999-11.com

ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

 


 วิญญาณ ที่เร่ร่อน



0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

มกราคม 30, 2021, 04:01:50 PM
อ่าน 61 ครั้ง

เจ๊วู

  • เจ้ามือหวย
  • *****

  • 933
    กระทู้

    • ดูรายละเอียด
วิญญาณ ที่เร่ร่อน
« เมื่อ: มกราคม 30, 2021, 04:01:50 PM »









วิญญาณที่เร่ร่อน ตอน "แม่ค้ากล้วยทอด"

ของ ครูเหม เวชกร




ตอนนี้เป็นเรื่อง สุดเศร้าสะเทือนใจของพ่อ และ ลูกบุญธรรม

ครูเหม กำหนดให้ตัวเอก ผู้เล่าเรื่อง นี้ ใช้สรรพนามแทนตัวว่า "ผม" ตลอดเรื่อง



"ผมเป็นคนที่มีใจเจ็บ  ใจแค้น ในเหตุการณ์ที่หนาหูแทบไม่เว้นแต่ละเดือน

คือการฉุดผู้หญิงสาว และไม่สาว หลายสิบราย

ไปข่มขืนเพื่อความใคร่ แต่ลงท้ายผมก็โดนดีเข้า

ในครอบครัวผมเอง หญิงสาวที่กำลังนอนตะแคง

หันหน้าเข้าฝา ร้องไห้สะอึกสะอื้น

นั่นคือบุตรบุญธรรมของผม ดูเถิดท่านที่เคารพ

ผมอุตส่าห์เลี้ยงมาเป็นอันดี แสนจะทะนุถนอม

ให้ความรักแก่บุตรบุญธรรมเท่าลูกตัว แล้วที่สุดก็มามี

อ้ายผีบ้ากามทำการฉุดไปทำการข่มชืน

ด้วยอ้ายผี 4 ตัว ทั้ง ๆกำลังอยู่ในความคุ้มครองของผม

การร้องไห้ของผู้ที่ถูกข่มขืนจนเสียตัว

เสียความบริสุทธิ์นั้น ผมรู้ดี เห็นใจ ที่สุด

จะพูดออกมาได้ เจ้าตัวจะแค้นแสนแค้น

อาลัยตัวเองแทบใจจะขาด มันหมายถึงการหมดอนาคต

ชื่อเสียงด่างพร้อย อับอายขายหน้า"

ผม เป็นพ่อหม้ายลูกติด เมียตาย มีลูกชาย 1 คน

ชื่อเทอด ผมทำงานอยู่ห้างขายยาแห่งหนึ่ง

มีหน้าที่เป็นผู้ประกาศขายยาทั่วเมือง ขับรถโฆษณาทั่วไป



วันหนึ่ง ผมชวนเพื่อนและภรรยาของเพื่อนไปพักผ่อน

ที่ทะเลสาบปลอมที่หมู่บ้านเศรษฐกิจ แถวธนบุรี

ผมได้พบกับ "เด็กหญิงอายุประมาณ 11 - 12

ร่างกายผ่ายผอม อด ๆ อยาก ๆ ผ้านุ่ง ผ้าห่ม ขาด ๆ ปะ ๆ

กระเดียดกระจาดร้องขายกล้วยแขก หรือ กล้วยทอด

ผมเกิดความเวทนา สงสาร จึงออกปากขอเด็กหญิง

กำพร้าพ่อ แม่ คนนี้จากผู้ที่อุปถัมภ์ มาเลี้่ยงดูเป็นลูกบุญธรรม


และตั้งชื่อให้ใหม่ว่า "บุญแอบ"



เมื่อบุญแอบเติบโตเป็นสาวแรกรุ่น

ก็ถูกวัยรุ่นชายใจทราม 4 คนรุม "ล้างผลาญเสีย"

ขณะที่เธอเดินกลับจากเรียนตัดเสื้อ ในเวลาค่ำ

จึงถูกฉุดไปข่มขืนในซอยลึกแถวบางไผ่ ธนบุรี

ด้วยความแค้นใจตอนแรก เทอด ลูกชายของผม

คิดจะเอาเรื่องกับอ้าย 4 คน แต่ผู้เป็นพ่อห้าม

ขอเป็นหน้าที่ของพ่อ "มันเป็นหนุ่มควรจะครองบ้านช่อง

ครอบครัวไปอย่างราบรื่นดีกว่า ผมเองแก่แล้ว

มันควรจะเลี้ยงน้องบุญธรรมไป...ส่วนอื่น ๆ

เป็นหน้าที่ผมจะค่อย ๆ คิดไปเอง"



และแล้ววันหนึ่ง ผมก็ได้ล้างแค้นให้ลูกสาวบุญธรรม

ด้วยการสังหารอ้ายวัยรุ่นพวกนั้นที่ซอยแถวสามแยกท่าพระ

ด้วยมือของผมเอง "ผมติดคุกในคดีฆ่าคนตาย ผมรับสารภาพ

จึงโดนโทษ 10 ปี ระหว่างที่ผมรับโทษอยู่ในคุก

บุญแอบก็ไปเยี่ยมไม่ขาด น้ำตาเต็มหน้าทุกคราว

ผมใจหายได้แต่ปลอบว่า ...


อย่าให้พ่อเห็นน้ำตาเลยลูกเอ๋ย พ่อจะขาดใจตาย

อีก 2 ปี เท่านั้นพ่อก็พ้นโทษแล้ว"


แต่พอถึงเวลาจวนที่ผมจะพ้นโทษ ก็ได้รับข่าวร้าย...


ว่า บุญแอบ ลูกสาวบุญธรรม แอบกินยาตายเสียแล้ว


เพราะน้อยใจที่ พี่ชายทำท่าเหินห่าง

เกลียดชังว่าเป็นต้นเหตุ ทำให้พ่อติดคุก

อีกทั้งคนแถวบ้านก็ตั้งข้อรังเกียจว่าเป็นหญิงเดน

ของชายที่รวมข่มขืนอย่างหมดราคา

เขียนจดหมายลาตายว่า ขอลาพ่อในชาตินี้

ลูกอยู่ก็รังแต่จะเป็นเสนียดแก่พ่อ

ชาติหน้าขอเป็นลูกสาวของพ่อโดยแท้

มีคนเห็นวิญญาณของบุญแอบคงวนเวียนอยู่รอบ ๆบ้านผม

เมื่อผมพ้นโทษออกมา นายห้างขายยาเจ้านายเก่า

ของผมเมตตารับผมเข้าทำงานตำแหน่งเดิม



วันหนึ่งผมคิดถึงเรื่องหลังที่ได้พบบุญแอบ

จึงขับรถเข้าไปที่ทะเลสาบ หมู่บ้านเศรษฐกิจอีก

ในตอนโพล้เพล้ ผมปูเสื่อนั่งข้างรถดื่มเหล้าคนเดียว

เบิ่งตามองคนที่เดินบ้าง นั่งบ้างแถวนั้นมีเสียงเด็กเล็ก ๆ

ร้องขายของเช่นเดียวกับบุญแอบ


ผมย้อนคิดไปครั้งกระโน้น ความเก่า ความหลังมาประดัง

เด็กเหล่านั้นรุ่นเดียวกับบุญแอบ แต่มันไม่มีบุญแอบ

ผมก็น้ำตาไหลซึม นั่งก้มหน้า ไม่อยากจะมองสิ่งใดเลย

เอ๊ะ ท่านที่รักเสียงหนึ่งดังขึ้น และสะกืดใจให้ผมตกใจ

ผงะเงยขึ้นจากอาการนั่งซึมก้มหน้า "กล้วยทอด เจ้าข้า"

มันเป็นเสียงเล็ก ๆ และแหบเครือ เหมือนกำลังร้องไห้

มันช่างเป็นเสียงของบุญแอบ เมื่อเล็ก ๆ

และยิ่งกว่านั้นเมื่อผมเงยหน้าขึ้น

ก็พบแม่ค้ากล้วยทอด ผมตะลึง และผงะพิงรถ ร่างกายผอม ๆ

ของบุญแอบเมื่อเล็ก ๆ อย่างครั้งการะโน้น

เดินกระเดียดกระจาดกล้วยทอดเดินตรงเข้ามาหาผม 

ภาพนั้นยิ้มทั้งน้ำตาที่พรากหน้า


     "พ่อขา ช่วยซื้อลูกด้วย"     


ผมอธิบายไม่ถูกว่าอะไรจึงเป็นขึ้นดังนี้ บุญแอบจริง ๆ

แต่เป็นบุญแอบเด็๋ก ๆ มองผมแล้วร้องไห้

มีทีท่าทางทนทุกข์ และคิดถึงผม

หัวใจผมลอยเคว้ง อ้าปากค้าง


" พ่อขา ลูกไม่มีที่อาศัยเลย พ่อขา" 

ผมร้องไห้เหมือนใจจะหยุดเต้น


ร้องได้คำเดียว "ลูก ของพ่อ"


แล้วผมก็หน้ามืดวูบฟุบลงตรงเสื่อนั่นเอง...."


สามารถ จันทร์แจ่ม : บันทึก