999-11.com

ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

 


 เรา กันเอง



0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

กุมภาพันธ์ 10, 2021, 10:50:39 AM
อ่าน 18 ครั้ง

เจ๊วู

  • เจ้ามือหวย
  • *****

  • 913
    กระทู้

    • ดูรายละเอียด
เรา กันเอง
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2021, 10:50:39 AM »









ผู้มาจากเมืองมืด ตอน เรากันเอง

โดยครูเหม เวชกร 

ตอนนี้ออกแนวขำ ๆ  มีการประคารมกันตามประสาชาวบ้าน



ตอนนี้เป็นการผจญภัยอีกครั้งหนึ่งของ นายเรือง แห่งบ้านมาบโพธิ์ ใกล้บ้านภาชี จังหวัดอยุธยา

สมาคมขี้เมาของพวกหนังสือพิมพ์ และพวกนายช่างโรงงานมักกะสัน

อันประกอบด้วย นายด่อน น้าเกื้อ นายกลึง นายวรรณ และนายเรือง

สมาคมนี้เมื่อเมาสุราแล้วชอบไปรุกรานภูตผีปีศาจ มีการเข้าไปแผลงฤทธิ์

เข้าไปรุกรานผีปีศาจถึงป่าช้าวัดตะพาน มักกะสัน ทุกทีไป เนื่องจากเขาไม่เชื่อว่าผีมีจริง

จึงเล่นสนุกเพื่อเป็นการยืนยันว่าแม้แต่ป่าช้ายามค่ำคืนแล้วก็ไม่เห็นพวกผีจะสำแดงอะไรให้ปรากฏ

จนโดนดีเข้าจนได้ "เมื่อลัดเข้าสวนมาได้หน่อยเดียว เห็นที่ทิวต้นฝรั่งข้างหน้าโน้น

มีคนกลุ่มหนึ่งตั้งวงสุราอยู่สุมไฟสว่าง พอเห็นหน้ากันได้ นายด่อนช่างมักกะสัน

ผู้มีอาวุโสกว่าเพื่อนพูดว่า สงสัยนักใครมาตั้งวงเหล้าในดงฝรั่ง ก็ชวนพวกเราเข้าไปดูใกล้ 

พอพวกที่ตั้งวงเหลียวหน้ามาหัวเราะกับพวกเรา นายด่อนถึงกับชะงักถอยหลัง

และร้องขึ้นอย่างตกใจเต็มที่ "เฮ้ยพวกมึงตายแล้ว กูไปเผามึงที่วัด ที่ฝังอยู่ก็ยังมี"...

พวกที่นั่งอยู่หัวเราะครืนใหญ่ แล้วคนหนึ่งตอบว่า "ผมมาคอยนายน่ะซี จะได้ไม่ต้องเดินไปถึงวัด"

พอพูดแล้วหัวเราะกันเกรียวกราว มีเสียงเกี๊ยวก๊าว ประหลาด แล้วทันใดนั้นร่างของพวกนั้นก็จางหายไป

ไฟที่สุมก็ดับมืด คราวนี้ซิครับ ทุกคนเห็นกับตา ใครจะเชื่อไม่เชื่อ

ก็ขาสั่น ปากสั่น แล้วก็วิ่งกันล้มลุกคลุกคลานไปทุกคน"

เราห่างกับพวกนั้นไม่กี่อาทิตย์หรอกครับ น้าเกื้อเป็นที่รักของเขาเหล่านั้นมาก

เขาก็แห่กันมาบ้านเรา มีเหล้ามีกับแกล้มติดกันมาตามระเบียบ

และในที่สุดก็เปิดบ้านน้าเกื้อ เป็นสโมสร ยิ่งบ้านเราอุดมกับแกล้ม เช่นกุ้งฝอยในบึง พล่าบ้าง

เป็นกุ้งชุบแป้งทอดบ้าง ปลาเล็กปลาน้อย ก็ขึ้นจากน้ำมาเป็นทอดมัน สโมสรก็ครึกครื้นดี

นายวรรณ ผู้มีเมียชื่อ นางบุญถึง ซึ่งเป็นผู้มีทรัพย์สินที่ดิน ไม่ต้องการให้ผัวไปมั่วสุมกัน แตกต่างกับเมียน้าเกื้อ

ที่ "เด็ดขาดจริง ๆ ไม่เคยพูดอะไรเลย เข้าครัวทำกับแกล้มให้เสียอีก ใจเป็นแม่น้ำเลย"

นายวรรณเกิดเป็นโรคปอด หรือ โรคฝีในท้อง ตามที่ชาวบ้านเรียก พรรคพวกจึงเรียก นายวรรณว่า อ้ายวรรณโรคโว้ย

แต่นายวรรณก็ยังไม่หยุดดื่ม แต่ลงท้ายก็ต้องหยุดดื่ม เพราะเมืยกักตัว แกเกิดจับไข้เสมอ ๆ ตอนบ่ายและตอนดึก

ด้วยฤทธิ์โรค หนักเข้า ในสมัยนั้นยาจะไม่มีรักษา ถ้าใครเป็นก็ถือว่าคอยความตายไปเถิด 

นางบุญถึงผู้ภรรยาของนายวรรณ หันเข้าพึ่งยาหม้อไทยของพระวัดตะพาน เยียวยาไปตามเรื่อง

แต่ก็ช่วยเหลืออะไรไม่ได้สุดท้ายนายวรรณก็ตาย ตอนที่นายวรรณป่วยหนัก

ไม่มีใครกล้าเข้าไปบ้านเขา กลัวปากเมียแกทุกคน เพราะแถวนั้นเลื่องลือกันตลอดย่านว่าปากร้าย

นางบุญถึงตั้งศพผัวไว้ที่บ้าน พวกเพื่อนสมาคม พากันไปเคารพศพนายวรรณ นายกลึงทำเรื่องวุ่น

"นายกลึงตรงเข้าจุดธูปบูชาศพ แล้วร้องไห้ เสร็จแล้วรินเหล้าที่ติดมาใส่แก้ว

วางหน้าเครื่องตั้ง แล้วลุกพรวดพราดไปเคาะโลงศพ ร้องเรียกให้ศพกินเหล้า"

"เมียนายวรรณไม่พอใจอยู่แล้วแต่แรก ก็ปล่อยเปรี้ยงเสียงขรมขึ้น หาว่าผัวแกได้สงบลงแล้ว

และไปสู่ที่สุข ทำไมพวกมารร้ายทั้งหลายจึงมาทำดังนี้ มาก่อเวรให้ผัวฉัน

ทำอย่างนี้เป็นการกระทำที่เลวทรามที่สุด

" จึงเกิดปากเสียงเถียงกันขึ้นอย่างรุนแรงระหว่างนายกลึงและนางบุญถึง 

น้าเกื้อเข้าพูดจาห้ามปรามพูดกับแม่บุญถึงว่า "อย่ารุนแรงเลยครับ เรากันเอง และก็อยู่ย่านเดียวกัน"

แม่บุญถึงได้ยินน้าเกื้อพูดดังนั้นแทนที่จะเบาโมโหลง กลับสะบัดหน้า

และตะคอกออกมาว่า "เฮ่ย อย่าเลยวะ มันก็อ้ายคอกเดียวกันทั้งนั้น"

พวกเพื่อน ๆ นายวรรณโกรธมากที่ถูกเมียของนายวรรณดูหมิ่น พากันออกจากบ้านนายวรรณ

และประกาศว่า จะไม่มาเหยียบบ้านนี้อีก แต่นางบุญถึงก็ย้อนว่า "อ๋อ ดี ไม่ซวยบ้านกู"

สมาคมคนขี้เมาคั่งแค้นเมียนายวรรณมาก ถึงกับทำเรื่องพเรนทร์คือ เมื่อเดินผ่านหน้าบ้านนายวรรณยามกลางคืน

คราใดก็ "ตะโกนเรียกชื่อนายวรรณให้มากินเหล้าด้วยกัน....พวกเราทำเช่นนั้นอยู่เจ็ดคืน

ก็มีเสียงลือกระฉ่อนไปทั่วย่าน เรื่องการกระทำของพวกเรานี่ น่าเกลียดโดยไม่เกรงอกเกรงใจใครทั้งนั้น

การไปร้องเรียกคนที่ตายไปใหม่ ๆ ในยามค่ำคืนนั้นเป็นที่สะดุ้งสะเทือนใจชาวบ้านแถวนั้น เกิดหวั่นเกรง

เด็กเล็กและหนุ่มสาวไม่กล้าออกจากบ้าน พอค่ำมืดแล้วไม่มีใครกล้าเดินผ่านบ้านนายวรรณ.."

และแล้วในคืนหนึ่ง หลังจากเล่นน้ำที่ปาร์คนายเลิศและเหล้าก็หมดแล้วจึงพากันยกขบวนกลับถิ่นเดิม

"นี่พวกเราหยุดกิจกันมานานแล้วนา มันจะเงียบเหงาไป "

นายด่อนพูดขึ้น "ถูกแล้ว" นายกลึงตะโกน "วันนี้ต้องแสดง"

"เราเดินกันเงียบ ๆ คล้ายกองจู่โจมเดินเลยหมู่บ้านมักกะสันไปสู่แดนที่เงียบสงัด

นัดกันว่าพอตรงประตูรั้วบ้านนางบุญถึงจึงค่อยลงมือ ทุกคนต่างมองดูประตูรั้วบ้านนั่น

พอมองไปที่สะพานเล็กข้ามคูน้ำเข้าประตูรั้วบ้าน ก็เห็นคนนั่งยอง ๆ สูบบุหรี่อยู่ มีท่าทางจะรอคอยพวกที่เคยมาจู่โจม

คล้าย ๆ ว่าแม่บุญถึงไปหาคนดีมาปะทะกับเรา คงจะเป็นนักเลงมาจากที่อื่นแน่ ๆ "

พวกของนายเรืองจึงเตรียมตัวจะราวี พอเดินตรงบ้าน นายด่อนผู้คุ้นเคยการชกต่อยตี ก็ทำการอย่างไม่มีละลด

"ไอ้วรรณโว้ย ไอ้วรรณเพื่อนรัก มากินเหล้าด้วยกันโว้ย" เงียบเสียงนายด่อนก็ไม่มีอะไร มีแต่ความเงียบฉี่

และยังไม่ทันจะมีใครร้องเรียกอีก ก็มีเสียงมาจากคนนั้น ร้องบอกมาไม่ดังนักแต่ได้ยินถนัด

"พวกเราโว้ย พอกันทีเถอะโว้ย" ทุกคนชะงัก เพราะมันเป็นเสียงของของคนที่เราจำกันได้

มันคุ้นหูอยู่เสมอ ๆ ทุกคนเหมือนจะเอะใจอะไรขึ้น ต่างขยับท่าทางใหม่ แต่ไม่ใช่ท่าทางที่จะตะลุมบอน

อย่างตอนแรก มันเป็นเสียงผู้ที่จะต้องทำให้พวกเราทั้งหมดเปลี่ยนแนวตั้งใจหมดสิ้น

ที่ตรงที่นายคนนั้นนั่งอยู่ ความจริงมันก็มืด แต่ทำไมจึงเกิดแสงสลัว ๆ

ทำให้เห็นหน้าผู้คนนั้นได้ชัดเจน ทุกคนใจหายวูบ ตัวชา และจังงัง

"อ้ายวรรณ" นายด่อนร้องอย่างตกใจจนเสียงหลง ผมแทบจะชักดิ้นลงไปเลย สั่นไปทั้งตัว แข้งขาอ่อนเปลี้ย

"เออข้าเอง เห็นแก่ข้าเถอะเพื่อนเอ๋ย เรากันเอง" เขาตอบเสียงอ่อย ๆ

พอหมดเสียงก็เกิดความมืดของมันตามธรรมชาติ นายวรรณไม่มีอีกแล้ว

ผมพยายามตะกายลม โผเข้ากอดคนที่ใหล้ ๆ และต่างคนก็กอดกันเป็นกลุ่มิยู่ตรงนั้น

ไม่รู้ใครเป็นใคร ขาสั่นคางสั่นจนได้ยิน มันช่างประหลาดแท้ ทั้ง ๆ ขาสั่นก้าวไม่ออก หัวใจก็ริก ๆ

เหมือนใจจะขาด แต่ยังไงมันจึงเคลื่อนมาได้ โดยไม่รู้ตัวจนใกล้บ้านเรา

ผมโผเข้าประตูรั้ว ถลำล้มคว่ำ อกกระทบดินดังลั่น แต่ใครคนกนึ่งฉุดลากผมขึ้นบ้านไปได้

น้าเกื้อร้องเสียงลั่นให้เปิดประตู และผู้ที่เปิดประตูให้ก็คือเมียน้าเกื้อเอง

มิใยแกจะถามเรื่องราวพวกเราอย่างใด ก็ไม่มีใครพูดออกมาได้ ฟันกระทบกันกราวไปหมด

ผมนึกอะไรไม่ผิด หวั่น ๆ อยู่นานแล้วตั้งแต่แรกมา ถัาเป็นคนบ้านนอก ปีศาจจะคะนองนัก

การไปทำอีแบบนี้ และชาวบ้านทางบ้านนอกถือนัก จะต้องรุมบ้อมเราแย่ทีเดียว


สามารถ จันทร์แจ่ม : บันทึก