999-11.com

ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

 


 ผีที่เกาะ กลางน้ำ



0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ธันวาคม 14, 2018, 09:09:41 PM
อ่าน 80 ครั้ง

เจ๊วู

  • เจ้ามือหวย
  • *****

  • 488
    กระทู้

    • ดูรายละเอียด
ผีที่เกาะ กลางน้ำ
« เมื่อ: ธันวาคม 14, 2018, 09:09:41 PM »





เนื่องในโอกาส 80 ปีสวนสุนันทา

ขออนุญาตหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเล่าอีกรอบคะ



เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าดีใจ เมื่อผู้ใหญ่สั่งทำงาน

 นึกดีใจวันนี้จะได้กินสะเต๊ะลืออีกแล้ว

เมื่อข้าพเจ้าเสียบเสร็จแล้วยังถูกใช้ให้ปิ้งด้วย

พอปิ้งเสร็จข้าพเจ้าก็ส่งไปให้แม่เฉลยคนจัดเครื่อง

แต่แอบเอาห่อซ้อนไว้ 10 ไม้ ค่ำๆจะแอบออกไปนอกตำหนัก

เอาไปฝากข้าหลวงเสด็จ พระองค์อัพภันตรีปชา

คือนางสาวนภาหลิมรัตน์

เจ้าพันธุ์พิสิทธ ณเชียงใหม่

เจ้าพรรณคำ ณเชียงใหม่

พอทุ่มครึ่ง ก็ชวน ม.ร.ว. วงค์สิน กับ ม.ร.ว. สรัท ทั้งข้าพเจ้าด้วยรวม 3 คน

ค่อยลัดเลาะ แฝงเงามืดออกไปนอกประตูตำหนัก

เดินผ่านหน้าตำหนัก เสด็จพระองค์เหมวดี 

ผ่านตำหนัก เสด็จพระองค์สุวภักตร์พิมล

 เดินกันมาเงียบๆถึงเกาะกลางน้ำในสระใหญ่ บนเกาะมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุม

ไม่ผิดป่าดงดิบ เถาวัลย์โคนต้น  ใหญ่กว่าแขน ขึ้นปกคลุม รก รุง รัง

ค่ำมืดเช่นในขณะนี้ มองดูเกาะมืดทะมึน ไม่เคยมีใครมาดูแลรักษา

ต้นไม้ ขึ้นได้ ขึ้นเอา เบียดกันแน่นทึบบนเกาะ  รู้สึกวังเวงใจพิกล

ดูคล้ายฝนจะตก ลมเริ่มพัดกรรโชกแรง  ฟ้าแลบแปลบปลาบ

ขณะนั้นบรรยากาศ น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก  เรา 3 คน จับมือกันแน่น

รีบสาวเท้าให้เร็วขึ้น ไม่พูดจากันเลย

ชักเริ่มใจเสียนิดๆแล้ว มือที่จับกันไว้เย็นเฉียบ



ในทันที  คุณสรัทหยุดกึก" ไม่ยอมเดิน


ข้าพเจ้าดุเอา คนยิ่งกลัวอยู่  หยุดทำไหม

เดินเดินซี จะได้ถึงเร็วๆ คุณสรัท หน้าซีด

ปากคอสั่น กระซิบว่า เดินไปยังไง

เห็นไหมหมาดำตัวสูงใหญ่ เท่าลูกม้า ยืนขวางอยู่นั่น

ข้าพเจ้ากับคุณวงค์สินธุ์มองยังไงก็ไม่เห็นหมา

ฟ้าแลบมา สว่างแว้บ ก็ไม่เห็นหมาดำสักตัว

คุณสรัทสะบัดมือหลุดจากข้าพเจ้า

แล้วร้องว่า   เห็นไหม  นั่นมันแยกเขี้ยวขาว เดินตรงเข้ามาหาเราแล้ว

ว่าแล้วเขาก็ทำท่าจะออกวิ่งหนี  ข้าพเจ้ายึดแขนเขาไว้

 เขากลับสลัดแขนออกโดยแรง


แล้วร้องตะโกนว่า

ผี!  ผี!  หลอก ! โอ้ย!!! ..กลับแล้ว ไม่ไปแล้ว


ว่าแล้วเขาก็ออกวิ่งไม่คิดชีวิต มุ่งตรงกลับมาตำหนัก

ข้าพเจ้า กับ คุณวงค์สินธุ์ ก็กลัวสุดขีดอยู่แล้ว ถึงแม้จะมองไม่เห็นผี

รีบขว้างห่อสะเต๊ะลือที่ถือไปให้หมาดำกินหมดเป็นการประจบเอาใจผี

แล้วเรา 2 คนก็วิ่งโกยไม่คิดชีวิตมาหยุดนั่งหอบที่เรือนแม่พลู

พี่สอนกำลังอยู่ในห้องยื่นหน้ามาถามว่า

เกิดอะไรขึ้น วิ่งหนีใครมา

เรา 2 คนแย่งกันเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้แม่พลู และ พี่สอนฟัง

แม่พลูว่าทำไหมไม่ไปกันหลายๆคน  เกาะนั้นผีดุ 

ใครๆก็รู้นี่เพราะไม่เอาสะเต๊ะมาให้ฉันกินมั่ง

ถ้าเอามาให้ฉันก็ไม่ต้องไปไกลยังงั้นนะซี

พี่สอนถามว่า แล้วห่อสะเต๊ะอยู่ไหนละ

ข้าพเจ้าว่าไม่มีหรอกให้ผีกินหมดแล้ว

พี่สอนหัวร่อชอบใจ แล้วว่า

 ผีมันไม่ชอบใจใหญ่รึ ! !ได้กินของดีๆ

แม่พลูถามว่า แล้วคุรสรัทล่ะ

คุณวงค์สินธุ์ว่า อีรายนั้นเขาเป็นคนเห็นเลยกลัวมาก

วิ่งแจ้นกลับไปหาหม่อมแม่ที่เรือนแล้ว

รุ่งขึ้นตอนบ่ายได้ข่าวว่าคุณสรัทนอนซมลุกไม่ขึ้น

ข้าพเจ้าสงสารเขามากแต่ไม่กล้าไปเยี่ยม

กลัวหม่อมเขียนเห็นหน้าแกจะด่าเอา

หลายวันผ่านไปอาการคุณสรัทไม่ดีขึ้น

คุณหลวงพินิจหมอประจำที่ตำหนักเข้ามารักษา

ตรวจดูว่าคุณสรัทเป็นไข้ไทฟอยด์

ตอนค่ำแม่สุดามาหาข้าพเจ้าที่เรือน

เล่าเรื่องให้ฟังว่าหม่อมเขียนเขาฝากมาด่าเยอะแยะ

ชวนใครไม่ชวนไปชวนคุณสรัท  แม่เขาหวงจะตาย

หม่อมเขียนว่าชวนลูกแกไปถูกผีหลอกจนเป็นไข้แล้วใครจะรับผิดชอบ

ข้าพเจ้าฟังแล้วโมโหจัง... หนอยแน่...มาหาคนรับผิดชอบ

ก็ไปต่อว่าผีซี  ว่ามันดันมาหลอก

ทำไหมไม่ให้ผีมันรับผิดชอบไป

ตอนชวนไปก็ไม่ได้รู้ว่าจะถูกผีหลอก

ถ้ารู้ล่วงหน้าใครล่ะจะไป....




**ความตอนหนึ่งจากหนังสือชีวิตในวัง

(หม่อมหลวงเนื่อง นิลรัตน์)