999-11.com

ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

 


แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - เจ๊วู

หน้า: [1] 2 3 ... 11
1
คุยกันหลังหวยออก / คุยกันหลังหวยออก 2 พค 64 63
« เมื่อ: พฤษภาคม 05, 2021, 12:24:08 PM »


ไข่เต็มท้อง





ช่วงนี้อย่าได้แปลกใจ

ถ้าใครๆ ก็อยากเลี้ยงหมา !!!





เพราะไม่เคยเตรียมพร้อม

เลยไม่เคยมีแผนการ


เพราะไม่เคยยอมรับผิด

เลยไม่เคยเรียนรู้ ที่จะแก้ไข


เพราะรอให้เกิดปัญหา

ขาดสติปัญญามองการณ์ไปข้างหน้า


เพราะเอาแต่คิดย้อนหลัง

จมปลั๊กกับข้อมูลในอดีต


เพราะพร่ำรำพัน ฉันไม่ผิด

มีแต่คนอื่นทำให้ฉันผิด



แน่นอน .....ว่าทั้งหมดนี้

.....พูดถึงเรื่องการทำหวย !!!



คนแบบนี้เอาไปทำอะไร ก็ไม่เจริญ

2
ข่าวหวย / ข่าวหวย 2 พฤษภาคม 2564
« เมื่อ: เมษายน 29, 2021, 08:19:47 AM »
เนื่องใน ศุภมงคลสมัย คล้ายวันประสูติ

สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ

มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร



ในวันที่ ๒๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๔


(๒๙ )











ทรงพระเจริญ








เนื่องในศุภมงคลสมัยคล้ายวันประสูติ

สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ

มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร

พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

เจริญพระชันษาครบ ๑๖ ปี


ในวันที่ ๒๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๔

ขอทรงเกษมสำราญสิริสวัสดิ์

ปราศจากโรคาพาธอุปัทวันตรายกรายกล้ำ

#ทรงพระเจริญ เทอญ
:
::
:::
#อาศิรพจน์มหาวชิโรตตมางกูรสดุดี ✨

◎ เห่เอยพระหน่อนาถราชกุมาร

คล้ายพระประสูติกาลเฉลิมขวัญ

สิริวิบูลยราชกุมารทรงธรรม์

ประชาสันต์สวัสดีสาธุการ


◎ อัญเชิญพระไตรรัตน์เทวามหิทธิ์

ประทานจตุรพิธพรชัยมหาศาล

เจ้าฟ้าทีปังกรฯ ทรงพระสราญ

ประชาศานต์แซ่ซ้องทรงพระเจริญ ๚ะ๛




#ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม

ข้าพระพุทธเจ้า “นามปากกา เจ๊วู”

๒๙ เมษายน ๒๕๖๔




3








ช่วงเช้า ทรงอย่างสวยงาม มั่นใจเต็มที่

ออกแน่  เลขอั้น

หลังบ่ายสาม ทันที ที่ประกาศ



เลขที่ออก....56  “ไรแว้” !!!



ออกทรงย้วยในบัดดล สุดท้ายหัวทิ่ม  โดนเขย้ำเละ !!!

อาการเหมือนดาราเกาหลีเลยค่ะ “ยืนยังเซ”





งานที่พวกเราทำ เป็นงานระบบ
 
ที่ไม่ใช่รับจ้างเก็บผลไม้   ได้ค่าแรงวันละ 300 บาท 

การตัดสิน..แค่ครั้งเดียว...

ที่ “ถูกต้อง” ในการทำงาน

มันเป็นเงินหลักล้านบาท

ที่มากมายสำหรับชีวิตคน อย่างเราจริงๆ 

เราต้องเตรียมพร้อมข้อมูลในการทำงานเสมอ

ไม่ว่า  งานอะไรก็แล้วแต่ ที่มีโอกาสได้ทำ
 
ขอให้ตั้งใจทำมันให้ดีที่สุด
 
หมั่นฝึกฝนพัฒนางานที่เราได้ทำ

ผลประการบวก หรือ  ลบ ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา ปกติ อย่าเพิ่งท้อ
 
สิ่งที่รุ่นพี่ ประสบความสำเร็จในวันนี้
 
ล้วนเกิดจากความมุ่งมั่นและความตั้งใจพัฒนาตัวเองในอดีต จนส่งผลถึงปัจจุบัน

เราไม่มีทางรู้ว่าเราจะเจอโอกาส  หรือเราจะได้รับผลจากความตั้งใจในสิ่งที่เราทำเมื่อไร   

แต่หากเราเตรียมพร้อมเสมอว่า   ..อะไรก็แล้วแต่ ที่มีโอกาสได้ทำ

ขอให้ตั้งใจทำมันให้ดีที่สุด  หมั่นฝึกฝนพัฒนาหน้าที่ที่เราได้รับ
   
แม้ปราศจากคำชม  ปราศจากแสงไฟที่ส่องไป  และไม่เกิดความร่ำรวยในทันที
   
แต่ตัวเราจะรู้ตัวเราดีที่สุด ว่าเราทำได้ และ พร้อมพัฒนา

ไม่ว่าจะเรียนรู้สิ่งใหม่ สิ่งนั่น ในช่วงอายุเท่าไร

ดังนั้น อยากประสบความสำเร็จในด้านใด

จงใช้เวลาปัจจุบันในเรื่องนั้น

พัฒนาตัวเองในทุก ๆ งวด ของการทำงาน   

ก็ยังยึดกระบวนการคิดเดิมๆ ว่า งานที่ทำ มันต้องดีกว่านี้   มันต้องพัฒนาได้   

..ทักษะอดทน พยายาม เรียนรู้ สังเกต และแก้ไข 
 
ไม่ว่าเริ่มต้นที่สนามไหน  อาจไม่สำเร็จวันนี้ทัน

แต่ถ้าเราทำสม่ำเสมอ ตั้งใจไม่ลดล่ะ 
 
แบบค่อยๆ เป็น  ค่อยๆ ไป ไม่โลภ ค่อยๆเติบโต อย่างสม่ำเสมอ

สุดท้ายเราจะชนะแน่นอน 

เชื่อเสมอในความจริงข้อนี้    และ จะเชื่อตลอดไป   

 เมื่อโอกาสดีๆ มาถึง  มันต้องเป็นของเรา
 
แม้เลือกเกิด ไม่ได้

แต่ถ้าเรามุ่งมั่นอย่างไม่ย่อท้อ

ความสำเร็จย่อมมาถึงสักวัน...

ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนฝ่าฟันอุปสรรค

ได้รับความสำเร็จสมหวังกันทุกคน

4
















วันนี้เป็นวันส่งท้ายของปีเก่า  ของไทย

ขอส่งพร..พระ

อันเป็น...มงคล

ขอสรรพมงคล

จงมีแก่...ท่าน   


ขอเหล่าเทวดา

จงรักษา...ท่าน   


ด้วยอานุภาพ ธรรม.

ด้วยอานุภาพแห่ง...พระสงฆ์ 

 

ขอความสวัสดีทั้งหลายจงมีแก่ท่าน


บุญรักษาพระคุ้มครอง



จากใจ เจ๊วู

5
ข่าวหวย / ข่าวหวย 16 เมษายน 2564
« เมื่อ: เมษายน 14, 2021, 07:51:10 AM »
วันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร


วันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๖๔
















เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ  ...

สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร

วันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๖๔ 



ข้าพระพุทธเจ้า และครอบครัว ตลอดจนพสกนิกรชาวไทย

ขอประทานถวายพระพรชัยมงคลด้วยความจงรักภักดี

ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก

โปรดอภิบาลรักษาใต้ฝ่าพระบาทให้ทรงพระเกษมสำราญ

มีพระพลานามัยแข็งแรง ปราศจากโรคาพาธอุปัทวันตรายสืบไป



ข้าพระพุทธเจ้า

นามปากา เจ๊วู


6
ข่าวหวย / ข่าวหวย 1 เมษายน 2564
« เมื่อ: มีนาคม 25, 2021, 12:06:19 PM »
วันคล้ายวันพระราชสมภพ

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี























ประณตน้อม ค้อมกราบ ทาบพระบาท

วโรกาส บรรจบ ครบ ๖๖ พรรษา

"องค์ฯ พระเทพรัตน ราชสุดาฯ"

ผองประชา เทิดองค์ พระทรงชัย

ขอพระองค์ ทรงศักดิ์ ประจักษ์สุข

นิราศทุกข์ ทั้งปวง ล่วงสมัย

สัมฤทธิ์ผล สม พระราชหฤทัย

พลานามัย เกษมศานต์ สำราญเทอญ




ทรงพระเจริญ



ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม

ข้าพระพุทธเจ้า เจ๊วู






ศาสตราจารย์ พลเอกหญิง พลเรือเอกหญิง พลอากาศเอกหญิง สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา
เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี



 เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันเสาร์ที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๘ ( ๖๖ )

(ตรงกับวันขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๕ ปีมะแม สัปตศก)



 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์ที่ ๓

 ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช

 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

โดยศาสตราจารย์ นายแพทย์ หม่อมหลวงเกษตร สนิทวงศ์ เป็นผู้ถวายพระประสูติกาล

 และได้รับการถวายพระนามจากสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์

ว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาคย์

 พร้อมทั้งประทานคำแปลว่า นางแก้ว อันหมายถึง หญิงผู้ประเสริฐ

และมีพระนามที่ข้าราชบริพาร เรียกทั่วไปว่า ทูลกระหม่อมน้อย

พระนาม "สิรินธร" นั้น นำมาจากสร้อยพระนามของสมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร

 ซึ่งเป็นสมเด็จพระราชปิตุจฉา (ป้า) ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

สำหรับสร้อยพระนาม "กิติวัฒนาดุลโสภาคย์" ประกอบขึ้นจากพระนามาภิไธยของสมเด็จพระบุพการี 3 พระองค์

 ได้แก่ "กิติ" มาจากพระนามาภิไธยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระมารดา (แม่)

 ส่วน "วัฒนา" มาจากพระนามาภิไธยเดิมของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า

(คือ สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี) สมเด็จพระปัยยิกา (ย่าทวด)

และ "อดุล" มาจากพระนามาภิไธยของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก สมเด็จพระอัยกา



 เป็นพระโสทรกนิษฐภคินีในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

เป็นเจ้านายพระองค์แรกที่ได้รับสถาปนาพระอิสริยยศที่ “สยามบรมราชกุมารี”

ปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกสภาสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา

 ประธานกรรมการมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

พระองค์มีพระปรีชาสามารถในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านอักษรศาสตร์และดนตรีไทย

ซึ่งพระองค์ได้นำมาใช้ในการอนุรักษ์ ส่งเสริม และให้การอุปถัมภ์ในด้านศิลปวัฒนธรรมของประเทศ

 จากพระราชกรณียกิจในด้านศิลปวัฒนธรรมนี้ พระองค์จึงได้รับการทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระสมัญญา

ว่า “เอกอัครราชูปถัมภกมรดกวัฒนธรรมไทย” และ “วิศิษฏศิลปิน”

 นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงประกอบพระราชกรณียกิจในด้านต่าง ๆ เช่น ด้านการศึกษา การพัฒนาสังคม

 โดยทรงมีโครงการในพระราชดำริส่วนพระองค์หลายหลากโครงการ ซึ่งโครงการในระยะเริ่มต้นนั้น

 มุ่งเน้นทางด้านการแก้ปัญหาการขาดสารอาหารของเด็กในท้องถิ่นทุรกันดาร

และพัฒนามาสู่การให้ความสำคัญทางด้านการศึกษาเพื่อการพัฒนาราษฎร











7
โรยรื่นชื่นบุปผา / ปาหนัน
« เมื่อ: มีนาคม 09, 2021, 03:41:51 PM »

















“ดอกไม้งาม… ยืนเด่นต่าง… อย่างละดอก

  ผสานกอปร… เข้าด้วยกัน… เป็นสวนสวย”




เวลาชั่งผ่านไปรวดเร็ว เหลือเกิน

นี่ก็มาพร้อมกับ ฝนชะลาน

ฝนชะช่อมะม่วง ชุ่มฉ่ำ

กบเขียด โดดกัน หยอง แหยง

เต็มสวน น่ารักเชียว



ณ.มุมไม้ดอกหอม ที่บ้านค่ะ

ด้วยว่าชื่นชอบ ไม้วงค์กระดังงา

"ปาหนันบอร์เนียว-แสดสยาม-บุหงาลำเจียก-"


ทดลองปลูกครั้งแรก 3 ต้น ค่ะ

ขยายพันธ์ ทาบกิ่ง รออยู่เป็นเดือน

ตอนนี้  มีปาหนันบอร์เนียว 9 ต้น

ที่บ้าน ปลูกลงกระถาง นางชอบแดดรำไร

เป็นไม้ค่อนข้างโตช้า


และแล้ว นางก็โชว์ดอกให้เห็นค่ะ..

อู้หูว....แม่เจ้า อลังการมาก

ออกดอกมาเป็น..แพ รอบต้นเลยค่ะ

ปาหนันบอร์เนียว นางจะออกดอก ตามซอกใบ ดอกห้อยลง

ดอกขณะยังอ่อน จะเป็น สีเขียว

เมื่อดอกแก่ จะเปลี่ยนเป็น สีแดงเข้ม อมม่วง

มีกลีบดอก 3 กลีบ ปลายกลีบแหลม

ออกดอกง่าย ...ออกดอกเป็น คู่ ๆ 

ดูน่ารัก  น่าเอ็นดูมากค่ะ

ดอกจะ  ทยอยบานอยู่หลายวัน

มองแล้ว  ปลื้ม ค่ะ

กลิ่นหอม เย็นๆ ของ ปาหนันบอร์เนียว

ชั่งหอม มากมายเหลือเกิน...

ยามค่ำคืน ส่งกลิ่น หอมฟุ้ง

กลิ่นของนางหอมถูกใจมากค่ะ

เดินชมดอกไม้ไทยโบราณ ให้อารมญ์รู้สึกเหมือนว่า..

เรากำลังย้อนมองดูแสงจากอดีตเมื่อ 40 ปี ก่อน

รักต้นนี้ มากค่ะ ปาหนันบอร์เนียว



เจ๊วู


8
ข่าวหวย / ข่าวหวย 16 มีนาคม 2564
« เมื่อ: มีนาคม 07, 2021, 12:12:15 PM »
สุขสันต์ วันคล้ายวันเกิด 

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

วันที่  21 มีนาคม 2497

ครบ 67 ปี























สุขสันต์วันคล้ายวันเกิด ท่าน นายกฯ  ครบ 67 ปี



พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา


เกิด  21 มีนาคม 2497  (21)

นายกคนที่ 29 ของประเทศไทย  (29 ) ขอให้หวยออกตัวนี้ นะคะ ลุงตู่

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.

เข้าควบคุมอำนาจการปกครอง เมื่อ 22 พฤษภาคม 2557

นับเนื่องจนถึงตอนนี้ก็กำลังย่างเข้าสู่ขวบปีที่ 07 ของ  คสช. แล้ว (07)
.
ขณะที่ อายุของ คสช. กำลังเดินไป ‘21 มีนาคม’

ปีนี้ พล.อ. ประยุทธ์ ก็จะอยู่ในวัย 67 ปี บริบูรณ์  (67)





สุขประเสริฐ เกิดดิถี ทวีลาภ

สุขภาพแข็งแรง  แกร่งสดใส

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ โปรดช่วย อำนวยชัย

ให้...ลุงตู่ สุขฤทัย

เจริญยิ่ง มิ่งมงคล




สุขสันต์ วันคล้ายวันเกิดค่ะ ลุงตู่


เจ๊วู และ ทีมงาน



9
โรยรื่นชื่นบุปผา / "ยักษ์ วัดแจ้ง"
« เมื่อ: มีนาคม 05, 2021, 04:03:22 PM »









 "ยักษ์วัดแจ้ง"


โดย ครูเหม เวชกร 


  ตอนนี้ครูเหม แทรกเรื่องราวของสังคมคนที่ชอบดื่มในพระนคร

สมัยเมื่อครั้งกรุงเทพฯ ยังเต็มไปด้วยต้นไม้หนาแน่นร่มครึ้ม ออกแนวสนุกขบขัน

    "...พูดถึงร้านเหล้าในย่านท่าเตียนแล้วมีมากร้านด้วยกัน ทั้งร้านไทยและจีน

ท่าเตียนจัดว่าเป็นย่านสำคัญสองฝั่ง ทั่งฝั่งกรุงเทพฯและกรุงธนบุรี

จะมาประสานกันที่ท่าเตียน คนอยู่ฝั่งวัดแจ้งทั้งข้ามมาและข้ามกลับ

คนฝั้งกรุงเทพฯจะไปฝั่งธนบุรีข้ามกันที่นี่..."


   ที่ร้านเหล้าฝั่งท่าเตียนมีโต๊ะหนึ่ง มีคนหนุ่มอยู่หลายคนนั่งดื่มกันกับท่านผู้เฒ่า

พวกเขากำลังสนทนากันเรื่องแก้วที่ใช้ใส่เหล้า ว่ายุคของท่านผู้เฒ่านั้นแก้วเหล้าสูงสี่นิ้วฟุต

ปากกว้าง สามนิ้วฟุตครึ่ง ลักษณะเป็นแก้วหนา ๆ ทำเป็นเพืองรอบตัว

จึงมีความจุมากกว่าแก้วที่พวกเขากำลังดื่มอยู่ ดังนั้นจึงเมาเร็วกว่าปัจจุบัน (ยุคนั้น)

    ผู้เฒ่ายังว่ากลอนของการดื่มเหล้าให้คนหนุ่ม ๆ


ฟังว่า ....


ถ้วยหนึ่งนงนุช (ยังสงบเสงี่ยม เช็ดปากเช็ดคอนั่งเงียบ)

ถ้วยสองพุทธวาจา (ทางธรรม ชักจะปราชญ์เปรื่อง)

ถ้วยสาม แกล้วกล้า พูดจาองอาจ (เลือดชาย ต้องเป็นชาย)

ถ้วยสี่ เก่งกาจ ผ้าขาดไม่รู้ตัว 

ถ้วยห้า เมามัวพูดไม่กลัวความผิด

ถ้วยหก มีฤทธิ์พูดผิดทุกคำ

ถ้วยเจ็ด มืดคล้ำ มือคลำหนทาง

ถ้วยแปด เอวบาง พี่เห็นช้างเท่าหมู

ถ้วยเก้า โอ้ว่าโฉมตรู สุดรู้สุดคิด

ถ้วยสิบ มืดมิดสิ้นฤทธิ์พี่แล้วเจ้าแก้วเอย


     คนหนุ่มได้แสดงความคิดเห็นว่า ท่าเตียนที่เตียนเพราะยักษ์วัดโพธิ์กะยักษ์วัดแจ้วรบกัน

แล้วถามว่า "คุณตากลับบ้านดึก ๆ ไม่พบยักษ์หรือครับ" ผู้เฒ่าจึงเล่าว่า

 ตอนที่แกยังเป็นเด็กตามผู้ใหญ๋มากินขนมหอยแมงภู่ทอดที่นี่พอกลับก็เจอดี "...

พอขึ้นท่าวัดก็แวะถ่ายปัสสาวะกัน มันมืดและไม่มีคน ว่ากันสบายไปเลย

ก็พอดีมีเสียงอะไรไม่รู้คล้ายซุงต้นใหญ่ ๆ ที่ตั้งไว้แล้วล้มลง ดังสนั่น แผ่นดินกระเทือน

ฉันตกใจตัวสั่นไม่รู้ว่าอะไรกัน แต่น้าชอบนั้น เขาจ้องมองยักษ์หินสองตัวนั้น

คล้าย ๆ จะสงสัยว่ายักษ์นั้นกระทืบแท่นหินที่ยืนอยู่ดังสะเทือน

น้าชอบกับฉันยืนตะลึงอยู่หน่่อย แล้วนึกอย่างไรก็ไม่รู้ รีบฉุดมือฉันเดินอ้าว..."

     ผู้เฒ่าได้เล่าถึงเรื่องหอกลองสวนเจ้าเชตุ หอกลองมี 3 ชั้น

มีกลองแขวนประจำทุกชั้น มีชื่อทั้ง 3 ใบ ชั้นล่าง "ย่ำพระสุรศรี"

ใช้ตีบอกเวลาย่ำค่ำ ชั้นกลาง "อัคคีพินาศ" ใช้ตีเมื่อเกิดไฟไหม้ 

ชั้นบนสุด "พิฆาตไพรี" ไม่เคยได้ตีเลย

    โรงหวยอยู่ที่แยกเลยตลาดบำเพ็ญบุญ พวกที่แทงหวย

จะพากันมานอนรอหวยออกตอนดึกที่ข้างถนน

   การสวมหมวกของพวกผู้ชายมีทั้งหมวกสานไหมสับปะรดและไหมต้นมะลิลา

ที่ทำมาจากคลองปานามา แถบอเมริกา เลยเรียกว่าหมวกปานามาและหมวกสักหลาด

มีการลักหมวกโดยเจ้าหัวขโมยอยู่บนต้นไม้ ใช้ตุ๊กแกผูกเชือกปล่อยลงมา

เกาะหมวกคนที่นั่งรถเจ๊กผ่านมาแล้วก็ดึงขึ้นต้นไม้

    การหลอกกินเป็ดไก่ที่เจ๊กเอามาแก้บนเจ้าพ่อหอกลอง สวนเจ้าเชตุ

โดยถกโสร่งเปิดก้นให้เพื่อนเอาดินหม้อเขียนลูกตาโต ๆ ที่แก้มก้นทั้งสองข้าง

แล้วโก้งโค้ง เดินถอยหลังไปหาถาดเป็ดไก่ ฝ่ายเจ๊กก็จ้องมองแล้ว มองอีก

แสงสว่างก็มืดบ้าง สว่างบ้าง ดูไม่ออกว่ามันเป็นสัตว์อะไร เดินมาช้า ๆ

ตาโต หน้าใหญ่ผิดสัตว์ธรรมดา ดูหน้าตา เข้าใกล้ เข้ามา ไม่ไว้ใจก็เลยวิ่งหนีทิ้งเป็ดไก่ไป

    ในขณะที่คุยกันกำลังออกรส เด็กชายคนหนึ่งอายุประมาณ เจ็ดแปดขวบ

ก็เข้าร้านมา ว่า " ตาจ๋า กลับบ้านเถอะ แม่เขาไม่สบาย ให้ฉันมาตามตาจ๊ะ"

เรื่องของเรื่องคือผู้เฒ่าข้ามฟากจากฝั่งกรุงธนบุรีมากรุงเทพฯ

เพื่อหาซื้อยาให้ลูกสาวที่ไม่สบาย เมื่อซื้อยาได้แล้วผู้เฒ่า

ก็มัวเพลินอยู่ในร้านเหล้า กับพวกหนุ่ม ๆ ลูกสาวจึงให้ลูกชายมาตามพ่อ

    เมื่อรู้เรื่องกันแล้วพวกหนุ่ม ๆ ก็อาสาพาตาและหลานข้ามเรือมาฝั่งวัดแจ้งได้เรียบร้อย

และพาส่งถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ แล้วจึงพากันอำลากลับ

   แต่ครั้นจะลงเรือจ้างบางคนเกิดปวดปัสสาวะ ก็เลี้ยวเข้าไปหาที่ยักษ์สองตัวยืนอยู่

บางคนไม่เห็นด้วยจึงฉุดมือไว้  "ไม่ดีน่า ไปทางอื่นดีกว่า"         

 "โอ๊ย จะมีอะไรกันนะ มืด ๆ ก็ว่ากันไปตามสบาย ใครจะห้ามเรา"

มีการยื้อยุด ฉุดกันเล็กน้อย ก็บังเกิดเสียงประหลาดขึ้นในขณะนั้น

คือเสียงเหมือนของหนักตกลงกับพื้นดิน มีความกระเทือนเยือก

ทุกคนชะงักยืนนิ่ง เสียงมันคล้ายว่าใครที่มีเท้าใหญ่ ๆ กระทืบดิน

แล้วทุกคนก็เงยมองหน้ายักษ์สองตัวนั้น เพราะผู้เฒ่าเคยเล่าว่าพบเหตุอย่างนี้มาก่อน

เกี่ยวกับเรื่องจะทำความสกปรกแถวนี้ พอได้สติก็พากันจ้ำอ้าวลงเรือที่จอดอยู่ที่โป๊ะ



 สามารถ จันทร์แจ่ม : บันทึก

10
โรยรื่นชื่นบุปผา / "ชีวิต คุณย่า"
« เมื่อ: มีนาคม 05, 2021, 03:53:14 PM »







 "ชีวิตคุณย่า"


โดย ครูเหม เวชกร


     เป็นเรื่องราวตอน นายสิงห์โตยังเป็นเด็ก 


     "ผมยืนอยู่ที่ทางเท้าฝั่งตลาดบำเพ็ญบุญ และกำลังมองข้ามถนน

ดูโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุงที่คึกคักด้วยผู้คน นึกปลงตัวเองว่า

เรานี่ก็นับว่าเก่าแก่จวนจะจากโลกนี้ไปแล้ว และอะไร ๆ

ในยุคหลังก็มาแทนที่ยุคเก่าที่แล้ว ๆ มาจนจำของเก่าไม่ได้

สถานที่แถวนี้ผมเคยวิ่งเล่นอยู่ เมื่ออายุยัง 6 - 7 ขวบ

แต่เวลานี้ตัวผมอายุปาเข้าไป 70 ขวบแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหมด

และหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างผมเดี๋ยวนี้ก็คือหลานสาว เป็นลูกของลูกสาวอีกที

ผมจึงมีตำแหน่งเป็นตาของ อุไรวรรณ ครูสาวของโรงเรียนเสาวภา "

   ผมสิงห์โตได้เล่าให้หลานสาวว่า เดิมที่ตรงศาลาเฉลิมกรุงนี้

เป็น แหล่งจ่ายน้ำจืด หรือน้ำบาดาล ให้ประชาชน เรียกกันว่า "สนามน้ำจืด"

 เป็นแดนสำคัญของชาวบางกอก เป็นแดนมีน้ำสะอาดดื่มกิน

 แทนที่จะดื่มกินในคลองหรือแม่น้ำกัน

เพราะตามคลองนั้นมีของสกปรกลอยให้เห็นเวลารน้ำขึ้น น้ำลงเสมอ ๆ

 ในแดนนี้ทั้งวันจะมีคนหาบน้ำไปใช้บ้าง ขายตามตึกชาวบ้านบ้างทั่ว ๆไป

พอเวลาเย็นค่ำก็ปิดการจ่ายน้ำในเวิ้ง สนามน้ำจืดก็เงียบคน

   นายสิงห์โต เป็นลูกกำพร้าพ่อแม่เสียชีวิตตั้งแต่เขายังเล็ก

ได้หญิงชราผู้หนึ่งสงสารและเมตตา จึงขอเขาเอามาเลี้ยง 

นายสิงห์โตจึงเรียกท่านว่า คุณนายย่า เด็กชายสิงห์โตจึงคอยติดตามคุณนายย่า

ไปทุกหนทุกแห่งดุจเป็นหลานชายของท่านจริง ๆ

     คุณย่ามีลูกสาวคนหนึ่งได้สามีเป็นขุนนาง และมาเช่าตึกตั้งร้านตัดเสื้อผ่าสตรี

อยู่ตรงข้ามสนามน้ำจืด คุณย่าของสิงห์โต ชอบการพนันทุกชนิดนับแต่ ถั่ว โป ไพ่ตอง หวย กข.

บังเอิญตึกห้องหนึ่งที่ใกล้กับร้านตัดเสื้อของลูกสาวท่าน เปิดบ่อนไพ่ตองเฉพาะกลางวัน

ชื่อว่า "บ่อนไพ่จางวางหร่ำ" คุณย่ามือขึ้นในการเล่นการพนัน

จึงเป็นขาประจำของบ่อน สิงห์โต ก็วิงเล่นกะเพื่อนในละแวกนั้น ซึ่งมีทั้งเด็กไทย เด็กแขก เพลินไป

    คุณย่าเล่าให้ สิงห์โตฟังว่า ท่านเคยเจอเปรตที่ทุ่งพระเมรุ (สนามหลวง) เล่นงานเอา

ตอนที่ท่านเดินกลับมากะพวกลิเก(คุณย่าชอบดูลิเก) มากคนด้วยกัน ท่านว่ามองไปข้างหน้า

เห็นคนยืนพิงกำแพงพระราชวังตรงป้อมหัวมุม แต่ครั้นมองไป ๆ จึงนึกรู้ว่านั่นไม่ใช่คน

คนอะไรจะสูงใหญ่เท่านั้น แขนยืนพิงป้อม โดยเท้าทั้งสองยังอยู่ที่ดิน

แต่แขนนั้นยันข้อศอกแยู่ที่ใบเสมากำแพงป้อม

พอรู้ว่าเป็นเปรตก็คุกเข่าลงกราบไหว้ขออภัย ไม่กล้าวิ่งหนีเพราะเปรตขายาว

     คุณย่าชอบพาสิงห์โตนั่งรถเจ๊ก(รถลาก)ไปบ่อนหรือดูลิเก

เด็กชายชอบนั่งที่พรมปูพื้นตรงที่วางเท้าของรถเจ๊ก ไม่ยอมนั่งบนเก้าอี้รถ

เพราะ "นั่งข้างล่างอุ่นดี ง่วงก็กลับได้ กอดขาคุณย่าแล้วหลับ

พอถึงตึกลูกสาวคุณย่า ซึ่งผมเรียกว่าคุณนายแม่ คุณย่าก็ปลุกผม"

     คุณนายแม่ มักมีปากเสียงกับคุณย่าเรื่องที่คุณย่าเที่ยวกลับดึก ๆ ดื่น ๆ

เป็นภาระให้เธอต้องคอยเปิดประตูตึกรับ แต่บางคราวคุณย่ากับสิงห์โตก็คอยเข้าตึก

พร้อมกะพวกเทอุจจาระ ซึ่งพวกนี้มีรถใหญ่เทียมด้วยวัวคู่ งานนี้เป็นของพวกเจ๊กทำ

โดยหาบถังเปล่าไปเปลี่ยนถังที่เต็มล้นตามตึก เอาถังเต็มหาบออกเอาถังเปล่าวางแทนไว้

คุณย่ากลัวคุณนายแม่ ไม่เถียง บางคราวก็ร้องไห้ สิงห์โตสงสารคุณย่ามาก

   คืนหนึ่งสองย่าหลานก็โดนดีเข้า วันนั้นคุณย่าเปลี่ยนบ่อนเล่นไปเล่นทางบ่อนนางเลิ้ง

และรวยมาก็นั่งรถเจ๊กกลับ เจ๊กได้ลากรถผ่านหน้าวัดสระเกศ

ในยามดึกซึ่งจะหาผู้สัญจรสักคนเดียวก็ไม่มี

   ที่กลางถนนหน้าวัดนั้นมีเงาดำอะไรทอดยาวขวางถนนอยู่ เจ๊กลากรถชะงักหยุด

และเตรียมท่าจะหมุนตัวกลับรถ เพราะเจ๊กเคยโดนมาแล้ว เงาดำพาดถนนนั้นมักจะเป็นงูใหญ่

พอใกล้เข้าไปมันจะขดตัวแล้วชูหัว เจ๊กคิดว่าจะเป็นดังนั้นอีกก็ระวังตัว

แต่คราวนี้มันไม่ใช่อย่างนั้น ขณะที่เจ๊กจะหมุนกลับ เงาดำน้ันก็เคลื่อนไหว

แต่ไม่ใช่งู กลายเป็นคนที่มีร่างกายใหญ่และสูง ทั้งย่าและสิงห์โตกลัวจนตัวสั่น

เจ๊กลากรถร้องลั่นหมุนรถกลับวิ่งไม่คิดชีวิต สิงห์โตหันไปดู

เห็นคนนั้นลุกขึ้นยืนกางขาท้าวสะเอวที่กลางถนน หัวเข่าสูงท่วมเสาไฟฟ้าข้างถนน

แล้วภาพนั้น ก็เดินช้า ๆ เข้าวัดไป รถได้วิ่งกลับมานางเลิ้งอีก

สองย่าหลานจึงไปขอนอนที่บ้านพวกลิเกที่ชอบกัน

   รุ่งเช้าคุณนายแม่ก็เล่นงานคุณย่าอีกตามเคย และตัดปัญหาโดยให้คุณย่าไปนอนเฝ้าตึก

ฟากสนามน้ำจืดที่ปิดใส่กุญแจไว้เฉย ๆ ตึกนี้ด้านล่างเป็นร้านบิลเลียด

มีโต๊ะอยู่เรียบร้อย คุณย่าและสิงห์โตนอนชั้นบน

    วันหนึ่งคุณย่านอนกลางวันทีแรกสิงห์โตก็นอนเป็นเพื่อนท่านแต่เด็กชายนอนไม่หลับ

จึงลุกขึ้นหมายใจจะไปเล่นลูกบิลเลียดที่ชั้นล่าง แต่ครั้นลงบันไดมาได้ครึ่งเดียว

ก็เห็นใครเล่นอ้ายลูกกลม ๆ นั้นอยู่ก่อน เป็นผู้ชายร่างสูง ๆ ตัดผมเกรียน

ไว้หนวดริมฝีปาก นุ่งผ้าโจงกระเบนใส่ถุงนร่องรองเท้า กำลังเอาไม้แทงไอ้ลูกกลม ๆ นั้นอยู่

พอแกเหลือบมาเห็นสิงห์โตเข้า แกมองดูสิงห์โตอย่างประหลาดใจ

ดวงตาแข็ง ๆ และดุ ๆ ชี้หน้าสิงห์โตแล้วโบกมือให้เด็กชายกลับขึ้นไปที่เก่า

     เมื่อสิงห์โตเล่าให้คุณย่าฟัง ท่านไม่เชื่อว่าท่านปิดประตูใส่กลอนกับมือใครจะเข้ามาได้

แต่เมื่อสิงห์โตยืนยันหนักแน่น คุณย่าจึงลงมือสำรวจข้าวของในตึก

เพราะเกรงว่าจะมีคนเข้ามาในตึกจริง แล้วขโมยข้าวของไป ตนจะมีความผิด

ก็พอดี สิงห์โตเหลือบไปเห็นรูปในกรอบที่ติดอยู่ข้างผนังตึกด้านหนึ่ง

แล้วร้องขึ้นพร้อมกับชี้นิ้วไปว่า คน ๆ นั้นแหละที่เขาเห็นเมื่อกลางวัน

คุณย่าตาพองทีท่าตกใจ ฉุดข้อมือสิงห์โตออกนอกตึกแล้วใส่กุญแจ

เรียกรถเจ๊กไปนางเลิ้งไปขอพักที่บ้านพวกลิเก 1 คืน

พอตอนสายคุณย่าเอกลูกกุญแจคืนคุณนายแม่

แล้วบอกว่าจะกลับบ้านตลาดแก้วตลาดขวัญที่เมืองนนท์

     "ผมมารู้คราวหลังว่า ชายที่ท่าทางเป็นขุนนางคนนั้น

ที่แท้ก็คือขุนนางสามีของคุณนายแม่ แต่เขาตายไปเมือสองเดือนแล้ว

ศพยังอยู่ที่วัดสระเกศ ที่คุณย่าไม่ยอมอยู่เพราะสาเหตุนี้เอง

ไหนใครว่าผีไม่มีกลางวันล่ะ ผมพบกลางวันมาแท้ ๆ ......"



 สามารถ จันทร์แจ่ม :บันทึก

11
โรยรื่นชื่นบุปผา / "มนุษย์ไม่สังคมโลก"
« เมื่อ: มีนาคม 05, 2021, 03:36:21 PM »







"มนุษย์ไม่สังคมโลก"

บทประพันธ์ ของครูเหม เวชกร


  เรื่องราวของมนุษย์ที่ได้แต่งงานอยู่กินกับผีถึงสามคู่

   นายสมัยได้ไปทำงานที่โรงงานทำยารักษาโรคต่าง ๆ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตสัมพันธวงศ์

เจ้าของโรงงานเป็นผู้ดีจีนเก่า ชื่อนายห้างบุญตั้ง โดยการชักนำของ คุณสุรินทร

ซึ่งเป็นลูกเขยของเจ้าของโรงงาน ภรรยาของคุณสุรินทร ชื่อ คุณเรณู

เป็นลูกสาวคนโตของนายห้างบุญตั้ง

   นายสมัยพักอยู่ที่คฤหาสน์ของนายห้างบุญตั้ง เขารับหน้าที่อีกอย่างหนึ่งคือ

หัดวิชาดนตรีไทยให้แก่น้องสาวและน้องชายของคุณเรณูตอนกลางคืนทุกคืน

จึงออกไปไหนเวลากลางคืนไม่ได้ออกไปไหน เป็นเรื่องแปลกประหลาดที่นายสมัยเจอ

แล้วนำไปเล่าให้คุณณพ ที่วัดระฆังฟัง

" ...แต่น่าเบื่อนิสัยของคนบ้านนี้เต็มทน ทุก ๆ คนในตึกนั้นถือตัว

ไม่ยอมจะรู้จักใครและสังคมกับใครนอกบ้าน ตัวเองก็ไม่ยอมออกจากตึกไปไหน

แม้แต่คนใช้ในตึกก็ไม่ออกจากตึก จะซื้อหาอะไรมีคนใช้ภายนอกซื้อมาให้อีกทีหนึ่ง

แต่ก็ไม่ยอมให้คนใช้ภายนอกเข้าในตึก มีคนนอกคนเดียวเท่านั้น

ก็คือตัวกระผมที่เข้านอกออกในได้ มีห้องเล็ก ๆ ภายในตัวตึกนั้นให้อาศัยเป็นห้องชั้นล่างก็สบายดีครับ 

ตึกนั้น เก่า ๆ และใหญ่มาก เป็นแบบจีน ๆ ผู้ดีเก่า ๆ ตึกนี้มีคนหลายคนก็จริง แต่อยู่กันเงียบ ๆ

จะพูดจาอะไรก็พูดกันเบา ๆ ไม่เอะอะตึงตัง นอกจากเสียงดนตรีเท่านั้นที่ดัง มีผู้หญิงสวย ๆ หลายคน 

แต่สำหรับกระผมนอกจากสอนดนตรีและพูดกันในเรื่องทางวิชาการแล้ว ก็ไม่มีอะไรอีก

ส่วนตัวจะพูดกันได้ทุก ๆ คนถือตัวมักมองคนอื่นอย่างรังเกียจ

อย่าว่าแต่จะไม่พูดจาและติดต่อด้วยเท่านั้น แม้แต่มองยังไม่อยากจะมองเลย"

     ตอนบ่ายวันหนึ่งนายห้างบุญตั้ง เรียกให้นายสมัยไปพบแล้วบอกให้ นายสมัย

ไปรับคนสองคนที่สถานีรถไฟ หัวลำโพง ตอนตี 4 สองคนนั้นมาจากนครสวรรค์

เป็นชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง ผู้ชายชื่อสวัสดิ์ ผู้หญิงชื่อจิตรา เป็นลูกสาวของนายห้างบุญตั้ง

ทั้งสองเป็นสามีภรรยากัน  เมื่อเจอกันทีแรกที่สถานีรถไฟ

นายสวัสดิ์มีท่าทีแปลก ๆ คือมองดูนายสมัยอย่างไม่ไว้วางใจ

   วันหนึ่งคุณสุรินทรพูดแปลก ๆ กับนายสมัยว่า "ขอบใจเธอมาก ฉันรักเธอจริง ๆ

สมัย  มีเพื่อนอยู่ด้วยกันเพียงสองสามคนในตึกนี้ เมื่อมีคุณสวัสดิ์เขาอีกคน

ก็เป็นเพื่อนคนที่สาม" คุณนพมักจะพูดอะไร เป็นความนัยให้นายสมัยฟัง

"เออ สมัยเธอยังไม่รู้เรื่องของเขาพอ คุณสุรินทรรวยจริง ๆ

โรงงานนั้นเป็นของเขาแล้วทั้งหมด เอาเถิดในวันหน้าเธอจะรู้เอง และเธออาจจะมีโชคด้วย"

     นายสมัยได้ไปรู้ความลับเรื่องหนึ่งอย่างบังเอิญ คือดอกเตอร์เทพ เอือมณี

ที่แอบเป็นชู้กับ สายรุ้ง ลูกสาวอีกคนของเศรษฐีบุญตั้ง

ซึ่งนายสมัยได้รู้ภายหลังจากหนังสือพิมพ์ฉบับเก่า ๆ ว่า ดอกเตอร์เทพ

คนนี้ได้ไปสำเร็จปริญญามาจากยุโรปขากลับเมืองไทย เรือบินอับปางพุ่งลงก้นทะเลหายไป

   ซึ่งนายสมัยยังคิดว่า "ที่แท้แล้วดอกเตอร์ผู้นี้ไม่ได้ตายจริง ๆ ตามข่าว

เป็นแต่ว่ามีรายนามในทะเบียนผู้โดยสารเครื่องบินเที่ยวนั้น แต่หากมาสนามบินไม่ทันเวลา

เรือบินออกเสียแล้ว เลยไม่ได้มาเที่ยวนั้น ครั้นทราบข่าวว่าเรือบินเที่ยวนั้นตกทะเล

ก็เลยคลุมหัวตัวเองกลับกรุงเทพ โดยมาซุ่มอยู่เสียกับคู่รักเก่าที่เป็นเศรษฐี ทิ้งลูกทิ้งเมียเลย.."

     นายสมัยได้แอบหลงรักลูกสาวอีกคนของนายห้างบุญตั้ง เธอชื่อ มาลี

ซึ่งเป็นแม่หม้ายมาก่อนสามีเก่าของเธอเป็นคนจีนชรา และมาลีก็มีใจต่อนายสมัย

มาลีได้มอบแหวนให้นายสมัยหนึ่งวง มาลีได้พาสมัยไปพบบิดาของเธอ

เพื่อให้ท่านได้รับรู้ ซึ่งเศรษฐีบุญตั้งก็ไม่ได้โกรธเคืองอะไร ทั้งยังจะจัดการแต่งงานให้ด้วย

    คุณนพได้บอกความลับให้นายสมัยฟังว่าในบ้านนายห้างบุญตั้งมีแต่วิญญาณ

มีที่เป็นมนุษย์เพียง 3 คน คือ คุณสุรินทร คุณสวัสดิ์ และนายสมัย

ทีแรกนายสมัยไม่เชื่อและเคืองคุณนพ  แต่เมื่อเหตุการณ์ต่าง ๆ เด่นชัดขึ้น

นายสมัยก็ยอมรับความจริง " ผมไม่กล้าเดินตามที่ต่าง ๆ ในตึกนั้นเลย

แต่อาศัยมาลีเท่านั้นคอยเคียงข้างผมอยู่ตลอดเวลา จึงค่อยบรรเทาความกลัวไปได้

สำหรับมาลีนั้นผมยกชีวิตของผมให้แก่เธอแล้ว สุดแต่กาล ลัทธิไม่สังคมกับมนุษย์

ได้เข้าแพร่เต็มหัวใจผมแล้ว ณ บัดนี้ผมไม่ไปเที่ยวที่ใดอย่างเดียวกับคุณสุรินทร

เพราะถ้าไปคนเดียวก็คิดถึงอีกคนที่ไปด้วยไม่ได้ จะมีสุขอะไรเล่า

ครั้นจะให้เธอไปด้วยโดยไม่สำแดงกาย ไปอย่างตัวใส ๆ เป็นกายทิพย์

แต่เธอไม่ยอมไปเด็ดขาด เพราะกลัวจะต้องไปผุดไปเกิด

เคราะห์ไปเฉียดคนตั้งท้องใหม่ ๆ เข้า ก็จะถูกดูดดึงไปเกิด.....

พวกกายทิพย์กลัวคนท้องที่เพิ่งจะก่อตั้งก้อนเลือดอ่อน ๆ ซึ่้งมองไม่รู้"

      ในที่สุดความไม่แน่นอนของชะตากรรมของคนก็สำแดงขึ้น

ผมทั้งสามคนคือผม คุณสุรินทร และคุณสวัสดิ์ หมดที่อยู่ ที่อาศัย หมดที่ทำงาน..

คือมหาเพลิงที่เกิดต้นไฟจากที่อื่นมาเล่นงานโรงงานของเรา

และตึกของเราวอดวายไปพร้อม ๆ กับของของเรา

และตึกของเราวอดวายไปพร้อม ๆ กับของมีค่ายอดยิ่ง คือมาลี ของผม

เธอติดอยู่ในไฟ ผมไปกอดปล้ำจะเอาเธอออกจากไฟ 

แต่แล้วจะด้วยอะไรผมก็แปลไม่ออก กลายเป็นผมถูกไฟลวกหลายแห่ง

แต่ฝ่าหนีกองไฟออกมาสลบอยู่นอกกองมหาเพลิง

หมดความรู้สึกใด ๆ ทั้งสิ้น มารู้ตัวเอาเมื่อที่โรงพยาบาล

      ผมนอนพันผ้าไปทั้งตัวอยู่บนเตียง และก็รู้ภายหลังอีกว่า

นอกจากผมแล้วยังมีคุณสุรินทร คุณสวัสดิ์

เป็นคนไข้นอนเรียงกันอยู่เป็นสามคนผู้มาเยี่ยมคือ พระภิกษุนพ

    กุศลของนายสมัยยังมีอยู่ มีแผลเป็นจากไฟไหม้เพียงอ่อน ๆ หมอว่านาน ๆ เข้าก็หายเป็นปกติดี

 แล้วเราสามคนก็ต้องแยกทางกัน คุณสวัสดิ์กลับไปหาบิดามารดาที่นครสวรรค์ คุณสุรินทรแยกไปอยู่บ้านเขา

    นายสมัยไปขออาศัยพระภิกษุนพ อยู่ที่วัดระฆัง "รอวันรอคืนว่า

ถ้ามาลียังไม่ไปเกิด อาจจะเร่ร่อนมาพบกันอีก คอยไปจนกว่าจะหมดหนทางที่จะพบกัน

   " คุณนพเป็นพี่เลี้ยงให้กำลังใจตลอดเวลา แต่ใจผมนั้นไม่มีสุขเลย

ความหลังความเก่า ยังระดม สุมอยู่ ยังไม่จางลงไปได้


อนิจจา มาลีของฉัน ป่านนี้เธอไปอยู่แห่งใดเล่า"




 สามารถ จันทร์แจ่ม : บันทึก

12
โรยรื่นชื่นบุปผา / "ฉันคอยรัก ที่นี่"
« เมื่อ: มีนาคม 05, 2021, 03:29:10 PM »






 "ฉันคอยรักที่นี่"

เรื่องรักสะเทือนใจของหนุ่มสาวท่ามกลางกลิ่นอายชนบท   

บทประพันธ์ของครูเหม เวชกร

    เรื่องนี้เป็นอีกตอนหนึ่งของนายอุทิศ ได้ไปพบกับนิยายรัก

ที่ถูกใจเข้าอีกนิยายหนึ่งในดินแดนน้ำตกนางรอง แห่งนครนายก

   นายอุทิศได้ไปพักที่ ไร่ส้ม ไร่ขนุน ซึ่งมีชึ่อไร่ว่า "ไร่แดนสร่างทุกข์"

อันเป็นไร่ของเพื่อนนายอุทิศคือ "ยอดชาย นายสมศักดิ์" และคุณหวาน ภรรยา เขา

สมศักดิ์ได้เล่านิยายรักสะเทือนใจให้อุทิศฟังว่า "สองปีเห็นจะได้ เสียดายที่ช้าไป

เขามาตายจากไปเสีย น่าสงสาร มีนิสัยดีน่าคบ แต่แกสมัครตายจริง ๆ"

      สมศักดิ์ได้พบกับ คุณขาวที่มีไร่ติดกัน คุณขาวอยู่เพียงลำพัง และมีหมาไทยตัวหนึ่ง

ที่คอยติดตามเขาอยู่ คุณขาวเป็ฯคนมีความหลังในใจอะไร ๆ อยู่ตลอดเวลา

จะเห็นว่าแกเศร้า ๆ ไม่รื่นเริงเลย ทำไร่คนเดียว ได้กล้วย ได้อ้อย ขนุน

ขายกินพอเลี้ยงชีวิตไปวัน ๆ โดยไม่คิดจะรุ่งเรืองไปข้างหน้าเลย

    ชื่อไร่ของคุณขาวแปลกหู แปลกใจมาก ชื่อว่า "ไร่คอยรัก"

แต่ภายหลังเขาก็เผาป้านชื่อไร่ทิ้งไปเพราะกระเทือนใจ

อุทิศขอร้องให้สมศักดิ์เล่านิยายรักของคุณขาวให้เขาฟัง

ซึ่งสมศักเิ์จะเล่าเรื่องต้น ๆ ที่เขาพบกะคุณขาวให้ฟังก่อน

ส่วนเรื่องที่ละเอียด จะได้ฟังจาก หญิงคนทรง ซึ่งอยู่ที่เขาอีโต้ ในอีกสองวัน

โดยสมศักดิ์จะให้เด็กที่ไร่ของเขาขับรถไปรับหญิงคนทรง มาพบอุทิศที่นี่ "เรื่องมันอย่างนี้ ศักดิ์เริ่มต้น

ศักดิ์มาซื้อและจับจองที่ดิน ซึ่งอยู่ติดกับคุณขาวที่ทำไร่เพียงคนเดียว

และอยู่เอ้กาเพียงสุนัขคู่ยากอีกตัวหนึ่งเท่านั้น เมื่อศักดิ์ถามคุณขาวว่าทำไม่จึงไม่มีคนช่วยทำไร่บ้างเลย

คุณขาวตอบว่า เขาคอยคนอยู่คนหนึ่งที่จะมาร่วมงาน แต่เขาคนนั้นมาไม่ได้เสียแล้ว

และเขาไม่ต้องการใครอีก อยู่ในไร่เพียงแค่นี้เป็นความพอใจของเขาแล้ว

ตอนนั้นคุณขาวมีเรือนเล็ก ๆ อยู่หลังหนึ่ง พอคุณขาวตายไปเรือนหลังนั้นก็ปล่อยทิ้ง

เถาไม้เลื้อยขึ้นเต็มหลังคา และฝาก็เป็นแฝกจึงผุไปแล้ว เหลือแต่เสาคงอยู่ พอมองออกว่าเคยเป็นบ้าน

    มีเรื่องแปลก ๆ คือ สมศักดิ์เคยไปเยี่ยมคุณขาวที่บ้านของแก "ก็มองเห็นว่าเจ้าของบ้านอยู่อย่างง่าย ๆ

ไม่ได้จัดตบแต่งอะไรให้เป็นระเบียบเลย คล้ายอยู่อย่างไม่ตั้งใจจะอยู่จริง ๆ ที่นอนของเขาก็ปูไว้ง่าย ๆ

ตลบมุ้งขึ้นแล้วก็ทิ้งไว้อย่างนั้นเอง  แต่ข้างที่นอนแกมีแผ่นกระดานไม้มะขามเลื่อยบาง ๆ

และเขียนตัวอักษรไว้หลลายคำ แันชักจะลืมเสียแล้ว อ่านเอาเองดีกว่า"

   แผ่นกระดานแผ่นหนึ่งมีตัวอักษรสีดำเขียนด้วยสีน้ำมัน ความว่า "ฉันคอยรักที่นี่ ฉันไม่ต้องการใคร ต้องการเธอคนเดียว

ฉันจะคอยวิญญาณเธอ เมื่อใดเธอมา เมื่อนั้นฉันจะไปกับเธอ"

    ส่วนอีกแผ่นหนึ่ง คุณขาวเขียนถึงสมศักดิ์ มีข้อความว่า "คุณศักดิ์ที่รัก คุณพบศพผมแล้วได้โปรดฝังศพผมไว้ใต้ถุนเรือนผมด้วย

ต่อเมื่อคุณสบายใจเมื่อใด จะขุดศพผมไปเผา ก็จะเป็นกุศลแก่คุณ ที่ดินที่เป็นไร่ของผมนี้ ผมขอยกให้คุณ

โฉนดอยู่ในหีบเสื้อผ้าผม ขอมอบให้ด้วยความสัตย์จริง    ...ขาว  เอี่ยมศิลา

  คุณขาวตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยการดื่มยาพิษ ก่อนที่จะตายแกยิงปืนขึ้นสองนัด เพื่อให้สมศักดิ์และเมียมาดู

สมศักดิ์จัดการฝังศพคุณขาวตามคำขอร้องที่แกเขียนไว้ ก่อนจพทำลายตัว สมศักดิ์รีบออกไปแจ้งตำรวจในเมือง

และนำตำรวจมาพิสูจน์ เมื่อพิสูจน์เรียบร้อยแล้วจึงนำศพคุณขาวใส่โลงฝัง

    มีเรื่องกระเทือนใจอีกอย่างหนึ่งเจ้าหมาคู่ใจของคุณขาวไม่ยอมห่างศพนาย มันร้องลั่น ตะกุยตะกาย

ไม่ยอมให้ฝังนายมัน มันไม่ยอมห่างหลุมศพนายมัน มันนอนเฝ้าปากหลุมศพตลอดเวลา

สมศักดิ์กะเมียเรียกมันให้ตามไปบ้าน มันก็ไม่ไป  ถึงแม้ว่าจะเอาอะไรต่ออะไรมาล่อ มันก็ไม่ยอมไป

เฝ้าแต่ร้องหาเจ้านายของมันตลอดเวลา สมศักดิ์กะเมียต้องมาส่งข้าวมันทั้งเช้าและเย็น

      หมาของคุณขาวจะส่งเสียงหอน ตอนโพล้เพล้ และตอนค่ำ ทำให้ผู้ที่อยู่แถวนั้นกลัวกันมาก

ห่างจากคุณขาวตายไปสักเดือนเห็นจะได้ เจ้าหมานั่นไม่ค่อยกินข้าว

สุดท้ายมันก็ตายลงอยู่ใกล้ปากหลุม มันผอมท้องแห้งตายตามนายมัน

    ตอนเย็นอุทิศกืนข้าวไม่ค่อยลงคอ จึงลงเดินเล่นในไร่ คิดถึงเรื่องคุณขาวและเจ้าหมาผู้ภักดี

"ผมค่อย ๆ เดินห่างตัวบ้าน พ้นรั้วไม้ไปสู่ลำธารที่แห้งขอดไม่มีน้ำ........

ธารนี้จะมีน้ำเมื่อหน้าฝน น้านั้นจะไหลมาจากขุนเขาซับซ้อนทางด้านซ้ายมือ

 เวลานี้หน้าแล้ง ก้นธารมีแต่ทรายและก้อนกรวดใหญ่ ๆ เต็มท้องธาร..

ผมชอบท้องธารนี้มาก จึงนั่งลงทีหมู่ก้อนกรวดน้อยใหญ่ และหยิบขึ้นมาดู มันมีลักษณะกลมแต่แบน ๆ

 มีขนาดโตเท่าฝ่ามือ ศักดิ์เคยบอกว่าหน้าฝนน้ำใส เห็นก้อนกรวดหินนี้สวยมาก

    ตรงนั้นคล้ายเป็นช่องลม ลมตกพัดเย็นสบายเฉื่อยฉิวปะทะ ป่าข้างโน้นเป็นช่องทางไม่ขาดสาย

ยิ่งอากาศจวนจะค่ำเช่นนี้ ช่างเย็นสบายใจนัก แล้วก็ย้อนคิดไปถึงตัวพระเอกคือคุณขาว เจ้าของนิยายรัก

หากแต่ยังขาดนางเอกเพราะไม่รู้เรื่องเดิม ว่าเป็นใครผมยังต้องรอคอยหญิงที่จะเข้าทรงให้ฟัง ผมจะได้ตั้งเรื่องก่อโครงชึ้น

     เวลาอากาศจวนจะค่ำ เสียงสัตว์ป่าชักจะร้องเรียกกัน วังเวก วิเวก ในขณะนั้นทางด้านซ้ายมือของผมและห่างออกไป

มีคนคนหนึ่งออกจากแนวป่าชายลำธารฟากหนึ่งลงสู่ท้องธารแห้งขอด เขาแต่งตัวง่าย ๆ เหมือนจะนุ่งผ้าผืนเดียว ไม่ได้ใส่เสื้อ

คนตนนั้นเป็นชายเดินก้มหน้า ข้ามท้องธารไปช้า ๆ และยังมีสุนัขตัวหนึ่งเดินตามหลัง มีลักษณะคอตก หางตก

เดินตามชายผู้นั้นไปช้า ๆ เช่นเดียวกัน  ทันทีนั้นเมื่อดวงตาผมเห็นภาพนั้น ก็เกิดเตือนประสาทความจำ ได้เกิดขึ้น

ภาพของใครเล่าที่มีสุนัขแสนซื่อติดตามเสมอ ประสาทความรู้สึกทั่ว ๆ ไปของผมก็บอกให้รู้ว่าผมกำลังเห็นใคร

ผมถึงแก่ผงะแทบหงายหลัง ตัวชาอยู่เป็นนานจึงได้ผุดขึ้นยืน จะอยู่ตรงนั้นอีกไม่ได้ ภาพนั้นไม่มีแล้ว

ผมออกวิ่งจนมาถึงบ้านนายศักดิ์อย่างอกสั่นขวัญหาย  เมื่อหญิงคนทรงที่ชื่อว่า "ป้าพุก" เดินมางมาทำพิธี

ที่เพิงกลางแจ้งในไร่โดยลำพัง รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง ป้าพุกจึงได้เล่าเรื่องที่เธอได้รู้มาจากการทำพิธีของเธอให้อุทิศ

 สมศักดิ์และ หวาน ฟังอย่างละเอียด ซึ่งอุทิศได้จดบันทึกตามปากคำของป้าพุก

      ที่บ้านกำนันกล่อมผู้มั่งคั่งแห่งอรัญประเทศ แกร่ำรวย มีฐานะเทียบด้วยเจ้าเมือง มีอำนาจใหญ๋โต

ทั้งยังเป็นนักเลงใหญ๋ มีลูกน้องและข้าทาสล้นหลาม กำนันกล่อมได้คาดคั้น ชายหนุ่มชื่อ"ขาว"

ผู้เป็นบริวารแกอีกคนหนึ่ง ที่แกยกย่องเหมือนลูก เพราะ ขาวเฉลียวฉลาด เก่ง เลขผานาที 

ทำบัญชีทรัพย์สินไร่นาสาโท ของแกได้เรียบร้อย

    แต่ทว่า ขาว กลับกำแหง ทะนงใจ รัก "สมพร" ลูกสาวของแก กำนันกล่อมสั่งให้ขาวเลิกรักสมพร

แต่ขาวกลับตอบว่า "เลิกรักไม่ได้ครับ" กำนันกลั่นโกรธมากส่งตัวขาวไปทำงานหนักที่ในป่าไม้ซุงของแก

คาดโทษว่า หากขาวหมดพยศเมื่อใดจึงจะให้กลับมา
    ขาวไม่ย่อท้อก้มหน้าทำงานป่าไม้ต่อไป อย่างเข้มแข็งอดทน จนผู้คุมในป่ารักและเมตตา

ต่อมาขาวสืบทราบมาว่า กำนันจะส่งสมพรคนรักของตนไปฝากไว้ที่กรุงเทพฯ

ขาวจึงลอบหลบหนีไปกับเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ที่มาตรวจงานในป่า เข้ากรุงเทพฯ

ขาวได้พยายามสืบเสาะจนรู้ที่อยู่ของคนรัก และทำการพบตัวกันจนได้ สมพรได้มอบเงินให้ขาวก้อนหนึ่ง

เพื่อไปหาที่ตั้งตัวและเป็นที่มิดชิด แล้วสมพรจะหนีไปครองรักตามประสารัก

    ขาวได้เงินมาแล้วจึงได้มาคิดสร้างไร่ขึ้นที่นางรอง แล้วกลับไปพาสมพรหนีจากกรุงเทพฯ มุ่งตรงไปยังไร่นางรอง

แต่สัญชาติกำนันกล่อมเสือเก่ามีพวกมาก แกจึงสืบทราบเรื่องได้ กำนันมาดักทางเดินของสองหนุ่มสาวไว้

   "อ้ายขาว กูบอกแล้ว ถ้าไม่ทิ้งพยศมึงตาย" กำนันกล่อมคำรามแล้วเล็งปืนพก สมพรโดดเข้าขวางทางปืนไว้

ก็พอดีกำนันลั่นไกปืน ลูกปืนจึงถูกสมพรตรงที่สำคัญพอดี ขาวเข้ากอดศพคนรักร้องไห้

พวกไพร่ของกำนันกลั่นเข้าดึงตัวขาวออกมา แล้วรุมทุบตีจนขาวสลบ กำนันคั่งแค้นใจมากตอนแรกแกคิดจะยิงขาวให้ตาย

แต่กลับชะงักหยุดเก็บปืน แล้วอุ้มศพลูกสาวกลับ ทิ้งร่างขาวที่นอนสลบไว้เพียงเดียวดาย

     เมื่อขาวฟื้นขึ้นมาไม่เห็นร่างคู่ชีวิต ก็ร้องไห้เดินกระเซอะกระเซิงไปตามกรรม

จนวันหนึ่งก็มาถึงไร่ของตนที่แดนนางรอง แล้วเขียนป้ายชื่อไร่ของเขาว่า "ไร่คอยรัก" ขาวคอยวันตายอยู่

ตั้งใจว่าวันใดวิญญาณของสมพรมาบอกว่าเธอได้ตายไปแล้วจริง ขาวก็จะตายตาม ในขณะที่คอยวิญญาณรัก

ขาวบังเอิญได้สุนัขไทยตัวหนึ่ง เป็นคู่ยากด้วยกันเพียงสอว จนในที่สุดก็มาตายด้วยกันทั้งคู่

    อุทิศได้ขอร้องให้สมศักดิ์พาเขาไปดูสุสานรัก ซึ่งมีเถาไม้เลื้อยเกาะรัดเสาผุ ๆ อยู่บนเนินดิน

"มันเป็นต้นไม้ที่ชาวกรุงเทพฯ ให้ชื่อว่า "ช่อม่วง" แต่ชาวบ้านป่าเรียกว่า "ชู้รัก"

ที่คลุมเรือนหอรอรักของขาว ยังติดตาอุทิศอยู่ตลอดเวลา อย่างไม่มีเวลาลืมเลือน

อีกทั้งภาพการเดินของคุณขาวเจ้าของนิยาย ที่เดินอยู่ในลำธารน้ำแห้งขอด

พร้อมด้วยสุนัขเพื่อนยาก เดินตามหลังด้วยความภักดี เป็นภาพที่สลักใจนัก   




อนิจจา "ฉันคอยรักที่นี่ "



สามารถ จันทร์แจ่ม : บันทึก

13









โหดสัส รัสเซีย!!  สับขาหลอกเจ้าหวย !!
 
ใครเป็น จะไม่พลาดข่าวเด็ด!! จากทางการ

ที่อาจทำให้ชีวิตการทำงานของคุณรอดพ้น จากความมืดมน ....

เราเตือนคุณแล้ว


ตะลึง!! กับตัวเลข ปาฏิหาริย์ ?

999997   ก็เจอมาแล้ว
835538        ก็นะ

ไหลมายิ่งกว่าเขื่อนแตก555

สร้างความมึนงง ให้กลับมาสู่ความขมุกขมัว อีกครั้ง

ทำเอาหลานคน งงงวย กับสิ่งที่เกิดขึ้น

เจ้ามืองานงอก!! หลายคนมีเลือดอาษ

กำลัง พะงาบ พะงาบ เริ่มใช้ปากหายใจ แทนจมูก

อาการร่อแร่ ทรุดลงต่อเนื่องจากงวดก่อน
 
แต่งวดนี้แสดงอาการ อย่างชัดเจน

ก็ร้องไห้ น้ำตาซึม กันตามระเบียบ

ภาพใหญ่ ทิศทางของตลาดหวยไทย เริ่มมีอายุที่สั้นลง

โดยเฉพาะประเด็นความเชื่อมั่นในด้านต่างๆที่จะส่งผลเชิงลบ
 
เฮียขอน เจ้าใหญ่ เจ็งยับ 150 กว่าล้าน เคลียจบขอหยุดก่อน



”ตลาดหวย”อยู่คู่กับ”ความไม่แน่นอน”

 สถานการณ์พลิกจาก  หน้ามือ  เป็น  หลังมือ

หากดูจำนวนเจ้าที่ติดลบ งวดนี้ ถือว่าเยอะมาก เกิน80%

จะเป็นเจ้าใหญ่ที่พาเอาเจ้าไซส์ กลาง-เล็ก ร่วงลงไปด้วย

เกือบ..ทุกเจ้าถือว่า....

“หนักหนา สาหัส สากรรจ์ ”เลยทีเดียว


 ลงยังงี้ เล่นยังไง ! ภาค 2

งวดหน้ากูจะสู้ เลขมันต้องหลุด อะไรจะให้แม่นทุกงวดว่ะ!!

ศพที่แล้ว ก็พูดแบบนี้แหละ!!!!!!

ดวงเอาไว้ใช้ที่บ่อน ไม่ใช่ที่นี่

อนุภาพความขลังของทางการ มีอยู่จริง

ถ้าไม่เชื่อก็อยู่เฉยๆ

อย่าลบหลู่ ไม่เสี่ยง ไม่เสียตังค์


“หวย” เป็นอะไรที่ยากจะคาดเดา เพราะมันประกอบไปด้วย

“แก๊งใหญ่”กับ “แก๊งใหญ่” มันเปลี่ยนตัวผู้เล่น ลอกล่อ ให้เจ้ามือหลงทาง

หลายปัจจัยที่คนประเมินรู้ และไม่รู้

บางครั้งคนประเมินรู้บางอย่าง แต่ไม่รู้อีกหลายอย่าง

ก็เลยทำให้ผิดทิศ ลอกล่อ ให้หลงทาง

สำหรับข่าวถูก ดันขึ้นมาแบบนี้ มีโอกาสลากไปออกของ ต้องระวังให้ดี

 อ่านเกมให้ออก ส่วนจะเลิกเล่นเมื่อไร คงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดค่ะ

จากนี้ไป “เกมหวย”ก็อยู่ที่“แก๊งใหญ่”แล้วละค่ะ

ว่าจะลากขึ้น หรือทุบลง





ขอให้ทุกท่านโชคดีค่ะ
สาธุ 99

เจ๊วู

14
ข่าวหวย / ข่าวหวย 1 มีนาคม 2564
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2021, 05:37:24 PM »
วันศิลปินแห่งชาติ 24  กพ

























วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2528 คณะรัฐมนตรีได้มีมติ

ประกาศให้ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็น "วันศิลปินแห่งชาติ"

เนื่องจากตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพ

ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งราชวงศ์จักรี  (02)

ผู้ทรงเป็นพระปฐมบรมศิลปินแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ด้วยทรงพระปรีชาสามารถในศิลปกรรมด้านต่าง ๆ

หลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นด้านกวีนิพนธ์ ด้านด้านดนตรี และประติมากรรม

และเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่

จึงถือเอาวันพระราชสมภพ (วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2310)

เป็น "วันศิลปินแห่งชาติ" เอกอัครศิลปินที่ยิ่งใหญ่ ผู้มีพระอัจฉริยภาพ

ในงานศิลปะหลายสาขาทั้งทางด้านประติมากรรม ได้ทรงร่วมกับช่างประติมากรรมฝีมือเยี่ยม

ในสมัยนั้นแกะสลักบานประตูไม้พระวิหารวัดสุทัศน์เทพวราราม เป็นลายเครือเถารูปป่าหิมพานต์นับเป็นงานฝีมือชั้นเยี่ยม

ด้านวรรณกรรม ถือว่าทรงเป็นกวีเอกแห่งแผ่นดินพระองค์หนึ่ง ทรงพระราชนิพนธ์วรรณกรรมไว้จำนวนมากมายหลายเรื่อง

เช่น อิเหนา ซึ่งเป็นวรรณคดีที่ได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสร ในรัชกาลที่ 6 ว่าเป็นยอดของกลอนบทละครรำ

 นอกจากนี้ ยังทรงพระราชนิพนธ์บทละครนอกไว้ถึง 5 เรื่อง ได้แก่ ไกรทอง พระไชยเชษฐ์ คาวี สังข์ทอง และมณีพิชัย

และด้วยพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในด้านวรรณกรรม

ทรงได้รับการยกย่องจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO)

ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกสาขาวรรณกรรม และเพื่อเป็นการยกย่องศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงาน

ทางสำนักงานวัฒนธรรมแห่งชาติจึงได้มอบรางวัลให้แก่ ศิลปินที่มีผลงานดีเด่นในด้านต่าง ๆ

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการยกย่องและเชิดชูเกียรติศิลปิน

ศิลปินแห่งชาติ สามารถถ่ายทอดภูมิปัญญาของบรรพบุรุษในอดีต ให้มีความรุ่งโรจน์สืบไปยังอนาคตข้างหน้า

เป็นทรัพยากรบุคคลสำคัญทางด้านศิลปะ ที่ได้สืบสานงานศิลปะของชาติให้เชื่อมโยงจากอดีตมาสู่ปัจจุบัน

ซึ่งนับตั้งแต่เริ่มโครงการ ศิลปินแห่งชาติ มาเมื่อปี พ.ศ.2527

และประกาศผลการคัดเลือกศิลปินแห่งชาติในปีแรกเมื่อ พ.ศ.2528 จนถึงปัจจุบัน

ทางราชการยังจัดงานนิทรรศการเกี่ยวกับศิลปินแห่งชาติและศิลปะพื้นบ้านขึ้น

ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในจังหวัดที่มีศิลปินแห่งชาติสังกัดอยู่







15
โรยรื่นชื่นบุปผา / "นี้แหละกรรมของเขา"
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 21, 2021, 07:42:10 PM »


“บาตรบุบ” ของ “พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ”
ภายในเจดีย์พิพิธภัณฑ์ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ
วัดเจติยาคิรีวิหาร (วัดภูทอก) ต.นาสะแบง อ.ศรีวิไล จ.บึงกาฬ















เรื่อง "กรรมนี้ยิ่งใหญ่กว่าอะไรทั้งปวง"

เหตุการณ์วันเครื่องบินตก

เมื่อ ๒๗ เมษายน ๒๕๒๓

(ปกิณกธรรม หลวงปู่บุญศรี จันทโชโต)

.
เรื่องนี้เมื่อหลวงปู่เล่ามาตอนไหน

หลวงปู่ท่านจะน้ำตาไหลออกมาทุกที

.
หลวงปู่กล่าวว่า เมื่อนึกถึงเหตุการณ์วันนั้นมา

ต่างก็สลดใจอยู่ไม่น้อย

ที่พระสายกรรมฐานได้สูญเสียพระคณาจารย์ในครั้งนั้น

(มรณภาพถึง ๕ รูป) นี้หนอกรรม วันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๓

หลวงตามหาบัว ท่านได้มีกิจนิมนต์ไปที่พระราชวัง

โดยได้อาราธนานิมนต์พระหลายรูป อาทิ

.
๑. หลวงตามหาบัว
๒. พระอาจารย์บุญมา
๓. พระอาจารย์จวน
๔. พระอาจารย์วัน
๕. พระอาจารย์สิงห์ทอง
๖. พระอาจารย์บุญศรี
๗. พระอาจารย์สุพัฒน์

.
ก่อนวันเกิดเหตุ  วันที่ ๒๖

พ่อแม่ครูอาจารย์ทั้งหมดมารวมตัวกันที่วัดป่าบ้านตาด

และจะแยกย้ายเดินทางกันเดินทางจาก จ.อุดรธานี

โดย หลวงตามหาบัว จะนั่งรถตู้ไป

พระอาจารย์วัน พระอาจารย์จวน พระอาจารย์บุญมา พระอาจารย์สิงห์ทอง

และ พระอาจารย์สุพัฒน์ จะไปนั่งเครื่องบิน ก่อนขึ้นรถแยกย้ายกัน
.
หลวงปู่บุญศรีท่านอยากจะไปนั่งเครื่องบินกับพ่อแม่ครูอาจารย์ท่าน ๕ รูป 

ก็เลยให้พระที่วัดเอาบาตรขึ้นรถที่จะไปสนามบิน

ทันใดนั้นหลวงตามหาบัวก็เลยเรียกหลวงปู่บุญศรีว่า

.
"เฒ่าศรี มาขึ้นรถนำผม(อาตมา)นิ"

"เฮาไปรถตู้ เฮาสิฮอดก่อนเขาอยู่ดอก" 

"ถ้าเฮาบ่ไปงานสิแล้วติ มาๆปล่อยเขาไปนำกัน"

หลวงปู่ยอมรับเลยนะว่า เสียความรู้สึกนิดๆ นะตอนนั้น

แล้วก็คิดอยู่ในใจว่า เขานั่งเครื่องบินนะ

แต่รถตู้จะไปถึงก่อนได้ไง ???

.
หลังจากนั้นหลวงปู่ก็ไปเอาบาตรลงจากรถ

แล้วมาขึ้นรถตู้กลับหลวงตามหาบัว

พอพูดถึงตรงนี้หลวงปู่ก็น้ำตาไหล แล้วกล่าวว่า
.
“ทั้งสงสารเพื่อน ทั้งซาบซึ้งในความเมตตาของหลวงตามหาบัว

ถ้าหากไม่ได้หลวงตาบัวบอกให้เปลี่ยนรถในวันนั้น

หลวงปู่คงตายไปแล้ว แต่ก็ยังสงสารเพื่อนอยู่ดี”


.
หลวงปู่ท่านเล่าเป็นกลอนว่า
.
สิงห์ทอง เอ๋ย เฮาได้ไปพากันดั่น

เดินดงพงวิเวก ส่างมาบาปโพดฮ้าย

ตายแล้วบ่มีสูญแท้น้อ นึกเถิงคราวเดินดง

เข้าทางถ้ำสหาย ๔ องค์ เดินไปทุกข์ปานใด๋

บ่เคยยั้น ปาดมักหุ่งป้อมซ้ายขวาเป็น ๔ ส่วน

พอกินแล้วมุ่งหน้าเดินดง 
.
(เดินธุดงค์ไปทุกข์ขนาดไหนไม่เคยกลัว)

(ผ่ามะละกอแบ่งเป็น ๔ ส่วน แบ่งฉัน ๔ องค์)
.
ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างหลวงปู่บุญศรีและพระอาจารย์สิงห์ทอง

นั้นถือว่ารักกันมาเพราะท่านทั้งสอง

ต่างก็ร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกันในสมัยที่ออกวิเวกด้วยกัน
.
พอรถหลวงตามหาบัว ไปถึงรังสิต ก็ได้ทราบข่าวว่าเครื่องบินตก
 
ซึ่งมีพระคณาจารย์ ทั้ง ๕ รูปรวมอยู่ด้วย 

คำแรกที่หลวงตามหาบัวได้พูดกับหลวงปู่ว่า



"นี้แหละกรรมของเขา"

"เฒ่าศรียังสิไปยุ่งกับกรรมเขาอยู่"

หลวงปู่นึกในใจ

ก็คนบ่ (ไม่) เคยขึ้นเครื่องบินเน๊าะ

มางานในวังทั้งเทื่อ (ทั้งที)

กะอยากนั่งเครื่องบินให้มันโก้ๆหน่อย
.
หลังจากนั้นหลวงตามหาบัว ก็สั่งคนขับรถไปที่บริเวณที่เกิดเหตุ
.
“ที่พูดมาก็เพราะนึกถึงเพื่อนรักอีกคนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกัน

เห็นไหมล่ะว่ากรรม กรรมนี้ยิ่งใหญ่กว่าอะไรทั้งปวง

แม้แต่พระพุทธเจ้ายังต้องรับกรรมจวบจนสุดท้ายปลายแดนของชีวิต 

หากเรายังคงมีชีวิตอยู่ก็ควรสร้างคุณงามความดีเข้าไป

เราไม่รู้หรอกนะว่าเราจะตายเมื่อไหร่

ถึงรู้ก็หนีมันไปไม่ได้เพราะความตายไม่มีใครหนีพ้น

ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ควรที่จะสะสมคุณงามความดีไว้ให้มากๆนะ”



.
หลวงปู่บุญศรี จันทโชโต

ปรารภธรรม เมื่อ ๑๕ มกราคม ๒๕๖๔
.
" วันพระ "

หน้า: [1] 2 3 ... 11