมไว้จำนวนมากมายหลายเรื่อง

เช่น อิเหนา ซึ่งเป็นวรรณคดีที่ได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสร ในรัชกาลที่ 6 ว่าเป็นยอดของกลอนบทละครรำ

 นอกจากนี้ ยังทรงพระราชนิพนธ์บทละครนอกไว้ถึง 5 เรื่อง ได้แก่ ไกรทอง พระไชยเชษฐ์ คาวี สังข์ทอง และมณีพิชัย

และด้วยพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในด้านวรรณกรรม

ทรงได้รับการยกย่องจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO)

ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกสาขาวรรณกรรม และเพื่อเป็นการยกย่องศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงาน

ทางสำนักงานวัฒนธรรมแห่งชาติจึงได้มอบรางวัลให้แก่ ศิลปินที่มีผลงานดีเด่นในด้านต่าง ๆ

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการยกย่องและเชิดชูเกียรติศิลปิน

ศิลปินแห่งชาติ สามารถถ่ายทอดภูมิปัญญาของบรรพบุรุษในอดีต ให้มีความรุ่งโรจน์สืบไปยังอนาคตข้างหน้า

เป็นทรัพยากรบุคคลสำคัญทางด้านศิลปะ ที่ได้สืบสานงานศิลปะของชาติให้เชื่อมโยงจากอดีตมาสู่ปัจจุบัน

ซึ่งนับตั้งแต่เริ่มโครงการ ศิลปินแห่งชาติ มาเมื่อปี พ.ศ.2527

และประกาศผลการคัดเลือกศิลปินแห่งชาติในปีแรกเมื่อ พ.ศ.2528 จนถึงปัจจุบัน

ทางราชการยังจัดงานนิทรรศการเกี่ยวกับศิลปินแห่งชาติและศิลปะพื้นบ้านขึ้น

ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในจังหวัดที่มีศิลปินแห่งชาติสังกัดอยู่







40
โรยรื่นชื่นบุปผา / "นี้แหละกรรมของเขา"
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 21, 2021, 07:42:10 PM »


“บาตรบุบ” ของ “พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ”
ภายในเจดีย์พิพิธภัณฑ์ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ
วัดเจติยาคิรีวิหาร (วัดภูทอก) ต.นาสะแบง อ.ศรีวิไล จ.บึงกาฬ















เรื่อง "กรรมนี้ยิ่งใหญ่กว่าอะไรทั้งปวง"

เหตุการณ์วันเครื่องบินตก

เมื่อ ๒๗ เมษายน ๒๕๒๓

(ปกิณกธรรม หลวงปู่บุญศรี จันทโชโต)

.
เรื่องนี้เมื่อหลวงปู่เล่ามาตอนไหน

หลวงปู่ท่านจะน้ำตาไหลออกมาทุกที

.
หลวงปู่กล่าวว่า เมื่อนึกถึงเหตุการณ์วันนั้นมา

ต่างก็สลดใจอยู่ไม่น้อย

ที่พระสายกรรมฐานได้สูญเสียพระคณาจารย์ในครั้งนั้น

(มรณภาพถึง ๕ รูป) นี้หนอกรรม วันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๓

หลวงตามหาบัว ท่านได้มีกิจนิมนต์ไปที่พระราชวัง

โดยได้อาราธนานิมนต์พระหลายรูป อาทิ

.
๑. หลวงตามหาบัว
๒. พระอาจารย์บุญมา
๓. พระอาจารย์จวน
๔. พระอาจารย์วัน
๕. พระอาจารย์สิงห์ทอง
๖. พระอาจารย์บุญศรี
๗. พระอาจารย์สุพัฒน์

.
ก่อนวันเกิดเหตุ  วันที่ ๒๖

พ่อแม่ครูอาจารย์ทั้งหมดมารวมตัวกันที่วัดป่าบ้านตาด

และจะแยกย้ายเดินทางกันเดินทางจาก จ.อุดรธานี

โดย หลวงตามหาบัว จะนั่งรถตู้ไป

พระอาจารย์วัน พระอาจารย์จวน พระอาจารย์บุญมา พระอาจารย์สิงห์ทอง

และ พระอาจารย์สุพัฒน์ จะไปนั่งเครื่องบิน ก่อนขึ้นรถแยกย้ายกัน
.
หลวงปู่บุญศรีท่านอยากจะไปนั่งเครื่องบินกับพ่อแม่ครูอาจารย์ท่าน ๕ รูป 

ก็เลยให้พระที่วัดเอาบาตรขึ้นรถที่จะไปสนามบิน

ทันใดนั้นหลวงตามหาบัวก็เลยเรียกหลวงปู่บุญศรีว่า

.
"เฒ่าศรี มาขึ้นรถนำผม(อาตมา)นิ"

"เฮาไปรถตู้ เฮาสิฮอดก่อนเขาอยู่ดอก" 

"ถ้าเฮาบ่ไปงานสิแล้วติ มาๆปล่อยเขาไปนำกัน"

หลวงปู่ยอมรับเลยนะว่า เสียความรู้สึกนิดๆ นะตอนนั้น

แล้วก็คิดอยู่ในใจว่า เขานั่งเครื่องบินนะ

แต่รถตู้จะไปถึงก่อนได้ไง ???

.
หลังจากนั้นหลวงปู่ก็ไปเอาบาตรลงจากรถ

แล้วมาขึ้นรถตู้กลับหลวงตามหาบัว

พอพูดถึงตรงนี้หลวงปู่ก็น้ำตาไหล แล้วกล่าวว่า
.
“ทั้งสงสารเพื่อน ทั้งซาบซึ้งในความเมตตาของหลวงตามหาบัว

ถ้าหากไม่ได้หลวงตาบัวบอกให้เปลี่ยนรถในวันนั้น

หลวงปู่คงตายไปแล้ว แต่ก็ยังสงสารเพื่อนอยู่ดี”


.
หลวงปู่ท่านเล่าเป็นกลอนว่า
.
สิงห์ทอง เอ๋ย เฮาได้ไปพากันดั่น

เดินดงพงวิเวก ส่างมาบาปโพดฮ้าย

ตายแล้วบ่มีสูญแท้น้อ นึกเถิงคราวเดินดง

เข้าทางถ้ำสหาย ๔ องค์ เดินไปทุกข์ปานใด๋

บ่เคยยั้น ปาดมักหุ่งป้อมซ้ายขวาเป็น ๔ ส่วน

พอกินแล้วมุ่งหน้าเดินดง 
.
(เดินธุดงค์ไปทุกข์ขนาดไหนไม่เคยกลัว)

(ผ่ามะละกอแบ่งเป็น ๔ ส่วน แบ่งฉัน ๔ องค์)
.
ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างหลวงปู่บุญศรีและพระอาจารย์สิงห์ทอง

นั้นถือว่ารักกันมาเพราะท่านทั้งสอง

ต่างก็ร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกันในสมัยที่ออกวิเวกด้วยกัน
.
พอรถหลวงตามหาบัว ไปถึงรังสิต ก็ได้ทราบข่าวว่าเครื่องบินตก
 
ซึ่งมีพระคณาจารย์ ทั้ง ๕ รูปรวมอยู่ด้วย 

คำแรกที่หลวงตามหาบัวได้พูดกับหลวงปู่ว่า



"นี้แหละกรรมของเขา"

"เฒ่าศรียังสิไปยุ่งกับกรรมเขาอยู่"

หลวงปู่นึกในใจ

ก็คนบ่ (ไม่) เคยขึ้นเครื่องบินเน๊าะ

มางานในวังทั้งเทื่อ (ทั้งที)

กะอยากนั่งเครื่องบินให้มันโก้ๆหน่อย
.
หลังจากนั้นหลวงตามหาบัว ก็สั่งคนขับรถไปที่บริเวณที่เกิดเหตุ
.
“ที่พูดมาก็เพราะนึกถึงเพื่อนรักอีกคนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกัน

เห็นไหมล่ะว่ากรรม กรรมนี้ยิ่งใหญ่กว่าอะไรทั้งปวง

แม้แต่พระพุทธเจ้ายังต้องรับกรรมจวบจนสุดท้ายปลายแดนของชีวิต 

หากเรายังคงมีชีวิตอยู่ก็ควรสร้างคุณงามความดีเข้าไป

เราไม่รู้หรอกนะว่าเราจะตายเมื่อไหร่

ถึงรู้ก็หนีมันไปไม่ได้เพราะความตายไม่มีใครหนีพ้น

ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ควรที่จะสะสมคุณงามความดีไว้ให้มากๆนะ”



.
หลวงปู่บุญศรี จันทโชโต

ปรารภธรรม เมื่อ ๑๕ มกราคม ๒๕๖๔
.
" วันพระ "

41
คุยกันหลังหวยออก / คุยกันหลังหวยออก 16 กพ 64
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 16, 2021, 10:20:32 AM »
สู่ชัยชนะ














ตะลุ้งๆๆ ตุ้งแช่.....!!


มากันมืดฟ้ามัวดิน เพื่อ แปดสามเก้า ที่รัก


หลังจากข่าวแพร่สะพัดออกไป 

ที่เหล่านักรบสปาตั้น

จะลงสนามลุยศึก  ในวันอังคาร ที่  16 กุมภาพันธ์ นี้   

ตัวแทนเหล่าสปาตั้น ในนามกลุ่ม “เจี๊ยบชนะ”

ได้ฝากสารถึงขาใหญ่  และ พี่กอง ก่อนออกศึกว่า

“แปดสามเก้า ออกไม่ได้  ถ้าซื้อไม่ได้ ในราคาที่มากพอ” 

—- —— ——

ส่งสารมาเดือดจัดๆ ???????? 

หวยยังไม่ออก ก็เริ่มต้น เดือดสุดๆ แล้ว 

เคลื่อนกำลังพลของเราเข้าไปพี่น้อง 

เพราะสงครามนี้ จะไม่แค่ขึ้นไปถึง ดวงจันทร์

แต่มันจะไปยังขอบของ..จักรวาล

ขอศึกนี้ พระเจ้าคุ้มครองเหล่าเจ้าหวยนักรบสปาตั้น

 

ศึกใหญ่ ระหว่าง ลูกเจี๊ยบ กับ ขาใหญ่ 

ใครจะอยู่  ใครจะไป เจอกันที่นี่  16 ก.พ. เวลาดี  4 โมงเย็น


จะมีผู้เล่นดังต่อไปนี้

แร้ง

กระสือ

ปอบ

และ...

กระหัง

ป๋ารอกินตังค์หนู อยู่นะ ??


สั้นยาว  ขัดเท้ารอ เตรียมโดดใส่ 

ประเมินไม่ได้ว่ามากน้อยขนาดไหน
 
อันนี้บอกเลยน่ากลัว  เพราะแรงซื้อ มหาศาล 

เจ้าใหม่   งามไส้ ...  เกิดมาไม่เคยเห็นเหมือนกัน

ฝั่งมือเก๋า ได้ข่าวมาก่อนใคร   กระจายเลขทิ้ง   




เกมส์นี้ บอกเลยไม่แฟร์    ??





ช่วงต้นปี หวยจะดุ เน้นรักษาเงินต้น

- รักษาเงินต้นคือประมาณไหน

- คนที่รอด รอดจากวิธีไหน

- พลิก วิกฤติ เป็น โอกาส เป็นอย่างไร

- พลิก วิกฤติ เป็น วินาศ ทำอย่างไร



ไม่ว่าจะ เกิดอะไร  เกมส์ย่อม มีผู้แพ้  ผู้ชนะ   

ตั้งใจไม่ประมาท  ค่อยเรียนรู้ไป   อย่าโลภเกินความรู้ 

ขอพระคุ้มครอง ทุกท่าน

เหล่าเจ้าหวย นักรบสปาตัน

สู้ๆทุกท่าน




และที่สำคัญ........

พายุใหญ่..กำลัง จะมา ??




ด้วยความปรารถนาดี

เจ๊วู


42
โรยรื่นชื่นบุปผา / วันทองสองใจ
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 14, 2021, 06:58:27 PM »














"วันทองสองใจ?"

 โดย ครูเหม เวชกร


เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องส่วนหนึ่งของชีวิตครูเหม ท่านไม่ได้บอกชื่อตัวละคร

แต่ใช้สรรพนามแทนด้วยคำว่า "ผม" ซึ่งได้พบและพูดคุยกับวิญญาณของ "วันทอง"

ตัวละครเอกในวรรณคดีไทย เรื่อง "ขุนช้าง ขุนแผน"

"ผม" เป็นจิตรกรฝีมือดี ได้รับดูแลชีวิตของลูกศิษย์ "

ธรรมดาผมมีศิษย์นอนประจำกินอยู่ด้วยกันที่บ้านมากคน

ผมไม่มีบุตรก็เลยรักลูกศิษย์แทนบุตร ผมเลี้ยงอย่างบุตร

ทำงานตัวเป็นเกลียว เพื่อหาเงินเลี้ยงศิษย์

คนไหนมีฝีมือแข็งพอทำงานได้ ผมได้วิ่งหางานมาให้ทำ

พอได้เป็นเงินที่เขาจะใช้จ่าย....

ผมมีหน้าที่บำรุงศิษย์เท่ากับบำรุงลูกของตัว

จนใคร ๆ ล้อเลียนผมว่า จะมั่วสุม ชุมนุมพล

ไว้ฝึกอาวุธกู้บ้านกู้เมือง หรือสำนักดาบ ผมหัวเราะ

และตอบว่าคนเราเกิดมาทำอะไร ก็ทำไปอย่างหนึ่ง

จะอยู่เฉย ๆ ย่อมไม่ได้ ตั้งใจทำในสิ่งที่ดี

ก็ต้องทำดีไปโดยจิตเป็นกุศลให้แท้จริง"

ผมได้วาดภาพ ๆ หนึ่ง ให้กับเพื่อนคนหนึ่ง

ที่เขาอยากได้ใส่กรอบติดโชว์ไว้ที่บ้าน

ผมได้รับปากเขาไว้ ผมวาดภาพลงบนผืนผ้าใบ(น่าจะเป็นสีน้ำมัน)

เป็นภาพจากวรรณคดีไทยเรื่องขุนช้าง ขุนแผน

ตอนขุนแผนลักพาตัวนางวันทองมาจากบ้านขุนช้าง

"ผมเขียนตอนที่ขุนแผนกำลังพาวันทองออกมาจากห้องนอน

ห่อหิ้วเข้าของที่จะใช้พากันเดินมาถึงกลางนอกชานร้านดอกไม้

วันทองหยุดยืนดูต้นไม้ดอกและสัตว์ที่เลี้ยงไว้ด้วยความอาลัย .....

ซึ่งยามนั้นเป็นยามดึก เดือนรุบรู่เมฆบังมีแสงสลัว ภาพนอกรั้วกั้นนอกชาน

มีต้นกล้วยใบโผล่ขึ้นมา กำลังต้องลมอ่อน ๆ

ไหวตัว ทั้งต้นลำดวนออกดอกไสว

ภาพขุนแผนยืนนิ่งมองดูวันทองสะอึกสะอื้น อาลัยในสิ่งต่าง ๆ

ที่จะจากไป มันเป็นภาพเงียบในยามดึก แสงเดือนสลัว ๆ"

เมื่อผมวาดภาพเสร็จก็เป็นยามดึก เหล่าลูกศิษย์ที่เฝ้าดูครูทำงาน

ต่างก็พากันชื่นชมภาพวาดว่างดงามเหมือนจริง 

ผมได้หยิบเอาเล่มเสภาขุนช้างขุนแผนมาขับเสภาเบา ๆ

ยิ่งทำให้พวกเขาพากันเคลิบเคลิ้มไปกับความงามของภาพ

เสมือนว่าวิญญาณจับอยู่ในภาพนั้นแล้ว ขณะนั้นพอดีมีเสียงสุนัขเห่าอยู่ไกล ๆ

ศิษย์คนหนึ่งถอนใจและพูดออกมาเบา ๆ คล้ายฝัน 

"เสียงสุนัขนั้นเหมือนเห่าอยู่ในภาพนั้น" ศิษย์อื่น ๆ

ต่างครางฮือและส่งเสริมว่า "จริง ๆ มันเห่าอยู่ในนั้นจริง "

"ใบกล้วยมันต้องลม ยวบยาบเห็นชัด" อีกคนว่า 

"แหม เอ๊ะ ใครได้กลิ่นไหม ลำดวนลอยกลิ่นมาจริง ๆ " 

อีกคนส่งเสริมและสุดจมูก

เวลาผ่านไปศิษย์พากันหลับหมด ผมจึงปลุกให้เขาเข้าที่นอนกัน

หลังจากนั้นผมจึงลากเก้าอี้มานั่งตรวจสอบรูปวาดว่า

ควรจะเพิ่มเติมสิ่งใดลงไปอีก

ผมได้กลิ่นหอมของดอกลำดวน

"จึงสูดกลิ่นอันชื่นใจเข้าไปเต็มปอด

และในความเลือนลางคล้ายฝัน

ผมได้ยินคนถอนหายใจยาวอย่างทอดถอนเสียใจและทุกข์ทรมาน "

"ขณะนั้นเอง ผมสะดุ้งตัวสั่น ใจวูบซู่ซ่า ที่ข้างรูปเขียนของผม

มีร่างของหญิงสาวโบราณ ผมประบ่า ห่มผ้ายกดอก และนุ่งจีบยกดอก

กำลังพินิจดูรูปที่ผมเขียน กลิ่นเครื่องอบร่ำผ้านุ่งผ้าห่มหอมตลบไปทั้งห้อง "

หญิงงามที่ปรากฏในเวลากลางดึกคือ "แม่วันทอง" เธอพูดกับผมว่า

"เธอก็อีกคนหนึ่งใช่ไหม ที่คิดว่าฉันสองใจ"  ผมตกใจกลัว

ตอบตะกุกตะกักว่า "เปล่าเลย แม่เอ๋ย

ฉันเขียนเพราะความจับใจในชีวิตของแม่นางโดยแท้จริง"

ผมคัดค้านความคิดของแม่วันทอง เพราะเห็นใจเธอและสงสารเธอ

"คนไทยทุกคนจะนึกว่าฉันเป็นอย่างไร เพลงไทยเกือบแทบทุกเพลง

รำพันกล่าวขวัญถึงแต่ชีวิตฉัน วิญญาณฉันดับไม่ลง ฉันร้องไห้ทุกคราว

เมื่อใครรำพันถึงฉันเสมือนหนึ่งประจานความชั่วฉันไม่มีการหยุดยั้ง

อนิจจาเห็นใจฉันด้วยเถิด..."

แต่ผมกลับรักและบูชา ว่านางเป็ฯยอดหญิงของเขา "

เป็นนางเดียวเท่านั้นที่ฉันยอมมอบหัวใจเป็นข้าทาสแม่นางตลอดมา"

วันทองจึงกล่าวว่า"ที่เธอมีใจดังนั้น ก็คือเพิ่มความชั่วให้แก่ฉันอีก

คือเป็นวันทองสามใจ" ผมรีบโวยวายและคัดค้าน

และลงคุกเข่าต่อหน้าวันทองพลางตอบว่า ....

"กรุณาเข้าใจฉันแต่ผู้เดียวเถิดแม่นางผู้ยอดคะนึงของฉัน

ฉันติดตามชีวิตแม่นางมาแต่อายุน้อยจนอายุมาก

และฉันเสียน้ำตาเพราะแม่นางตลอดมา

ฉันรักและบูชาแม่นางทูนศีรษะโดยแท้.....

นับแต่ฉันรู้ความ และรู้จักแม่วันทอง

ฉันก็ฝังใจแม่วันทองมาจนบัดนี้ แต่ก็เศร้าใจตนเองที่ฉันไม่มีวาสนา

และโอกาสได้ใกล้ชิดแม่วันทองได้....ความรักของฉันที่มีอยู่ในแม่นาง

ฉันเก็บและถนอมมานานแสนนาน ในวันนี้เทพเจ้าช่วยฉัน

ให้ฉันได้พบกับแม่นางเพื่อระบายความรักที่สุมอกมานานเท่านานให้ฟัง

ขอความกรุณาด้วย แม้แต่จะเป็นไปได้หรือไม่ได้

ก็ขอเพียงแต่ให้แม่นางรักฉันด้วย

เมตตาแก่มนุษย์ผู้อาภัยที่ไม่มีวาสนาจะรักแม่นางได้"

แม่วันทองบอกให้ผมลุกขึ้นนั่งบนเก้าอี้แล้วเดินมาเกาะพนักเก้าอี้

ก้มหน้ากระซิบกับผม "เธอน่่าจะรู้แก่ใจว่าเหตุใดฉันจึงมาหา

ถ้าไม่เกิดจากรักฉันจะมาหาทำไม  และทุกคราวที่เธอเขียนภาพเกี่ยวกับฉัน

วิญญาณฉันอยู่ไม่ได้ ต้องล่องลอยมาสู่เธอทุกครั้ง ....

ฉันรู้ใจเธอดี ว่าเธอยกย่องฉัน เธอไม่เหยียบย่ำ เธอมีหัวใจอย่างขาวสะอาด.....

ฉันรู้ว่าเธอรักฉันไม่แพ้ขุนแผนหรือขุนช้าง...เรามีอายุกันคนละสมัย ...

ฉันขอถามสักคำเถิดว่า เธอไม่รังเกียจฉันหรือ ฉันเสียไปแล้วกับขุนแผนหนึ่ง

และกับขุนช้างเป็นสอง ทั้งใคร ๆ ก็ยังชี้ฉันคือหญิงสองใจ"

ผมได้พรรณนาถึงความรักของเขาที่มีต่อแม่วันทองและเห็นใจ

เข้าใจชีวิตของแม่วันทองที่ชะตาชีวิตผันผวนจนต้องผ่านชายถึงสองคน

"ฉันเป็นผู้รู้เห็นข้อเท็จจริง...ฉันรักตัวแม่วันทอง

แม่วันทองจะเป็นอย่างไรฉันก็รัก ฉันรักตัวและหัวใจ"

แม่วันทองฟังผมพูดแล้ว แม่นางได้กอดคอผมและซบศีรษะอยู่ทางด้านหลังผม

ผมดีใจแทบจะโลด รีบปลดแขนเธออก แล้วลุกจากเก้าอี้อุ้มเธอนั่งบนตักผม

ผมได้กอดเธอและกอดจูบอย่างทะนุถนอม กลิ่นประทิ่นหอมเอิบอาบจากหัวใจ

แล้วเราได้พูดย้อนถึงชีวิตตอนหลัง ๆ ของเธอ ......ทั้งสุขและทุกข์

รู้สึกมีความผาสุกและอบอุ่นที่สุดในชีวิต....จนเสียงพระเคาะระฆัง

จะเช้าตรู่แล้วซิหนอ กลิ่นสายหยุดมาตามลมหอมจรุงไปทั้งห้อง"

แม่วันทองต้องจากผมไป "ไม่ไปไม่ได้หรือ แม่วันทอง"

ผมถามเสียงแหบแห้ง "ไม่ได้จริง ๆ ฉันอยู่ไม่ได้ "

เธอพูดแล้วผละออกจากผมเินออกฌฉลียงมุข เปิดประตูออกไปสู่ชานโล่ง

ลมเช้ามืดโบกเข้ามาจนเย็นฉ่ำ ผมยืนงัน พูดไม่ออก กระดิกตัวไม่ได้

ยืนมองแม่วันทองที่หายไปด้วยหัวใจเหมือนขาดลอยไปแล้ว......

"อนิจจาและนี่วิญญาณแม่มาหาฉันจริง ๆ หรือ หรือว่าฉันฝันไป

ผมยืนโงบเงน อ่อนระโหยโรยแรง ใจเหมือนจะดับวูบ ผมสะอื้น

ค่อย ๆ คลานขึ้นเตียง ล้มตัวนอนนัำตาไหลนองหน้า

หายใจรวย ๆ แม่วันทองเอ๋ย เมื่อไรเล่าแม่จะมาหาฉันอีก"




          สามารถ จันทร์แจ่ม : บันทึก

43
ข่าวหวย / Re: ข่าวหวย 16 กุมพาพัน 2564
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 14, 2021, 08:54:57 AM »
เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

ทรงประกอบพิธีบวงสรวง เนื่องในเทศกาลตรุษจีน































เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

ทรงประกอบพิธีบวงสรวง เนื่องในเทศกาลตรุษจีน

วันศุกร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 20.42 น.

พิธีบวงสรวง เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เทศกาลตรุษจีน
 
วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 17.53 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

 เสด็จออกแทนพระองค์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ณ วังเทเวศร์

ทรงประกอบพิธีบวงสรวงเนื่องในเทศกาลตรุษจีน ประจำปี 2564

ขอบคุณภาพ : เรารักราชวงศ์จักรี "We love Chakri Dynasty"

44
โรยรื่นชื่นบุปผา / " วิญญาณที่ติดตาม"
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2021, 11:08:01 AM »







" วิญญาณที่ติดตาม"

เรื่องของความรักที่ผูกพันกันข้ามภพข้ามชาคิ

บทประพันธ์ ของ ครูเหม เวชกร



"คล้าย" เป็นชื่อของเด็กหนุ่ม ที่มีภาวะ บ้านแตก พ่อไปทาง แม่ไปทาง

พ่อแต่งงานใหม่ แม่ก็แต่งงานใหม่ มีลูกใหม่เป็นหญิงชื่อ "ยายนิด"

คล้ายจึงต้องอาศัยอยู่กับพ่อบ้างกับแม่บ้าง ไม่แน่นอน

การศึกษาในระบบโรงเรียนของเขาจึงกระท่อนกระแท่นเต็มที

เมื่อพ่อของคล้ายตาย เผาศพแล้ว คล้ายก็แอบเก็บกระดูกของพ่อ สองสามชิ้น

ใส่ถุงผ้าเล็ก ๆ ติดตัวไว้กราบไหว้และคุ้มภัย ซึ่งคล้ายได้ปิดเป็นความลับ

เพราะการกระทำของเขา ถือว่าเป็นการถ่วงวิญญาณของพ่อ มิให้ไปผุดไปเกิด

แต่คล้ายกลับทั้งรักและหวงนัก ถือเป็นมิ่งขวัญของเขาทีเดียว

คล้ายได้มาอยู่กับแม่และพ่อเลี้ยง โดยเขาทำหน้าที่เลี้ยงน้อง คือ ยายนิด

และทำงานบ้าน เขาได้พยายามหางานทำที่โรงพิมพ์ด้วย

คล้ายรักน้องสาวต่างบิดามากและน้องสาวก็ติดเขาแจ

แต่วันหนึ่งน้องสาวของคล้ายได้เสียชีวิตลง

"ตัวผมเองร้องไห้ยังกับเด็กแดง ส่วนพ่อเลี้ยงกับแม่นั้นไม่ต้องพูดว่าจะเสียใจแค่ไหน

ผมอุ้มโลงสองคนกับสัปเหร่อไปเผาที่วัด ตลอดเวลาผมไม่อยากพูดกับใตรเลย

แม่กับพ่อเลี้ยงก็ซึมเซา เราเผากันอย่างกระยาจก"

ด้วยความอาลัยหาน้องสาวคล้ายจึงขอไปทำงานเป็นภารโรงที่โรงพิมพ์

และอาสานอนเฝ้าโรงพิมพ์ด้วย คืนหนึ่งวิญญาณของน้องสาว ได้ติดตามคล้ายไป

โดยจำแลงเป็นลูกหนัง(ลูกบอล) กลิ้งตามพื้นห้อง เพื่อจะเล่นกับพี่ชาย

ที่กำลังนั่งอ่านหนังสือ แต่คล้ายไม่เข้าใจ กลับเตะลูกหนังนั่นด้วยด้วยความกลัว

คิดว่าถูกผีที่โรงพิมพ์เล่นงาน จึงเกิดเป็นเสียงเด็กผู้หญิงร้องกรี๊ดขึ้น

คล้ายตกใจกลัววิ่งออกไปขออยู่กับพวกแขกยามข้างนอกตึก

คล้ายฝันว่า พ่อของเขามาบอกว่า "เจ้าลูกหนังนั่นเป็นการหยอกเย้าของวิญญาณน้องเอ็ง

อย่าไปทำทารุณอะไรมันเลย เวทนามันเถิด มันไม่มีที่ไปจึงตามเอ็งอยู่ตลอดเวลา

มีข้าวปลาแบ่งให้มันกินบ้าง เอาบุญ ทำใจเป็นกุศลไว้ ถึงทีอดจะได้ไม่อด"

คล้ายจึงแบ่งข้าวและกับไว้ข้างตัว เพื่อแบ่งให้วิญญาณของน้องสาวได้กินทุกมื้อ

เวลากลางคืนก็เรียกให้น้องเข้ามานอนในห้องด้วย

วิญญาณของพ่อคล้ายมาเข้าฝันเขา บอกว่าวิญญาณของยายนิดน้องสาวของเขาไปเกิดแล้ว

และขอให้คล้ายปล่อยวิญญาณของพ่อด้วย โดยให้ไปขอคำแนะนำจากพระ

และบอกส่งท้ายว่า ยายนิดนั้นคือเมียเก่าในอดีตชาติของคล้ายที่ติดตามมาเพื่ออยู่กับเขา

คล้ายได้นำกระดูกของพ่อไปเก็บที่เจดีย์ที่มีช่องโต แล้วทำบุญอุทิศส่วนกุศลส่งไปให้พ่อแม่ของคล้าย

ได้ไปบวชชีที่วัดปากน้ำคลองด่าน ส่วนพ่อเลี้ยงไปเป็นภารโรงที่โรงเรียนนักธรรมวัดปากน้ำเช่นกัน

คล้ายมีหน้าที่การงานที่ก้าวหน้าขึ้นโดยร่วมหุ้นทำโรงพิมพ์กับ น้าเพิ่ม หัวหน้าช่างหล่อ

ทำให้ฐานะของคล้ายดีขึ้น 4 ปีต่อมาคล้ายได้ไปรับเด็กหญิง ลูกของช้อย ที่มีฐานะยากจนมาเลี้ยง

"เห็นจะเป็นเพราะยายนิดเคยสอนใจผม เมื่อครั้งกระโน้น ให้เมตตาเด็ก

ผมจึงรับปากแม่ช้อยว่า ผมเองก็ไม่มีเมียหรือลูก ยังเป็นโสดพอมีกำลังทำงาน

จะคิดให้ลูกน้อยของแม่ช้อยให้ได้ร่ำเรียน เป็นการกุศล เพราะผมกลัวคนที่ไม่มีการศึกษานัก

ได้แก่ตัวเองมาแล้ว แทบเอาตัวไม่รอด เด็กน้อย นั้นชื่อ แก่นใจ"

ต่อมาแม่ช้อยไปได้ผัวใหม่ จึงยกแก่นใจให้เป็นสิทธิขาดของคล้าย

วันเวลาผ่านไปความรักระหว่างสาวน้อยแรกรุ่นและชายหนุ่มวัย 40 

ก็เกิดขึ้นอย่างไม่รู้ตัว คล้ายได้เปลี่ยนอาชีพใหม่อีก

โดยเช่าตึกทำการค้า หนังสือพิมพ์ และหนังสืออ่านทุกชนิด 

อาศัยแก่นใจเป็นผู้ทำบัญชี เมื่อกลับจากโรงเรียนแล้ว 

"แก่นใจเป็นสาวเต็มตัวแล้ว แต่กิริยาที่แก่นใจทำอย่างไรกับผม เมื่อยังเล็ก ๆ

อย่างไรก็ทำอยู่อย่างนั้น ทั้งกอดทั้งรัดไม่เปลี่ยนแปลง

แม้แต่ผมจะเกิดใจพะวักพะวนบ้างก็ไม่ทราบจะห้ามแก่นใจได้อย่างไร

จิตใจก็วูบวาบไปบ้างเป็นธรรมดา"

อยู่มา บุญเทอด เจ้าของโรงพิมพ์ผู้ทำการค้าร่วมกันเกิดมาชอบแก่นใจเข้า

ส่งเถ้าแก่มาทำการสู่ขอแก่นใจกับคล้าย แต่แก่นใจนั้นรักคล้ายเสียแล้ว

จึงนิ่งอยู่เมื่อคล้ายเอ่ยถามความนัย คล้ายหนุมใหญ่นั้น

ความจริงหลงรักสาวน้อยที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็ก มีความหลงอยู่ลึก ๆ

 "ใจของน้า ถ้าแก่นใจยินดีในเขา น้าก็ต้องยอมเพราะรักแก่นใจ

แต่หัวใจน้านั้นก็เท่ากับใครมาเด็ดหัวใจให้ขาดลง

ถ้าแก่นใจเห็นดี น้าก็ต้องจำทน เพราะทนตัวเองมานานแล้ว"

"น้าไม่ยินดีจะให้ใช่ไหม" แก่นใจถาม

"แต่แก่นใจรักเขาหรือเปล่าล่ะ" คล้ายย้อนถามกลับ

ฉันติดต่ออะไรกับเขาเป็นพิเศษบ้าง นอกจากการค้าของเราเท่านั้น"

"หวงแก่นใจ แต่ทำใจแข็งมาพูดเป็นแม่สื่อใช่ไหมล่ะ"

รุ่งเช้า สุรีย์ น้าสาวของบุญเทอด เจ้าของโรงพิมพ์ที่ออกปากขอแก่นใจ

ก็มาบอกว่าบุญเทอดนั้นมีเมียแล้วดังนั้นเรื่องขอจึงเป็นโมฆะ

"อยู่ ๆ ลมร้ายก็พัดผ่านมา แต่มีผู้มาปัดเป่า ผลของความดีแห่งเรา

ในชีวิตน้าไม่เคยทำอะไร ๆ ที่ร้าย ๆ ให้กับผู้ใดเลย ไฉนจะมีคนมาก่อความร้ายให้ก็ผิดที่ " 

"ดิฉันก็ตกใจ แต่ดีนะคะ เราได้รู้อะไร ๆ ไว้ก่อนยังงี้ เป็นบุญของเรา"

แก่นใจพูดแล้วรีบเข้าไปยังห้องเก็บหนังสือ เพื่อจะขอคัดเลือกออกมาวางที่ตู้อีก

ผมก็รีบตามเข้าไป และก็ถูกลอบทำร้าย พอผมเข้าไปทันตัว

แก่นใจก็โถมเข้ามากอดคอด้วยกิริยาเคย แต่ก็มีผิดแปลกออกไป

คือแอบจูบแก้มสองครั้ง แล้ววิ่งหนีออกไปข้างนอก 

ผมยืนงงดังถูกชก เอ๊ะ วุ่นเสียแล้วข้างหน้า

จะเป็นอย่างไร ผมไม่พูดละครับ กระดากปาก




สามารถ จันทร์แจ่ม : บันทึก

45
โรยรื่นชื่นบุปผา / "ไปชุบตัว"
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2021, 10:59:28 AM »








"ไปชุบตัว"

นิยายเรื่องผี ชุด ผู้ที่ไม่มีร่างกาย

บทประพันธ์ ของ ครูเหม เวชกร




อ้ายเรือง บ้านมาบโพธิ์ อยุธยา อายุ 15 ปี มีน้าชายชื่อ เกียรติ ชื่อเก่า เกิด

ทำงานเป็นนักเขียนเรื่องการเมือง อยู่สำนักพิมพ์  " เพื่อนไทย " กรุงเทพฯ

ได้มาขอพาตัว อ้ายเรืองจากตายาย ไปฝึกทำงานกับแกที่กรุงเทพฯ

อ้ายเรืองตื่นเต้นดีใจมากที่จะได้ไปใช้ชีวิตอยู่ในเมืองกรุง

หนุ่มน้อยเดินทางจากอยุธยาขึ้นรถไฟมากับน้าชายในเวลาค่อนข้างเย็น

เป็นรถไฟสายโคราช ผ่านมาจากบ้านพาชี มาถึงสถานี หัวลำโพง กรุงเทพฯ ก็ค่ำพอดี

เรืองตื่นเต้นกับสถานที่ใหม่ในเมืองหลวง ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน

รถรางที่รูปร่างเหมือนรถไฟ แต่เล็กและสั้นกว่า

น้าเกียรติให้เรืองพักกับแกที่ตึกอันเป็นที่ทำงานของหนังสือพิมพ์เพื่อนไทย

สองน้าหลานพักผ่อนหลับนอนที่ชั้นบนของตึกแห่งนี้ ยึดเอาเป็นบ้านเลย

ภายในสำนักพิมพ์นี้มีคนอยู่เวลากลางคืนด้วยกัน 5 คน

คือ บาบูแขกยาม ลุงพัฒน์ ป้าน้อยเมียของลุงพัฒน์ น้าเกียรติ และเรือง

น้าเกียรติส่งเรืองไปฝึกหัดเรียงพิมพ์ ซึ่งต้องใช้ทักษะหลายอย่าง

ทั้งสะกดการันต์ ฝึกหัดอ่านหนังสือที่พวกข้างบนเขาเขียนให้ออกแจ่มแจ้ง

เรืองเรียนอยู่ 6 เดือน ก็พอจะเรียนได้คล่อง และมีความรู้ทางข่าวสารการเมือง

พอจะผ่านหูผ่านตาขึ้นมาบ้าง ด้วยอ่านทุกวัน การเรียงพิมพ์นี้เท่ากับสอบภาษาไทยทุกวัน

การเรียนหนังสือของเรืองจึงดีขึ้น สะกดตัวไม่ผิด วรรคตอนดีขึ้น

สำนวนการพูดดีขึ้น พอจะพูดคุยอะไรกับใครพอรู้เรื่อง

น้าเกียรติมักจะไปพูดคุยสนทนากับเพื่อนนักหนังสือพิมพ์ด้วยกัน บางทีก็ไม่กลับมานอนที่สำนักพิมพ์

คืนหนึ่งเสียงคนเดินขึ้นบันไดจากข้างล่างมาชั้นบน เรืองคิดว่าคือเสียงน้าเกียรติกลับมา

เรืองนอนคอยฟังว่าน้าจะมาเรียก เสียงเดินนั้นมาหยุดที่หน้าประตู เรืองคอยอยู่ครู่หนึ่ง

ห็ไม่มีเสียงเรียก จึงค่อย ๆ เปิดประตูแง้มดู แต่ก็ไม่พบใคร

เรืองคอยอยู่ครู่ใหญ่ จนแน่ใจว่าไม่มีใครมาจึงปิดประตูเข้ามุ้งนอน

รุ่งเช้าตอนสาย น้าเกียรติกลับมา เรืองจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมือคืนให้น้าชายฟัง

แต่น้าเกียรติก็บอกว่าเมื่อคืนแกไม่ได้กลับมา แกนอนอยู่บ้านเพื่อน

ตกกลางคืนเรืองต้องอยู่คนเดียวอีก เพราะน้าเกียรติมีเพื่อนมาตามไป เวลาสัก 5 ทุ่ม

เรืองก็ได้ยินเสียงฝีเท้าคนสองสามคนขึ้นบันไดมาชั้นบน แล้วเดินมาทางห้องของเรือง

คราวนี้มีเสียงผู้หญิงด้วย หัวเราะกันคิกคัก หยอกล้อกันมา

เมื่อเสียงฝีเท้าเดินเลยห้องเรืองไป เรืองเปิดประตูแง้มดูก็ไม่พบใครอีก

พอตอนเช้าน้าเกียรติกลับมา เรืองเล่าเหตุการณ์ประหลาดเมื่อคืนให้น้าฟัง 

น้าเกียรติทำหน้าฉงน พยายามสิบสาวราวเรื่องจากลุงพัฒน์ ก็ไม่ได้เรื่อง

ถามบาบูแขกยามก็ตอบว่ากลางดึกเมื่อวานไม่มีใครเข้ามาเลย

และรับรองแข็งขันว่าแกทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งไม่มีใครเข้ามาได้ถ้าแกไม่อนุญาต

น้าเกียรติสงสารเรืองที่เจอกับเหตุการณ์แปลก ๆ ติดต่อกันถึงสองคืน จึงอยู่เป็นเพื่อน

ตอนโพล้เพล้ เรืองเกิดปวดปัสสาวะ จึงรีบมาห้องน้ำที่เปิดไฟสว่าง

มีใครคนหนึ่งเป็นผู้ชายวัยกลางคน เดินสวนออกมาจากห้องน้ำอย่างเร็ว

จนเกือบชนเรือง เรืองเหลียวกลับมาดูว่าชายผู้นั้นเป็นใคร แต่ไม่เห็นแล้ว

เรืองจึงหมุนตัวจะเข้าห้องส้วม ก็มีหญิงสาวผลุนผลันสวนออกมา

เรืองผงะเกือโดนกันอีก เมื่อเรืองทำธุระปัศศาวะไปนึกไป ภาพที่พบกันมันคล้ายฝันเลือน ๆ ลาง ๆ

เรืองรีบรายงานให้น้าเกียรติฟัง น้าเกียรตฺิตะโกนให้ลุงพัฒน์และบาบูเฝ้าบันไดทางลง และคุมปรนะตูด้วย

แล้วบอกให้เพื่อนอีกสองคนมาช่วยกันค้นตามห้อบทั่วตึก แต่ก็ไม่พบใครเลย เรืองใจคอไม่ดี

เด็กหนุ่มจำได้ว่าชายกลางคนที่สวนกันหน้าห้องน้ำนั้นมีหนวดแหลมตัดเรียบริมฝีปาก

และหนวดนั้นหงอกประปรายพร้อมกับเส้นผมก็เช่นกัน

หญิงนั้นแม้จะเดินก้มหน้าเรืองก็เห็นหน้าแกด้านหนึ่งมีปานที่โหนกแก้ม

ในคืนนั้นน้าเกียรติอยู่เป็นเพื่อนเรือง เด็กหนุ่มบ้านมาบโพธิ์เกิดความกลัวขึ้นมา

ที่เขาจะต้องนอนคนเดียวเวลาน้าเกียรติไม่อยู่ เรืองกลัดกลุ้มคิดไม่ตกถึงกับร้องไห้ออกมา

น้าเกียรติจึงปลอบว่าพรู่งนี้จะย้ายเรืองไปอยู่กับลุงพัฒน์ทำให้เรืองค่อยสบายใจขึ้น

เรืองย้ายมานอนที่ห้องลุงพัฒน์และย้ายหน้าที่ขึ้นไปทำงานข้างบนมีหน้าที่คอยรับโทรศัพท์และตรวจปรู๊ฟ

น้าเกียรติโดนดีเข้าแล้วจากพิษของการเมือง จึงต้องหลบหนีเงื้อมมือของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองไป

เรืองกลุ้มใจมากเพราะ "ผมจากบ้านนอกมาอยู่ในความคุ้มครองของน้าเกียรติ

แต่เดี๋ยวนี้น้าเกียรติต้องหนีหาย ผมจะอยู่กับใครงานที่ทำนั่นใช่จะเป็นหลักประกันเลี้ยงตัวได้เลย..."

ตำรวจมาตามจับน้าเกียรติถึงโรงพิมพ์ แต่ไม่พบ เรืองคิดจะกลับไปบ้านนอก

คืนหนึ่งน้าเกียรติก็ลอบมาส่งข่าวให้ลุงพัฒน์และป้าน้อย เรืองก็อยู่ด้วย ดดยบอกอยู่นอกประตู   

"ผมห่วงเจ้าเรือง มาบอกขอฝากไว้ด้วย ตัวผมจะขอหลบซ่อนตัวไปก่อน"   

"ไม่เข้ามาก่อนหรือครับ" ลุงพัฒน์ถาม 

"ไม่เข้าละครับ ผมมาฝากเจ้าเรืองเท่านั้น ผมลาก่อน ลาละนะเรืองเว้ย "

น้าเกียรติหายหน้าไป และไม่มีข่าวคราวเกือบสองเดือน

เรืองยังคงทำงานไป ด้วยความเมตตาของท่านบรรณาธิการ

เย็น โพล้เพล้ เวลา เรืองเห็นผู้หญิงสาวคนหนึ่งกำลังเด็ดดอกไม้ในสวนแล้วเดินขึ้นตึกที่ทำการ

เรื่องรู้ได้ทันทีว่ากำลังโดนพวกนั้นมาหลอกล้ออีกแล้ว เมื่อเล่าเรื่องที่พบให้ลุงพัฒน์ ป้าน้อยฟัง

ทั้งสองผัวเมืยแสดงอาการกลัวออกมา รีบพาเรืองเข้าห้องปิดประตู

"นี่แหละเขาว่าผีซ้ำด้ำพลอย เขายุ่งกันชุลมุน ก็มาซ้ำมาพลอยให้ยุ่งเข้าอีก" ลุงพัฒน์พึมพำคล้ายบ่น

เรืองสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงอะไรแว่ว ๆ อยู่ เป็นเสียงเคาะข้างฝาด้านที่เขานอน ทั้งลุงพัฒน์ป้าน้อยและเรืองนิ่งเงียบ

เสียงนั้นจึงเคาะรัวถี่เข้าพร้อมกับมีเสียงผู้หญิง "ลุงพัฒน์ นายเรือง" เสียงนั้นเรียกแผ่วเบา แต่ดังชัดเจน

"ฉันจะบอกอะไรให้ ฉันจะบอกให้เท่านั้น จงรู้ไว้ว่านายเกียรติตายแล้ว"   

"โกหก ๆๆ" เรืองตะโกนออกไปด้วยความโมโห "ตายแล้ว

ถูกคนในรถเก๋งยิงตายเมื่อ 6 โมงเย็นนี้ ฉันมาบอกให้เท่านั้น"

ในตอนสายวันนั้นเอง เรืองถึงกับร้องไห้โฮออกมา เมื่อหนังสือพิมพ์เช้าทุก ๆ ฉบับ

ได้ประโคมข่าว "น้าเกียรติถูกยิงตาย"

บรรณาธิการให้เรื่องบรีบกลับไปบอกญาติที่บ้านมาบโพธิ์ มาจัดการศพน้าเรืองที่กรุงเทพฯ

ฝ่ายญาติจะขอรับศพน้าเกียรติไปเผาที่อยุธยา

บรรณาธิการเรียกเรืองไปพบถามว่า ยังอยากทำงานอยู่หรือไม่ ถ้าอยากทำท่านก็จะรับให้ทำตามเดิม

โดยความยินดี เรืองก้มลงกราบเท้าท่าน โดยขอบพระคุณอย่างสูงสุด แต่เขาขอไปอยู่บ้านนอกสักพัก

พอให้จิตใจเข้มแข็งและมีอายุมากขึ้นกว่าเก่าสักหน่อย

จะมากราบเท้าขอรับใช้ท่านอย่างคนใช้ และททำงานตามที่ท่านเมตตา

"ท่านบรรณาธิการมองผมอย่างสงสาร ผมกรายเท้าลาท่านกลับไปลาลุงพัฒน์ ป้าน้อย

ผู้มีพระคุณแก่ผมทั้งเวลาธรรมดา และยามยาก ป้าน้อยตาแดง ๆ ผมเที่ยวลาหมดทุก ๆคน

ที่เคยร่วมงานกัน ตลอดบาบูแขกยาม ผมก็บอกลา  เพราะเคยผ่านเข้าผ่านออก

และคุยกันบ้างบางเวลา นึกถึงตัวเองแล้วก็ร้องไห้

วาสนาของผมได้มาชุบตัวที่กรุงเทพฯ มีแค่นี้เอง



ลาก่อน  กรุงเทพมหานคร"





สามารถ จันทร์แจ่ม : บันทึก

หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 23