ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

 


 คุยกันหลังหวยออก 1 พย 2559



0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

09 พฤศจิกายน 2016, 13:12:43
อ่าน 465 ครั้ง

เจ๊วู

  • คอหวย
  • ***

  • 323
    กระทู้

    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
คุยกันหลังหวยออก 1 พย 2559
« เมื่อ: 09 พฤศจิกายน 2016, 13:12:43 »
ดาวมฤตยู ทางโหราศาสตร์ มีความหมายว่า “อาเภท” มฤตยู นั้น คือ ดาวแห่งการเปลี่ยนแปลง การปฏิวัติ

เมื่อครั้งการฝังเสาหลักเมือง รัชกาลที่ 1 นั้น พระฤกษ์ยกเสาหลักเมืองกระทำในวันอาทิตย์ ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 6 ปีขาล

ตรงกับวันที่ 21 เมษายน หลุมฝังเสาหลักเมืองจะต้องฆ่าคนที่มีชื่อตามโฉลก คือ อิน, จัน, มั่น, คง

เพื่อทำหน้าที่รักษาเมืองให้มีความรุ่งเรือง แต่ในหลุมฝังเสาหลักเมืองวันนั้นไม่มีคนที่มีชีวิตถูกนำไปสังเวยไว้ในหลุม

จนได้เกิดอวมงคลนิมิตขึ้น คือเมื่อถึง  มหาพิชัยฤกษ์  อัญเชิญเสาลงสู่หลุม

ถึงเวลากลบเสาแล้วจึงปรากฏว่างูเล็ก 4 ตัวเลื้อยอยู่ที่ก้นหลุม โดยไม่มีทางแก้ไขอะไรได้ เพราะพิธีการต่างๆ

ได้กระทำเสร็จสิ้นแล้ว จำเป็นต้องกลบดินลงไป 
 
  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ พระโหราจารย์ถวายคำทำนายว่า ชะตาเมืองจะอยู่ในเกณฑ์ร้ายนับจากวันยกเสาหลักเมืองเป็นเวลา 7 ปี 7 เดือน

จึงสิ้นพระเคราะห์ และพระนครแห่งนี้ จักดำรงวงศ์กษัตริย์สืบไปเป็นเวลา 150 ปี




ชะตาแผ่นดินที่ร้ายถึงเจ็ดปีเศษนั้น เป็นช่วงเวลาที่ไทยติดพันศึกพม่าในสงครามเก้าทัพ ซึ่งสิ้นสุดลงหลังครบห้วงเวลาดังกล่าว

สมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงโปรดฯ ให้ขุดเสาหลักเมืองเดิมขึ้นมา และจัดสร้างเสาหลักเมืองใหม่ขึ้นแทนของเดิม

อาจเป็นเพราะพระองค์ท่านประสงค์ที่จะแก้อาถรรพณ์เสาหลักเมืองสมัยรัชกาลที่ 1 หรือเพื่อ

 “ผูกดวงชะตาพระนครขึ้นปีใหม่ให้ต้องตามดวงพระราชสมภพ และให้บ้านเมืองเจริญยิ่งขึ้น”


คำทำนายว่าจักดำรงวงศ์กษัตริย์สืบไป 150 ปีนั้น ไปครบเอาปี พ.ศ. 2475 ซึ่งเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินพอดี

ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 
 
พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จพระราชสมภพในปีมะเส็ง (งูเล็ก) จะทรงกังวลพระทัยในคำทำนายดังกล่าวหรือไม่ประการใด

 มิอาจทราบได้ แต่ทรงสร้างสาธารณูปโภคมากมาย รวมถึงชักชวนเจ้านายที่ประสูติในปีมะเส็งด้วยกัน

สร้างสิ่งสาธารณะเพื่ออำนวยประโยชน์แก่ประชาชน นัยว่าเป็นการสะเดาะเคราะห์

พระบรมวงศานุวงศ์อีก 4 พระองค์ที่ประสูติปีเดียวกันในปีมะเส็ง พ.ศ. 2424

     1 พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

.....2สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต

.... 3พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพิสมัยพิมลสัตย์  พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศศิพงศ์ประไพ

 ...4พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน

 ได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์ส่วนพระองค์สมทบกับเงินบริจาคของพระญาติมิตรสหาย สร้าง "ตึกสี่มะเสง"

ให้แก่สภากาชาดสยามเมื่อปี พ.ศ. 2472 ปัจจุบันอาคารดังกล่าวถูกรื้อถอนไปแล้วเพราะชำรุดทรุดโทรมจากอายุการใช้งานอันยาวนาน
 
สภากาชาดไทยได้สร้างอาคารหลังใหม่ในบริเวณเดิม แต่ยังคงใช้ชื่ออาคารว่า "ตึกสี่มะเสง" เพื่อหวนรำลึกถึงพระเมตตาของทั้งสี่พระองค์


กรณีคำทำนายการดำรงวงศ์กษัตริย์เป็นเวลา 150 ปี ไม่ เป็น ไป ตามคำทำนาย

 เพียงเปลี่ยนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข

 กรณีนี้ คงเป็นด้วยการสะเดาะเคราะห์ผ่อนหนักให้เป็นเบา และคงเนื่องด้วยพระบารมีของพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4

 ที่ทรงแก้อาถรรพณ์ถอนเสาหลักเมืองและวางดวงชะตาพระนครขึ้นใหม่


 เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เรื่องราวลี้ลับ ต่างๆ ดาวมฤตยูนี้จะมีการโคจร ทุก 84 ปี

 ถึงจะวนมาซ้ำที่ราศีเดิม การเปลี่ยนแปลงในดาวมฤตยูนับตั้งแต่มีกรุงรัตนโกสินทร์โคจร ครบ 84 ปีอีกครั้ง

 

 คือ พ.ศ. 2559 ครั้งนี้นับเป็นครั้ง 3 ที่ดาวมฤตยูเคลื่อนมาทับดวงเมืองราศีเมษ



 ดาวมฤตยูเคลื่อนมาทับดวงครั้ง ที่ 1..  พ.ศ.2391 ( ปีระกา )

ห่าปีระกา ในปี พ.ศ.2392 ดาวมฤตยูก่อนเข้ามาหนึ่งวันเกิดอหิวาตกโรคระบาดในพระนคร

ตอนนั้น 4 มิถุนายน คนในพระนครตายไป 3 หมื่นกว่าคน วัดในพระนครเป็นที่ไว้ศพจนเผาไม่ทัน

จนกระทั่งวัดสระเกศมีแร้งลง  กลายเป็นตำนาน

เรื่องผู้หลักผู้ใหญ่จะเสีย   พ.ศ.2394 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต ( รัชกาลที่ 3 )

เสียดินแดน ครั้งที่ 6 สิบสองปันนา ให้กับจีนเมื่อ 1 พฤษภาคม 2397 พื้นที่ 90,000 ตร.กม. ในสมัยรัชกาลที่ 4

เป็นดินแดนในยูนานตอนใต้ของประเทศจีน เมืองเชียงรุ้งเป็นเมืองหลวงของไทยสมัยรัชกาลที่ 1

ซึ่งรัชกาลที่ 1 ทรงรู้ล่วงหน้าตั้งแต่ตั้งเสาหลักเมือง คำนวณไว้หมดแล้วล่วงหน้า 150 ปี



ดาวมฤตยูเคลื่อนมาทับดวงครั้ง  ที่..2 พ.ศ 2475 (ปีวอก)

ดาวมฤตยูโคจรเข้าราศีเมษในปี พ.ศ. 2475 เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่กับประเทศไทย

คือ มีการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงมีการปฏิวัติสยาม เมื่อปี พ.ศ. 2475 ที่ถือว่าเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทย

จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยคณะราษฏร เมื่อวันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475









ดาวมฤตยูเคลื่อนมาทับดวงครั้ง  ที่..3  พ.ศ.2559

นอกจาก มฤตยูโคจรเข้าดวงเมืองแล้ว  14 พย 2559 เกิด“ซุเปอร์มูน”ใหญ่สุดในรอบ 70 ปี ในคืนวันลอยกระทงอีกด้วย



...พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต เป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของปวงชนชาวไทย





  “มฤตยูทับอาทิตย์ในดวงเมือง หมายถึง ผู้นำการเมืองการปกครองเกิดการเปลี่ยนแปลง แต่การเปลี่ยนแปลงมฤตยูมาจะอยู่ถึง 7 ปี
  คำทำนายตามหลักโหราศาสตร์จะเป็นที่ประจักษ์มากน้อยเพียงใด ตลอด พ.ศ. 2559 คงได้พิสูจน์กัน!



       

เมื่อมีปรากฎการณ์ Super Moon พายุสุริยะ จะพาแผ่นดินไหว และสึนามิมาด้วย จริงหรือ ?
1.ในอดีตที่ มีการบันทึกไว้
- พ.ศ.2481 เกิดเหตุพายุเฮอริเคน ขึ้นพร้อม ๆ กับซูเปอร์มูน
- พ.ศ.2498 เกิดเหตุน้ำท่วมในฮันเตอร์วัลเลย์ ออสเตรเลีย ในช่วงซูเปอร์มูน
- พ.ศ.2517 พายุไซโคลนเทรซี่ ที่สร้างความเสียหายมหาศาลในเมืองดาร์วิน ออสเตรเลียเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกับ ซูเปอร์มูน

2. ปี พ.ศ.2547
- วันที่ 26 ธันวาคม 2547 ดวงจันทร์อยู่ในจุดที่อยู่ไกลโลกที่สุด เกิดแผ่นดินไหวใต้มหาสมุทรอินเดีย กระตุ้นให้เกิดคลื่นสึนามิสูงราว 30 เมตร เข้าท่วมทำลายบ้านเรือนตามแนวชายฝั่งโดยรอบมหาสมุทรอินเดีย ใน 14 ประเทศ ในไทยมีคนตายไป 5,000 คน ในต่างประเทศ ตายอีกราวกว่า 2 แสนคน
** น่าแปลกคือในอีก 2 สัปดาห์ต่อมา วันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2548 เกิดปรากฏการณ์ซูเปอร์มูน ??

3. ปี พ.ศ.2551
- วันที่ 2 พฤษภาคม 2551 เกิดเหตุพายุไซโคลนนาร์กิสระดับรุนแรงสูง ส่งผลให้ชาวพม่าเสียชีวิตมากกว่า 130,000 คน ศพตายเกลื่อนไปหมดจนเก็บไม่ทัน
- วันที่ 12 พฤษภาคม 2551 กลุ่มเมฆบนท้องฟ้าสะท้อนแสงผิดปกติ หลังจากนั้นไม่ถึง 30 นาที เกิดเหตุแผ่นดินไหว ที่มณฑลเสฉวน ประเทศจีน ขนาด 7.8 ริกเตอร์ สั่นสะเทือนไปทั่วเอเชีย ไทย บังคลาเทศ อินเดีย ปากีสถาน ต่างรับรู้ถึงแรงสั่นที่เกิดขึ้น มีผู้เสียชีวิต 68,516 คน บาดเจ็บ 365,399 คน และสูญหาย 19,350 คน

- วันที่ 12 ธันวาคม 2551 เกิดปรากฏการณ์ซูเปอร์มูน


4. ปี พ.ศ.2553
- วันที่ 12 มกราคม 2553 เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ริกเตอร์ กรุงปอร์โตแปรงซ์ เมืองหลวงของประเทศเฮติ ตายราว 4 แสนราย ได้รับบาดเจ็บ 3 แสนคน และอีก 1,000,000 ไม่มีที่อยู่อาศัย บ้านเรือน 250,000 หลัง และอาคารพาณิชย์อีกกว่า 30,000 หลัง พังทลายหรือเสียหายอย่างหนัก ทำเนียบรัฐบาลพังถล่ม
- วันที่ 13 มิถุนายน 2553 เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.5 ริกเตอร์ ในมหาสมุทรอินเดีย และ ขนาด 6.0 ริกเตอร์ ในทะเลอันดามัน แรงสั่นสะเทือนไปไกลกว่า 1,000 กม. ชาวบ้านน้ำเค็ม ต.บางม่วง อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา เกือบ 2,000 คน อพยพออกมาจากหมู่บ้านเพราะกลัวคลื่นยักษ์สึนามิ
** น่าแปลกคือก่อนหน้านี้ 1 สัปดาห์ วันที่ 7 มิถุนายน 2553 เกิดปรากฏการณ์ซูเปอร์มูน และยังเกิดดาวเรียงตัวกันอย่างน้อย 2 ชุด

5. ปี พ.ศ.2554
- วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.3 ริกเตอร์ เมืองไครสต์เชิร์ช นิวซีแลนด์ มีผู้เสียชีวิตจำนวนทั้งหมด 185 คน ยอดของวิหารโบสต์ไครส์เชิร์ชหัก และเสียหายเป็นวงกว้าง
- วันที่ 11 มีนาคม 2554 ดวงจันทร์อยู่ใกล้จุดที่อยู่ไกลโลก เกิดแผ่นดินไหว และคลื่นสึนามิ ที่ญี่ปุ่นตายไปกว่า 14,000 ราย , ในไทยราว กรกฎาคม 2554 เกิดมหาอุทกภัย รุนแรงที่สุด น้ำท่วมทั้งประเทศ นครสวรรค์ โคราช อยุธยา ปทุม กทม. และแทบทุกจังหวัด อ่วมหนัก ไทยเสียหายยับเยิน ตั้งแต่สร้างประเทศมา
** น่าแปลกคือในอีกไม่นานต่อมา วันที่ 19 มีนาคม 2554 เกิดปรากฏการณ์ซูเปอร์มูน

6. ปี พ.ศ.2555
- วันที่ 2 มกราคม 2555 เกิดแผ่นดินไหวหลายครั้ง ขนาด 5.1 – 5.5 ริกเตอร์ เป็นเหตุให้ไฟฟ้าทางฝั่งชานเมืองไครสต์เชิร์ช ตะวันออก นิวซีแลนด์หยุดให้บริการ ส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนบริเวณโดยรอบ จำนวนกว่า 10,000 หลังคาเรือน
ตึกมากกว่า 1000 ตึก ย่านธุรกิจใจกลางเมือง ซึ่งเป็นหนึ่งในสามของกลุ่มตึกทั้งหมดบนถนน 4 สายหลักถูกทำลายลงเพราะเหตุแผ่นดินไหว

- วันที่ 5 พฤษภาคม 2555 เกิดปรากฏการณ์ซูเปอร์มูน

14 พย 2559 เกิด“ซุเปอร์มูน”ใหญ่สุดในรอบ 70 ปี
ในคืนวันลอยกระทง
ต้องรอดูผลว่าจะเกิดอะไร ?  ?

 สิ่งที่ต้องการคือไม่อยากให้เกิดภัยพิบัติจะเป็นสิ่งดีที่สุดแล้ว ไม่อย่างให้คนชาติใดสักคนต้องตายหรือเจ็บ แต่ถ้าเกิดจริงก็สามารถอธิบายความเชื่อมโยงเหตุการณ์ โดยใช้หลักวิทยาศาสตร์บางแนวคิดได้ เพราะเรื่องบังเอิญไม่มีอยู่จริงในโลก ทุกอย่างล้วนพรมลิขิตไว้แล้ว แต่เราจะรู้ที่มาของเหตุนั้นหรือไม่เท่านั้น
ตามคำกล่าวที่ว่า..ผู้ไม่เรียนรู้ประวัติศาสตร์ย่อมตามืดบอด และ การรู้อะไร บางครั้งย่อมเป็นทุกข์ แต่การไม่รู้อะไรเลย กลับเป็นทุกข์เสียยิ่งกว่า !!