ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

 


แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - เจ๊วู

หน้า: [1] 2 3 ... 8
1
ห้องข่าวหวย / ข่าวหวย 1 ธันวาคม 2560
« เมื่อ: 30 พฤศจิกายน 2017, 09:23:03  »
วันพ่อแห่งชาติ








    วันพ่อแห่งชาติของประเทศไทย ตรงกับวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี  ( 05 )

ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9

 เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2470 และยังได้มีการกำหนดให้ดอกพุทธรักษา เป็นสัญลักษณ์ วันพ่อแห่งชาติ

          ทั้งนี้ นอกจากวันที่ 5 ธันวาคม จะเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9

 และเป็น "วันพ่อแห่งชาติ" แล้ว ยังถือว่าวันนี้เป็น "วันชาติของไทย" อีกด้วย

ซึ่งก่อนหน้านี้ประเทศไทยเคยมีการกำหนดวันชาติให้เป็นวันที่ 24 มิถุนายน

 เพราะเป็นวันเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นการปกครองในระบอบรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย

 โดยได้มีการเฉลิมฉลองวันชาติครั้งแรกในปี พ.ศ. 2482 ในสมัยที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกฯ 

          ซึ่ง "วันชาติ" ของไทยนั้นอยู่มานานถึง 21 ปี จนวันที่ 21 พฤษภาคม 2503 ในสมัยที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกฯ

ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงให้ถือวันพระราชสมภพเป็นวันเฉลิมฉลองของชาติไทย โดยเหตุที่เปลี่ยนเพราะมีข้อไม่เหมาะสมหลายประการ

คณะกรรมการจึงมีความเห็นว่าเพื่อให้เป็นไปตามขนบธรรมเนียมประเพณีของประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

และเป็นหลักการสมัครสมานสามัคคีรวมจิตใจของบุคคลในชาติโดยทั่วกัน 

          จึงควรถือเอาวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์เป็นวันเฉลิมฉลองของชาติไทย โดยยกเลิกวันชาติ ในวันที่ 24 มิถุนายนเสีย

 ดังนั้นนับแต่ปี 2503 ประเทศไทยจึงได้ถือเอาวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9

 ซึ่งตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็น "วันชาติ" ของไทย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา   

2




"คนพูดไม่เคยจำ…แต่คนฟังไม่เคยลืม"



คุณเคยคิดไหมว่าคำพูดของคุณบางคำ

หรือบางประโยค มันจะฝังใจคนฟังไปตลอด

หรือแค่พูดไป…แบบไม่สนใจคนฟัง..??
……
……


คำพูดบางคำ ที่เราพูดออกไป

ในแบบที่ตั้งใจก็ดี หรือไม่ตั้งใจก็ดี

มันหลุดออกจากปากเราแล้ว มันไม่จบเลยนะ

มันยังลอยไปฝังใจของผู้ฟังด้วย

บางครั้ง เพียงไม่กี่ประโยคที่คุณพูดไป

มันทำลายความเป็นมิตร ลงได้ในทันทีเลย

แม้ว่าคุณจะพูดแบบไม่คิดอะไรก็ตาม

หรือ แม้ว่าคุณจะรู้สึกผิดในภายหลังก็ตาม

มันได้สร้าง "แผลลึก" ลงไปในใจเขาแล้ว

มันได้เปลี่ยนความคิดของเขาไปโดยสิ้นเชิงแล้ว

มันเป็นคำพูดที่ตัดสายสัมพันธ์ของคุณและเขา

มันทำให้เขารู้ ว่าคุณและเขาต่างกันแค่ไหน

ถ้าคุณไม่อยากสูญเสียมิตรภาพ ไปในแบบที่ไม่สมควรจะเสีย

ระมัดระวังคำพูดของคุณให้ดีนะ

เพราะแม้ว่าคุณจะรู้สึกผิดและขอโทษในภายหลัง

คุณก็อาจจะเอา "มิตรภาพ" นั้นกลับคืนมาไม่ได้

3




เมื่อครั้งที่..โจโฉ..พ่ายแพ้ยับเยินในศึก

 "ซุนกวน"อาศัยจังหวะที่ได้เปรียบต่อเนื่อง

จึ่งตัดสินใจบุกเป็นครั้งแรก

เพื่อหวังจะช่วงชิง..ชัยภูมิ..ที่สำคัญนี้ไว้

ทว่ามันไม่ง่ายขนาดให้..."ซุนกวน"...เคี้ยวเล่น

เพราะยอดฝีมือที่พิทักษ์หับป๋า คือ ...เตียวเลี้ยว....

ผู้ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเยี่ยมยุทธ์ที่สุดในบรรดาเหล่าทหารเสือ



..เตียวเลี้ยว รู้ว่า ซุนกวน.. ยกทัพมาด้วยตัวเอง

จึงพิมพ์ line ส่งไปหา...ซุนกวน..

ใจความว่า"หวัดดี ฉัน.เตียวเลี้ยว .นะ เป็นแม่ทัพเอกแห่ง...โจโฉ.

 ได้ข่าวว่าคุณได้ยกทัพหนุนมา

 ก็คงจะห้าวๆ อ่ะนะ

…เอางี้ไหม ถ้าสดมาก พรุ่งนี้เช้าเราออกมาหวดกันดีไหม อย่ามัวแต่หลบอยู่เลย"

..ซุนกวน ..ได้อ่านก็รู้สึกโกรธมาก..!!

วันรุ่งขึ้น เขาจัดแจงแต่งเกราะทองออกรบ

ขี่ม้า ออกยืนข้างหน้าภายใต้ธงแม่ทัพใหญ่

หวังจะลบคำถากถางของ.เตียวเลี้ยว .ให้ได้

ด้วยความมุ่งมั่นปนห้าวของ.ซุนกวน.

ก่อนที่เขากำลังจะควบม้าออกไปรบ

ก็มี.ไทสูจู้.ออกมาขวางและห้ามเอาไว้

ว่า.ประธาน.อย่างคุณจะลดตัวไปแลกกับ..พนักงาน..ทำไม

ว่าแล้ว ก็ควบม้าออกไปดวลกับ.เตียวเลี้ยว.แทน

....
.......



คุณเคยคิดจะทิ้งเกียรติลดคุณค่าของตัวเอง

เพียงเพื่อจะจัดการกับใครบางคน

ที่มันมาลามปามกับคุณไหม

สุดท้ายแล้ว…คิดว่าคุณจะได้คุ้มเสียไหม.??


บางคนรู้ทั้งรู้ ว่าการทำอะไรกับใครบางคน

ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร มันก็ไม่คุ้ม

ต่อให้ชนะก็เถอะ มันก็จะมีแต่เสียกับเสีย

แต่ก็ยังจะฝืน ยังจะดันทุรังทำให้จนได้

โบราณถึงว่า "อย่าเอาพิมเสนไปแลกเกลือ"

เพราะว่าพิมเสนมันมีค่า มีราคามากกว่า

แลกกันเมื่อไหร่ ที่ไหน อย่างไร ก็ไม่คุ้มค่า

เมื่อรู้ว่าแลกแล้วไม่คุ้มค่า ก็จะไปแลกทำไม

ในกรณีแบบนี้ .....

คนที่คุณจะต้องเอา..ชนะ..ไม่ใช่เขานะ

แต่คุณจะต้องเอาชนะ… " ตัวของคุณเอง "

คุณต้องเอาชนะจิตใจของตัวเอง ไม่ให้ไปสนใจเขา

ถ้าคุณต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้

ควรตั้งสติให้ดี คุ้มไหมที่จะแลกกับเขา

ประเมินสถานการณ์ให้ออก มองให้ขาด

เพราะคุณอาจจะไม่โชคดีแบบ "ซุนกวน" ก็ได้

4




...ถ้าคุณมีหนี้สินที่ ก่อไว้...

และถ้าในการหนีหนี้ครั้งนี้

มันจะเป็นการหนีที่อัปยศที่สุดในชีวิตของคุณ




ทุกวันนี้ถ้าคุณมีหนี้สินที่ ก่อไว้

โดยไม่ก่อให้เกิดประโยนช์

 อะไรที่คุณผ่อนไม่ไหว คุณปล่อย มันไปเถอะ ตัดใจมันทิ้งไปเลย

  ไม่ผ่อนละ  เลิก  และก็จะได้...ตั้งต้นใหม่

และคุณลองเลือกตัดอะไรบ้างอย่าง เพื่อรักษาชีวิตรอด

ตัดอุปนิสัยในการใช้จ่ายฟุ่มเฟื่อยบ้างอย่างที่คุณใช้อยู่

ค่าเครื่องสำอางแพงไปไหม

ค่าเที่ยวแพงไปไหม

ค่ากินแพงไปไหม

ลองเลือกตัด ดู

ในขณะที่คุณยังไม่มีรายรับ รายได้เสริมเข้ามาช่วย

 คุณเลือกใช้วิธีนี้ไปก่อน

เมื่อไหร่ที่คุณตั้งสติได้ คุณจะมีเวลา วิธีคิดหาสิ่งใหม่ๆ

 หาวิธีเพิ่ม รายรับ  หาสิ่งดีๆ เพิ่มเข้ามาในชีวิตเรื่อยๆ

แล้วก็ไม่แน่นะ คนที่มีหนี้หนีตาย อย่างคุณ

อาจจะ กลับมายิ่งใหญ่ และ ยืนผงาดขึ้นมาอีกครั้ง ก็เป็นได้

ด้วยความปรารถนาดี

5



อาจดูเหมือน..โหดร้าย..แต่ขออภัยมันคือ..ความจริง

ไม่น่าเชื่อนะ นี่ก็ผ่านมาเกือบ 2,000 ปีแล้ว

เรื่องที่ทำให้ผู้คนต้องหนักใจมาก ..ในยุคนั้น

ก็ยังคงเป็นเรื่องที่ผู้คนยังต้องหนักใจ ..ในยุคนี้

จะเรื่องอะไรซะอีกล่ะ  นอกจาก "เงิน"

"  ไม่มีตังค์จะส่งเสียงดังได้ไง  "

ถึงแม้ว่าเงินมันจะซื้อทุกอย่างไม่ได้

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายๆอย่างถูก..แก้ไข..ได้ด้วยเงิน

คนมีจะบอกว่า…"สุขใดเท่าล้วงกระเป๋าแล้วเจอเงิน"

คนมีอุดมการณ์ต้องกัดกลุ้มถอนใจเพราะ ไม่มีทุน ไม่มีเงิน

ต่างจาก ..คนรวย...คนมีอำนาจ ที่มีฐานะ

จะพูดจาอะไรก็มั่นใจ   " ส่งเสียงดังได้ในทุกที่  "

ถ้าคุณจนเงินแต่อยากจะเสียงดังก็ต้อง "รวยความคิด"

แต่ถ้าจนทั้งสองอย่างตะโกนให้ตายก็..ไม่มีใครเขาฟัง..

อยากไปไหนแล้วเสียงดังก็หาทาง..เพิ่มพลัง..ให้ตัวเองเลย

เป้าหมาย มันย่อมมีหลายหนทาง เพื่อที่จะไปถึง

มันไม่มีหรอก ไอ้หนทางที่มัน "ดีที่สุด"

มันมีก็แค่หนทางที่ "เหมาะสม" กับสถานการณ์ที่สุด




6
ห้องข่าวหวย / ข่าวหวย 16 พฤศจิกายน 2560
« เมื่อ: 13 พฤศจิกายน 2017, 10:05:38  »
"บิ๊กตู่" ท่ามกลาง ผู้นำโลก





ลุงตู่ไปประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC Economic Leaders’ Meeting)


ครั้งที่    25     ที่นครดานัง สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม


 ระหว่างวันที่ 10-11 พฤศจิกายน 2560 ซึ่งเป็นอีก 1 แผนการเดินทางของ ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ในการเยือนเอเชีย

 โดยเจ้าภาพได้คุ้มเข้มความปลอดภัยแน่นทั่วเมืองดานัง เพื่อต้อนรับเหล่าผู้นำประเทศ 21 ชาติ














เชื่อว่าหลายคน เห็นภาพนี้แล้วกระอัก







The Trump กับ The Tuu

เจอกันอีกครั้ง..... ประธานาธิบดีสหรัฐฯ Donald Trump กับ "นายกฯบิ๊กตู่" และ" อาจารย์น้อง"
ในงานเลี้ยงรับรอง ผู้นำApec ที่ดานัง เวียดนาม....เห็น Donald Trump ยกนิ้ว Thumps up
แบบ นี้ เป็น ท่าประจำตัว ของ เค้าล่ะ "The Trump"
ส่วน ท่าประจำ The Tuu คือ ชู สามนิ้ว I love u และ ชู2 นิ้ว V-Victory






"บิ๊กตู่" ท่ามกลาง ผู้นำโลก

บิ๊กตู่ ในวงล้อม ผู้นำ เลือกตั้ง

" โดนัลด์ ทรัมป์ กับ บิ๊กตู่ และ นายกฯชินโซะ อาเบะ ของญี่ปุ่น"

 ระหว่างถ่ายภาพหมู่ ผู้นำApec ที่ดานัง เวียดนาม

โมเม้นท์ของ "นายกฯบิ๊กตู่" ในงานเลี้ยงรับรอง ผู้นำApec ที่ดานัง เวียดนาม....

พบเจอทักทาย ผู้นำโลก ทั้ง ประธานาธิบดี Xí Jìnpíng ของจีน

 และ Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

 และ นายกฯสุดหล่อ ของ แคนาดา Justin Trudeau

 และ นายกฯ Najib Razak ของ มาเลเซีย






7
ห้องข่าวหวย / คุยกันหลังหวยออก 1พฤศจิกายน 2560
« เมื่อ: 13 พฤศจิกายน 2017, 09:13:34  »





.!!  อย่าประมาทศัตรู .!!


คนที่ทำตัวเงียบๆ ดูไม่มีพิษมีภัย

 จะเรียกว่า "ร้ายเงียบ ร้ายลึก"

คนแบบนี้เห็นมาเยอะเลย พวกนี้น่ากลัว



.!!"ที่เสือหมอบ…เพราะมันกำลังจ้องเหยื่อ".!!



เคยเห็นคนที่ทำตัวเงียบๆ ดูไม่มีพิษ  ไม่มีภัยไหม

เหมือนว่าเขาจะเป็น..รอง..และ..ยอม..ในทุกสถานการณ์

แต่รู้ไหม…ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่..??
……
……



……
……
 หากวันนี้ คิดว่าคุณ..กำลังคุมเกมอยู่แล้ว

เพราะพิจารณาท่าทีของคู่กรณีแล้วว่าเขาไม่สู้คุณ

ดูเหมือนว่าเขาพร้อมที่จะ..ยอม..ทุกอย่าง

ดูเหมือนว่าเขากำลัง..เสียหลัก..พร้อมที่จะ..ล้ม..ลง

ลองตั้งสติมองดูดีๆก่อนนะว่าที่เขา..ย่อเข่า..ลงนั้น

เขากำลังจะ..ล้มลง..หรือกำลังจะ..ทะยาน..ตัวขึ้น...!!

เมื่อเสือจะ..จู่โจมเหยื่อ..มันจะทำตัวให้..เงียบ..ที่สุด

ส่วนเหยื่อนั้นกลับร้องโวยวายด้วยความวิตกกลัว

ทีนี้ลองถามตัวเองด้วยสติอีกครั้งนะ

ที่คุณกำลังร้องเอะอะโวยวายอยู่ในตอนนี้นั้น

คุณกำลังเป็นผู้ที่..ควบคุมเกม..ได้จริงๆ หรือ.!!

หรือคุณกำลังหวั่นกลัวกับความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้น

ความร้ายกาจมักสถิตอยู่กับ..ผู้ล่า..ที่มีความเงียบเสมอ

ผู้ล่าที่กำลังจะ..จู่โจม..ไม่จำเป็นต้องส่ง..เสียงดัง..

ส่วนคุณถ้าหลุดโวยวายเสียงดังขึ้นเมื่อไหร่

ผู้ล่าจะรู้ในทันทีว่าจุดยืนของคุณอยู่ตรงไหน

และสุดท้ายคุณจะกลายเป็น "เหยื่อ" โดยไม่รู้ตัว.!!

นิ่งๆอาจจะดูเหมือนเป็น..แมว..

แต่..ถ้าส่งเสียง..คำราม..เมื่อไหร่ก็คือ..สิงโต..ดี ๆ  นี่เองละ.!!

8
ห้องข่าวหวย / ข่าวหวย 1 พฤศจิกายน 2560
« เมื่อ: 29 ตุลาคม 2017, 20:56:40  »
วันเทคโนโลยีของไทย






วันที่  19   ตุลาคม  ของทุกปี  เป็นวันเทคโนโลยีของไทย กระทรวงวิทยาศาสตร์

จัดงานเฉลิมพระเกียรติ


พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช


ในฐานะทรงเป็นพระบิดาแห่งเทคโนโลยีไทย

เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อปี 2543 จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่กระทรวงวิทยาศาสตร์

 เพื่อระลึกถึงวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2515 ทรงอำนวยการสาธิตฝนหลวงสูตรใหม่ครั้งแรกของโลก

ด้วยพระองค์เอง ที่เขื่อนแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ปีนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสาตร์และเทคโนโลยี

พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ เป็นประธานถวายราชสดุดี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

 โดยกล่าวว่าพระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถและพระวิสัยทัศน์กว้างไกล ในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทรงค้นคว้าวิจัย

 และทรงนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน

 ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น และสามารถพึ่งตนเองได้

รัฐมนตรีวิทยาศาสตร์ยังปฏิญาณตนว่าจะสืบสานพระราชปณิธานในการทำงานด้านนี้

 ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชอย่างสุดความสามารถ

เพื่อให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น 

9




ในโลกนี้อย่าวางใจสิ่งใดนัก...

ถึงมีรักเถิดหนาแต่อย่าหลง

คำสัญญาสาบานไม่มั่นคง...

อนิจจังทุกสิ่งปลงเป็น..มงคล"




ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราก็ต้องมีสติ มีปัญญา มีกำลังใจ

ไม่ต้องมากหรอก แค่พอที่จะมีชีวิตต่อไป..ที่เหลือ..ให้ดีที่สุด ก็พอ

ปัญหาทุกอย่างที่เจอ มันจะผ่านมา แล้วก็ผ่านไปทั้งนั้นแหละนะ

ไม่ต้องดูหมอ ไม่ต้อง..ขอ..อะไรจากใคร ปัญหาก็..ผ่านไปทั้งนั้น


คล้ายๆเรือที่โดนพายุ

และกระแสน้ำพัดหมุนไปกลางทะเล ชนิดที่มองไม่เห็นฝั่ง

เมื่อคลื่นลมสงบ มันก็จะผ่านไปเอง


อดทน ตั้งสติมากๆ แล้วใจเย็นๆ ใช้สติใช้ปัญญา จัดการชีวิตไป

ทาน ศีล ภาวนา ทำให้ครบ แล้วจะพบทางออกที่ดีเอง

เคยเอาดอกไม้มาถวายพระไหม

เคยมีดอกไม้ดอกไหน ช่อไหน ที่ออกดอกบาน แล้วไม่เหี่ยว ร่วงไปบ้าง

แม้แต่ดอกใส่แจกัน ถวายบนหิ้งพระ ถ้าสังเกตเป็น ก็เห็นธรรมะ

เห็นความจริงที่เอามาเตือนตัวเอง สอนตัวเองได้



เพราะนี่คือวิถีของโลกธรรมนะ

อะไรที่เราเคยว่าดี ก็อาจจะไม่ดีตลอดไป

ทะเลที่เคยสุขสงบ วันหนึ่งก็มีสิ่งรบกวนได้

บัวที่เกิดจากตม อยู่กับน้ำ แต่ไม่เปื้อนตม ไม่เปียกน้ำ

เป็นเหมือนลิ้นงู ที่อยู่ในปากงูพิษ แต่ไม่เคยเป็นอันตราย



.. เราแก้ไขตัวเราให้ดีพอ ไม่มีใครช่วยเราได้

นอกจากการปรับปรุงนิสัย จิตใจ อารมณ์ของเราเอง

..เลือกคบคนที่มาอยู่ใกล้เรา

แล้วสนับสนุนส่งเสริมให้เรามีชีวิตที่ดี มีความสุข

..ปรับปรุงแก้ไขที่ตนเอง กับการ..เลือกคบคน..มากกว่า



 ใครจะพูดอะไร ก็ไม่ต้องคิดเยอะ

ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องฟังก็ได้ เอาหูไว้ฟังอย่างอื่น

 ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

 เรื่องที่เขาพูด เขาประจาน มันเป็นอดีต จบแล้ว

ที่ยังไม่จบ คือความคิดเรา ความรักในหน้าตาตัวตนของเรา

ความรู้สึกทุกตัว ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ถ้ามีสติเป็น จะเห็นเลยว่า

ล้วนแต่เกิดแล้วดับทั้งสิ้น มันเป็นแค่ของชั่วคราว

ความคิดก็ชั่วคราว ความรู้สึกเรา ก็ชั่วคราว

คำพูด หรือความคิดของคนอื่นก็ชั่วคราวเช่นกัน

แล้วเราจะให้ค่ากับของชั่วคราวไปทำไมนักหนา

ทุกครั้งที่เราให้ค่ากับอะไร ใจเราก็เข้าไปยึดถือ แบกสิ่งนั้นไว้

ใจแบกอะไรไว้ก็หนักเพราะสิ่งนั้นนะ ฉะนั้น พระท่านถึงบอกว่า

คนเราทุกข์ เพราะความคิดของตัวเอง ไม่ได้ทุกข์เพราะคนอื่นทำอะไร


ดูกิเลสตัวเองให้มาก สนใจกิเลสคนอื่นให้น้อย

ตำหนิตัวเองก่อนจะตำหนิคนอื่น

จับผิดตัวเอง อย่าจับผิดคนอื่น

อย่าห่วงมาก ว่าเขาจะได้ บุญ หรือ บาป

ห่วงตัวเองไว้เถอะ ว่าแต่ละวันที่ผ่านไปในชีวิต

เราทำบุญหรือทำบาปมากกว่ากัน

 การเป็นคนดีไม่ได้แปลว่ากินกาแฟแก้วละร้อยไม่ได้

 คนดีก็มีสิทธิใช้ชีวิตตามสมควรแก่ฐานะ

แต่ถ้าจะพูดว่าซื้อกาแฟแก้วละร้อยมันสิ้นเปลืองไหม

อันนั้นมันเป็นเรื่องความฉลาดในการใช้เงิน

 หรือการบริหารเงิน ไม่เกี่ยวกับว่า เป็นคนดีหรือไม่ดี

เห็นคนจนแล้วจะเมตตาช่วยเขา ก็เป็นเรื่องดี

 ทำได้ตามโอกาสตามสมควร แต่ไม่ใช่เรื่องต้องเอามารู้สึกผิด

การที่ใครรวยหรือจน มันไม่ใช่ความผิดของเรา

 มันเป็นกรรมของแต่ละคน

ไม่ได้แปลว่า ถ้าโลกนี้มีคนอดอยากไม่มีข้าวกิน

 เราก็ต้องอดข้าวไปกับเขาด้วย ถึงจะเป็นคนดี

ชีวิตที่ดี มันคือชีวิตบนทางสายกลาง

 ไม่โลภมาก แต่ไม่ใช่ต้องอยู่แบบคนจน

 อย่าไปคาดหวังอะไรจากคนอื่นมากนัก

จุดอ่อนของพวกเราบางคนคือ ชอบทุ่มเทหมดทั้งใจ

พอในเวลาต่อมา ผลมันกลับตาลปัตร เราก็ไปนั่งโกรธเขา

นั่งเกลียดตัวเอง ที่อุตส่าห์อย่างนั้น อุตส่าห์อย่างนี้

ลืมไปว่า ไอ้ที่ทำๆไปน่ะ เราเลือกเองทั้งนั้น

10
ห้องข่าวหวย / ข่าว 16 ตุลาคม 2560
« เมื่อ: 11 ตุลาคม 2017, 09:43:10  »
วันปิยะมหาราช










พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว


มีพระนามเดิมว่า สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์




พระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2396


 เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 4 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระนางเจ้าฟ้ารำเพยภมราภิรมย์ (สมเด็จพระเทพศิรินทรา พระบรมราชินี)
 เมื่อพระชนมายุได้ 9 พรรษา ทรงได้รับสถาปนาขึ้นเป็น "กรมหมื่นพิฆเนศวรสุรลังกาศ" ต่อมาเมื่อพระชนมายุได้ 13 พรรษา
ทรงได้รับสถาปนาขึ้นเป็น "กรมขุนพินิตประชานาถ" บรมราชาภิเษกครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2411
ทรงพระนามว่า "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว"

 เนื่องจากขณะนั้นมีพระชันษาเพียง 16 ปี ยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะ สมเด็จพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)
 จึงเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน และสถาปนากรมหมื่นบวรวิชัยชาญ พระโอรสองค์ใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
เป็นกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญพระมหาอุปราช

 ระหว่างที่สมเด็จพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เป็นผู้สำเร็จราชการอยู่นั้น สมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ
ก็ทรงใช้เวลาศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยาเป็นอันมาก เช่น โบราณราชประเพณี รัฐประศาสน์ โบราณคดี ภาษาบาลี ภาษาอังกฤษ
วิชาปืนไฟ วิชามวยปล้ำ วิชากระบี่กระบอง และวิชาวิศวกรรม

 ในตอนนี้ยังได้เสด็จประพาสสิงคโปร์และชวา 2 ครั้ง เสด็จประพาสอินเดีย 1 ครั้ง การเสด็จประพาสนี้มิใช่เพื่อสำราญพระราชหฤทัย
แต่เพื่อทอดพระเนตรแบบแผนการปกครองที่ชาวยุโรปนำมาใช้ปกครองเมืองขึ้นของตน เพื่อจะได้นำมาแก้ไขการปกครองของไทย
ให้เหมาะสมแก่สมัยยิ่งขึ้นตลอดจนการแต่งตัว การตัดผม การเข้าเฝ้าในพระราชฐานก็ใช้ยืน และนั่งตามโอกาสสมควร ไม่จำเป็นต้องหมอบคลานเหมือนแต่ก่อน
 
 เมื่อพระชนมายุบรรลุพระราชนิติภาวะ ได้ทรงผนวชเป็นเวลา 2 สัปดาห์ แล้วจึงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นครั้งที่ 2
เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2416 และนับจากนั้นมาก็ทรงพระราชอำนาจเด็ดขาดในการบริหารราชการแผ่นดิน

 ตลอดระยะเวลาที่ทรงครองสิริราชสมบัติ ทรงปกครองทำนุบำรุงพระราชอาณาจักรให้มั่งคั่งสมบูรณ์ ดัวยรัฐสมบัติ
 พิทักษ์พสกนิกรให้อยู่เย็นเป็นสุข บำบัดภัยอันตรายทั้งภายในภายนอกประเทศ ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจต่างๆ
 อันก่อให้เกิดคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ ให้รอดพ้นจากวิกฤตการณ์ และสามารถธำรงเอกราชไว้ตราบจนทุกวันนี้


พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

สวรรคต    เมื่อวันที่  23   ตุลาคม พ.ศ. 2453

รวมพระชนมายุ     58    พรรษา

ครองราชสมบัติ      42   ปี



            ลำดับเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้น


           พ.ศ.2411 เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ

           พ.ศ.2412 ทรงโปรดเกล้าให้สร้างวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามซึ่งเป็นวัดประจำรัชกาลของพระองค์

           พ.ศ.2413 เสด็จประพาสสิงคโปร์และชวา, โปรดฯ ให้ยกเลิกการไว้ผมทรงมหาดไทย

           พ.ศ.2415 ทรงปรับปรุงการทหารครั้งใหญ่, โปรดให้ใช้เสื้อราชปะแตน, โปรดให้สร้างโรงเรียนหลวงสอนภาษาอังกฤษแห่งแรกขึ้นในพระบรมหาราชวัง

           พ.ศ.2416 ทรงออกผนวชตามโบราณราชประเพณี, โปรดให้เลิกประเพณีหมอบคลานในเวลาเข้าเฝ้า

           พ.ศ.2417 โปรดให้สร้างสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน, ตั้งโรงเรียนกุลสตรีวังหลัง (ปัจจุบันคือ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย) และให้ใช้อัฐกระดาษแทนเหรียญทองแดง

           พ.ศ.2424 เริ่มทดลองใช้โทรศัพท์ครั้งแรก เป็นสายระหว่างกรุงเทพฯ–สมุทรปราการ, สมโภชพระนครครบ 100 ปี มีการฉลอง 7 คืน 7 วัน

           พ.ศ.2426 โปรดให้ตั้งกรมไปรษณีย์ เริ่มบริการไปรษณีย์ในพระนคร, ตั้งกรมโทรเลข และเกิดสงครามปราบฮ่อครั้งที่ 2

           พ.ศ.2427 โปรดฯ ให้ตั้งโรงเรียนราษฎร์ทั่วไปตามวัด โรงเรียนแห่งแรกคือ โรงเรียนวัดมหรรณพาราม

           พ.ศ.2429 โปรดฯ ให้เลิกตำแหน่งมหาอุปราช ทรงประกาศตั้งตำแหน่งมกุฏราชกุมารขึ้นแทน

           พ.ศ.2431 เสียดินแดนแคว้นสิบสองจุไทให้แก่ฝรั่งเศส, เริ่มการทดลองปกครองส่วนกลางใหม่
                         เปิดโรงพยาบาลศิริราช, โปรดฯให้เลิกรัตนโกสินทร์ศก โดยใช้พุทธศักราชแทน

           พ.ศ.2434 ตั้งกระทรวงยุติธรรม, ตั้งกรมรถไฟ เริ่มก่อสร้างทางรถไฟสายกรุงเทพ-นครราชสีมา

           พ.ศ.2436 ทรงเปิดเดินรถไฟสายเอกชน ระหว่างกรุงเทพฯ-ปากน้ำ, กำเนิดสภาอุนาโลมแดง (สภากาชาดไทย)

           พ.ศ.2440 ทรงเสด็จประพาสยุโรปเป็นครั้งแรก

           พ.ศ.2445 เสียดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศส

           พ.ศ.2448 ตราพระราชบัญญัติยกเลิกการมีทาสโดยสิ้นเชิง

           พ.ศ.2451 เปิดพระบรมรูปทรงม้า

           พ.ศ.2453 เสด็จสวรรคต


11
โรยรื่น ชื่นบุปผา / ความแค้น
« เมื่อ: 11 ตุลาคม 2017, 09:16:32  »




บุญทานสูงส่ง ที่ทำได้ยาก คือ ปล่อยวาง..ถ้าทำได้..ยกภูเขา(ไฟ)..ออกจาก อก..

ชีวิตก้อจะหลุดพ้นต่อสิ่งที่หนักใจทั้งปวง..

โชคชะตามักเล่น เล่นตลกกับเรา

 เรื่องเก่าก็ไม่ควรเอามาผูกใจเจ็บ



"  ผูกแค้น ฝังใจเจ็บ รอคอย การชำระ "



คุณเคยคิดแค้นใครแบบสุดๆ ไหม

แค้นจนคิดว่าไม่มีทางที่จะอยู่ร่วมกันได้

ความแค้นนั้น…จะถือมันไปนานเท่าไหร่

แล้วคุณจะถือความแค้นนั้น ไปนานแค่ไหน.??

……
……
เคยแบก "ความแค้น" ไปสร้าง..อนาคต..ไหม

มันทำให้คุณ..คิดลบ..และ..หมกหมุ่น..

มันทำให้  คุณ มีชีวิตหนักขึ้น ลำบากขึ้น

และมันจะทำให้คุณต้องสร้างเงื่อนไขที่ไม่จำเป็นขึ้นมา



คุณเคยรู้ไหม ว่า..ความแค้น..มันคือ...ไฟ ...



หรือคุณสะดวกที่จะพกพาไฟ ไปไหนมาไหนตลอดเวลา

และคุณเคยคิดบ้างไหมว่า...ไฟดวงนั้น

มันจะติดตาม "..เผาไหม้.." ชีวิตของใคร...??

มันจะเผาไหม้ชีวิตของ..เขา..หรือของ..คุณ...??

การที่เดินแบกความแค้นไปสู่อนาคต

มันจะทำให้คุณถูกเผาไหม้ในทุกวงสังคม

มันจะเผาไหม้คุณแน่นอนที่กลางทาง

ก่อนที่คุณจะเดินทางไปถึงเป้าหมายเสียอีก

เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว ก็หาทางวางความแค้นลงเถิด

ถือต่อไปมันก็ไม่เกิดประโยชน์อันใดเลย

เพราะมันแรงจนสามารถ..เผา..ทุกอย่างที่เป็น..คุณได้

งานการก็ไม่ได้ทำ มัวแต่จ้องคอยจะล้างแค้น

วางลงได้เมื่อไหร่ก็สุขใจ แน่นอน




12









"ความรู้สึกไม่ต่างกัน" เลยนะแม่พลอย !



 คราสิ้นพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ ๕ 

เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓

 เหตุการณ์ที่ “แม่พลอย” ประสบพบเจอ

ช่างคล้ายกับวันสิ้น “ รัชกาลที่ ๙  ”

วันที่ ๑๓  ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙  เสียเหลือเกิน

คงคล้ายกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ ๒๖  ตค.

 ที่จะถึงนี้ คงเป็นความรู้สึกเดียวกัน

 ได้แต่บอกว่าคราวนี้   สาหัสเหลือเกิน...



.........


วันนั้น อากาศมืดครึ้มไปทั่ว

ไม่มีแสงแดด ทำให้แลดูครึ้ม เยือกเย็น

ลมเหนือที่เริ่มจะพัดในเดือนตุลาคมก็หยุดนิ่ง

ในวันนั้นแม้แต่ใบไม้สักใบก็ไม่มีกระดิก

เสียงนกเล็กๆที่เคยร้องอยู่ตามพุ่มไม้ก็เงียบหายไป



เดินขึ้นตึก เบาๆ นั่งลง ร้องไห้ด้วยหัวใจที่แห้งผาก ร้องจนไม่มีน้ำตาจะไหลแล้ว

เดินไปหยิบเสื้อ น้ำตาก็ยังไหลออกมา ซึ่งไม่เห็นความจำเป็นอะไรที่จะต้องเช็ดให้แห้งเพราะก็ยังร้องไห้อยู่เรื่อยๆ 

เดินไปมา ด้วยความ กระวน กระวายใจ จนบ่าย วันนี้เขาจะแห่ พระบรมศพ กลับเข้าวัง

อย่างน้อยที่สุด สิ่งที่จะทำได้ในวันนี้คือ ไปคอยเฝ้าถวายบังคม พระบรมศพ ตามข้างถนนหนทาง

 ก็ยังดีกว่านั่งอยู่ที่บ้านโดยไม่มีจิตใจ ทำอะไรไม่ถูก

 พอนึกออก ก็รีบแต่งกายเข้าเครื่องไว้ทุกข์ แล้วขึ้นรถออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปทางถนนราชดำเนิน

 

ธรรมชาติทั่วทั้งเมืองดูเหมือนจะแสดงความโศกสลด ความวิปโยคอันยิ่งใหญ่.....

ตลอดทางที่ผ่าน มีแต่ชาวบ้าน ร้านตลาด แต่งกายไว้ทุกข์ นุ่งดำ เดินมุ่งหน้าไปทางเดียวกันทั้งสิ้น

 ทุกคนมีใบหน้าอันเศร้าหมอง ส่วนมากถือดอกไม้ธูปเทียนในมือ บางคนเดินร้องไห้ดังๆ บางคนก็เดินเช็ดน้ำตา

 ทุกคนต่างมุ่งหน้าไปคอยกระบวนพระบรมศพ เพื่อถวายบังคมสักการะในวันนี้

เดินปนไปกับฝูงคน ไปยังถนนราชดำเนินใน ตามสองข้างถนนนั้น

ราษฎรมานั่งคอยถวายบังคมพระบรมศพกันอย่างเนื่องแน่น ทุกคนเงียบกริบ ไม่มีใครส่งเสียง

 ค่อยๆ เดิน หลีกฝูง คนเข้าไป เห็นมีที่ว่างอยู่ข้างถนนหน่อยหนึ่ง ก็เข้าไปนั่งเยื้องไปข้างหน้า พอเอื้อมมือถึง


นั่งคอยอยู่นาน ฝูงคนที่มาคอยถวายบังคมก็มากขึ้นทุกที อากาศที่ครึ้มอยู่ตลอดทั้งวันนั้น กลายเป็นเมฆฝนขนาดหนัก

 บดบังท้องฟ้ามืดมิดไปทั่ว ราวกับเวลากลางคืนที่มืดสนิท มองไปข้างหน้าตามขอบฟ้า เห็นฟ้าแลบไกลๆ เป็นระยะๆ

 เสียงฟ้าร้องดังครืน แต่ดินฟ้าอากาศที่แสดงอาการว่าฝนจะตกนั้น

 มิได้ทำให้ฝูงชนที่มาคอยถวายบังคมพระบรมศพนั้นท้อถอยไปได้เลย

เวลายิ่งล่วงเลยไป ความมืดก็ยิ่งทวีขึ้น ขนลุกเมื่อได้ยินเสียงผู้คนเป็นอันมากร้องไห้โฮ

ดังมาไกลตั้งแต่ถนนราชดำเนินนอกอันเป็นต้นทาง

เป็นห้วงเวลาแห่งทุกข์อันใหญ่หลวงของคนไทย

เปรียบเทียนสิ้นแสง เหมือนเงาไร้ดวงเทียน



ในยามมีทุกข์ร้ายมาเยือน ทุกข์ใดเล่าจะเหมือน ความทุกข์เยือนเรือนกาย

 ผู้มีพระคุณอันแสนยิ่งใหญ่ กว่าสิ่งใดก็คือแผ่นดิน

ครั้งนี้น้ำตาและความโศกเศร้าอาลัยจะไม่มีวันได้เห็น..พระองค์ท่าน..อีกแล้ว



 ในที่สุดก็ได้ยินเสียงดนตรี เสียงปี่ เสียงกลอง จากกระบวนแห่กระบวนหน้า

ข้ามสะพานผ่านพิภพฯ เดินมาตามถนนราชดำเนินใน

 คู่แห่นั้นถือเทียนแวววาว แลดูเป็นทางยาวคู่หนึ่งสุดลูกตา เสียงปี่เสียงกลองชนะ ดังใกล้เข้ามาอีก

 หมู่คนที่นั่งอยู่ริมถนนเริ่มจุดดอกไม้ธูปเทียน ที่ต่างถือมาราวกับนัดกันไว้

 ตามสองข้างถนนก็มีแสงธูปเทียนดารดาษเหมือนดาวในท้องฟ้า จุดธูปเทียน ยกสองมือกำแน่น

 พระบรมโกศประดิษฐานอยู่บนพระยานมาศสามลำคาน

กั้นกางด้วยพระมหาเศวตรฉัตรและดูสูงทะมื่น ข้ามสะพานมาแล้ว

 ทุกคนเปล่งเสียงดังร้องไห้ด้วยความรู้สึกจากหัวใจ

ทุกคนก้มลงกราบถวายบังคม นั่งใจเต้นระทึก มือที่ถือธูปเทียนอยู่นั้นเริ่มสั่นคลอนด้วยความเศร้าสลด

 ยิ่งพระบรมโกศถูกเชิญใกล้เข้ามา เสียงคนร้องไห้ก็ดังใกล้ติดตามมา เหมือนกับจะแข่งกับเสียงปี่กลอง

พอพระยานมาศเคลื่อนมาอยู่ตรงหน้า ก็ก้มลงกราบถวายบังคม

 และเมื่อเงยหน้าขึ้น ตาก็พอดีไปจับอยู่ที่ใบหน้าทหารที่ยืนรายทาง

 ทหารคนนั้นถือปืนกลับปลายกระบอกลง ห้ามหน้าไม่กระดิกตามที่ได้รับคำสั่ง

 ใบหน้าของทหารคนนั้นเป็นใบหน้าของเด็กหนุ่มชาวบ้านนอก

 แต่สิ่งที่เข้ามาปลดปล่อยความรู้สึกให้ปะทุออกมาทั้งหมดก็คือ

บนใบหน้าทหารหนุ่มนั้นมีทางน้ำตาเป็นทางยาวไหลออกมาจากเบ้าตาทั้งสองข้างและน้ำตานั้นไหลอยู่ไม่ขาดสาย

เป็นคนที่ไม่ค่อยแสดงความรู้สึกออกมาให้คนอื่นเห็น

 แต่เมื่อเห็นหน้าทหารคนนั้น  ผ่านลำแสงเทียนที่ถืออยู่ ก็  ปล่อยโฮ  ออกมาอย่างหมดอับอาย....







13
ห้องข่าวหวย / ข่าวหวย 1 ตุลาคม 2560
« เมื่อ: 27 กันยายน 2017, 18:27:58  »
หลวงพ่อคูณ







เกิด   4   ตุลาคม พ.ศ. 2466

ตำบลกุดพิมาน

อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา

มรณภาพ   16  พฤษภาคม พ.ศ. 2558

โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา

อายุ   91  ปี  224 วัน

อุปสมบท   5 พฤษภาคม พ.ศ. 2487

พรรษา   71

วัด   วัดบ้านไร่

ท้องที่   นครราชสีมา

สังกัด   มหานิกาย

ตำแหน่ง
ทางคณะสงฆ์   ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 11

เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่



 หลวงพ่อคูณ ถือกำเนิดที่บ้านไร่ ม.6 ต.กุดพิมาน อ.อ่านขุนทด จ.นครราชสีมา

ในครอบครัวของชาวไร่ชาวนาที่อยู่ห่างไกลความเจริญ

 บิดาชื่อ นายบุญ ฉัตรพลกรัง มารดาชือ นางทองขาว ฉัตรพลกรัง


 เกิด วัน 4 ตุลาคม พ.ศ. 2466  ตรงกับวันแรม 10 ค่ำ เดือน 10 ปีกุน


เป็นบุตรชายคนหัวปี มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 3 คน คือ

1.. หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ
2.. นายคำมั่ง แจ้งแสงใส
3.. นางทองหล่อ เพ็ญจันทร์

         มารดาคือ นางทองขาว เล่าให้เพื่อนบ้านฟังว่า ก่อนตั้งครรภ์ กลางดึกของคืนวันหนึ่งเวลาประมาณตี 3
 นางได้ฝันเห็นเทพองค์หนึ่ง มีกายเรืองแสงงดงาม ลอยลงมาจากสวรรค์ มาที่บ้านของนางและกล่าวว่า...
         เจ้าและสามีเป็นผู้มีศีลธรรม เมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งปวง ประกอบการงานอาชีพด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ทั้งยังสร้างคุณงาม ความดีมาตลอดหลายชาติ เราขอำนวยพรให้เจ้า และครอบครัวมีแต่ความสุขสวัสดิ์ตลอดไปและเทพองค์นั้นยังได้มอบดวงแก้วใสสะอาดสุกว่างให้แก่นางด้วย "ดวงมณีนี้ เจ้าจงรับไปและรักษาให้ดีต่อไปภายหน้า จะได้เป็นพระพุทธสาวกหน่อเนื้อพระชินวร เพื่อสืบพระพุทธศาสนา เป็นเนื้อนาบุญ ที่พึ่งของสัตว์โลกทั้งปวง"
การศึกษา
         เนื่องด้วยบุรพกรรมและสังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้แน่นอน บิดามารดาของหลวงพ่อคูณ ได้เสียชีวิตลงในขณะที่ลูกทั้ง 3 คน ยังเป็นเด็ก หลวงพ่อคูณกับน้อง ๆ จึงอยู่ในความอุปการะของน้าสาว สมัยที่หลวงพ่อคูณอยู่ในวัยเยาว์ 6-7 ขวบ ได้เข้าเรียนหนังสือ กับพระอาจารย์เชื่อม วิรโธ พระอาจารย์ฉาย และพระอาจารย์หลี ทั้งภาษาไทย และภาษาขอม ที่วัดบ้านไร่ สถานการศึกษาแห่งเดียวในหมู่บ้าน มิได้มีโรงเรียนทำการสอนเช่นในสมัยปัจจุบัน นอกจากเรียนภาษาไทยและขอมแล้ว พระอาจารย์ทั้ง 3 ยังมีเมตตาอบรมสั่งสอนวิชา คาถาอาคม เพื่อป้องกันอันตรายต่าง ๆ ให้แก่หลวงพ่อคูณด้วย นับว่าหลวงพ่อคูณรู้วิชาไสยศาสตร์มาแต่เยาว์วัย
อุปสมบท
         หลวงพ่อคูณ อุปสมบท เมื่ออายุได้ 21 ปี ณ พัทธสีมาวัดถนนหักใหญ่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2487 (หนังสือบางแห่งว่า ปี 2486) ตรงกับวันศุกร์ เดือน 6 ปีวอก โดยพระครูวิจารย์ดีกิจ อดีตเจ้าคณะอำเภอด่านขุนทด เป็นพระอุปัชฌาย์ พระกรรมวาจาจารย์ คือพระอาจารย์สุข วัดโคกรักษ์ หลวงพ่อคูณ ได้รับฉายาว่า ปริสุทโธ
         หลังจากที่หลวงพ่อคูณอุปสมบทเป็นพระภิกษุเรียบร้อยแล้ว ท่านได้ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อแดง วัดบ้านหนองโพธิ์ ต.สำนักตะคร้อ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา  (บางตำรากล่าวว่าเมื่อบรรพชาแล้วได้เล่าเรียนกับหลวงพ่อคง ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดถนนหักใหญ่ก่อน แล้ว หลวงพ่อคงจึงนำไปฝากกับหลวงพ่อแดง)
         หลวงพ่อแดง เป็นพระนักปฏิบัติทางด้านคันถธุระ และวิปัสสนาธุระ อย่างเคร่งครัด และทั้งเป็นพระเกจิอาจารย์ที่เรืองวิทยาคมเป็นอย่างยิ่ง จนเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของผู้คนและลูกศิษย์เป็นอย่างมาก
หลวงพ่อคูณ ตั้งใจร่ำเรียนพระธรรมวินัย ตามรอยพระพุทธองค์ ที่ตรัสไว้ว่า... " เทว เม ภิกขเว วิชชา ภาคิยา" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิชานั้นมีอยู่ 2 อย่าง คือ
1 สมถะ ความสงบระงับแห่งจิตที่ปราศจากกิเลสอาสวะทั้งปวง
2 วิปัสสนา ความเห็นแจ้งซึ่งธรรมเบื้องสูงอันสุขุมลุ่มลึก ในทางพุทธศาสนาและจงเดินตามหนทางนั้นเถิด...
         หลวงพ่อคูณ ได้อยู่ปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อแดงมานานพอสมควร หลวงพ่อแดงจึงพาหลวงพ่อคูณไปฝากตัวเป็น ลูกศิษย์หลวงพ่อคง พุทธสโร ซึ่งหลวงพ่อทั้งสองรูปนี้ เป็นเพื่อนกันต่างให้ความเคารพซึ่งกันและกัน เมื่อมีโอกาสได้พบปะ มักแลกเปลี่ยนธรรมะ ตลอดจนวิชาอาคมแก่กันเสมอ
         หลวงพ่อคง พุทธฺสโร เป็นพระอาจารย์ผู้ทรงคุณทั้งทางธรรม และทางไสยเวทย์ และได้อบรมสั่งสอนให้กับ หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ ด้วยความรักใคร่มิได้ปิดบังอำพราง โดยการให้การศึกษาพระธรรมควบคู่กับการปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน น้นเรื่องการมี "สติ" ระลึกรู้ พิจารณาอารมณ์ต่าง ๆ ที่มากระทบและให้เกิดความรู้เท่าทัน ในอารมณ์นั้น เช่น เมื่อเกิดอารมณ์ "หลง" ท่านให้พิจารณาว่า...
"อนิจจัง ไม่เที่ยง ทุกขัง เป็นความทุกข์ อนัตตา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ของเขา สักแต่ว่าเป็นรูป เป็นนาม จึงมิใช่ของเราและของเขา”
และท่านจึงให้แนวทางพิจารณา 5 ประการ คือ
พิจารณาว่า ความเกิดเป็นเรื่องธรรมดา หาล่วงความเกิดนี้ได้
พิจารณาว่า ความแก่เป็นเรื่องธรรมดา หาล่วงความแก่นี้ได้
พิจารณาว่า ความเจ็บเป็นเรื่องธรรมดา หาล่วงความเจ็บนี้ได้
พิจารณาว่า ความตายเป็นเรื่องธรรมดา หาล่วงความตายนี้ได้
พิจารณาว่า เรามีกรรมเป็นเรื่องธรรมดา เรามีกรรมเป็นของตนเอง เรากระทำความดี จักได้ดี เรากระทำความชั่ว จักได้ชั่ว"
         ส่วนพระกัมฏฐานนั้น หลวงพ่อคงได้สอนให้ใช้หมวดอนุสติ โดยดึงเอาวิธีกำหนด “ความตาย” เป็นอารมณ์ เรียกว่า “มรณัสสติ” เพื่อให้ เกิดความรู้เท่าทัน ไม่หลงในในอารมณ์ รูป รส กลิ่น เสียง ไม่ประมาทในความโลภ ความโกรธ และความหลง กำหนดลมหายใจเข้าออกทำจิตให้เกิด สัมมาสมาธิ เรียกว่า “อานาปานสติ”
         เวลาล่วงเลยนานพอสมควร กระทั่งหลวงพ่อคงเห็นว่า ลูกศิษย์ของตนมีความรอบรู้ชำนาญการปฏิบัติธรรมดีแล้ว จึงแนะนำให้ออกธุดงค์จาริกไปตามป่าเขาลำเนาไพร ฝึกปฏิบัติธรรมเบื้องสูงต่อไป แรก ๆ หลวงพ่อคูณก็ธุดงค์ จาริกอยู่ในเขตจังหวัดนครราชสีมา จากนั้นจึงจาริกออกไปไกล ๆ กระทั่งถึงประเทศลาว และประเทศเขมร มุ่งเข้าสู่ป่าลึก เพื่อทำความเพียรให้เกิดสติปัญญา เพื่อการหลุดพ้น จากกิเลส ตัณหา และอุปทานทั้งปวง
สู่มาตุภูมิ
         หลังจากที่พิจารณาเห็นสมควรแก่การปฏิบัติแล้ว หลวงพ่อคูณ จึงออกเดินทางจากประเทศเขมรสู่ประเทศไทย เดินข้ามเขตด้านจังหวัดสุรินทร์ สู่จังหวัดนครราชสีมา กลับบ้านเกิดที่บ้านไร่ จากนั้นจึงเริ่มดำเนินการก่อสร้างถาวรวัตถุทาง พระพุทธศาสนา โดยเริ่มสร้างอุโบสถ พ.ศ.๒๔๙๖ โดยชาวบ้านได้ช่วยกันเข้าป่าตัดไม้ ซึ่งในสมัยก่อนมีอยู่มาก การตัดไม้ในสมัยนั้น ไม่ค่อยสะดวกนัก เพราะไม่มีเครื่องจักร ไม่มีถนน กว่าจะได้ไม้ที่เลื่อยแปรสภาพสำเร็จแล้ว ต้องเผชิญกับการขนย้ายที่ยากลำบาก โดยอาศัยโคเทียมเกวียนบ้าง ใช้แรงงานคนลากจูง บนทางที่แสนทุรกันดาร เนื่องจากถนนทางเกวียนนั้นเป็นดินทรายเสียส่วนใหญ่ เมื่อต้องรับน้ำหนักมากก็มักทำให้ล้อเกวียนจมลงในทราย การชักจูงไม้แต่ละเที่ยวจึงต้องใช้เวลาถึง 3-4 วัน
         แต่กระนั้น หลวงพ่อคูณ ก็สามารถนำชาวบ้านช่วยกันสร้างพระอุโบสถจนสำเร็จ (ปัจจุบันได้รื้อลงแล้ว และก่อสร้างหลังใหม่แทน) นอกจากสร้างพระอุโบสถแล้ว หลวงพ่อยังสร้างโรงเรียน กุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ รวมทั้งขุดสระน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค ยังความสะดวกสบาย และความเจริญในบ้านไร่ยิ่งนัก แม้ปัจจุบันจะไม่ได้เห็นสิ่งดังกล่าว เนื่องจากหลวงพ่อได้เปลี่ยนสิ่งก่อสร้างดังกล่าวทั้งหมด มาเป็นปูนเป็นอิฐให้สวยงามและทนทานยิ่งขึ้น
         นอกจากการก่อสร้างอุโบสถแล้ว หลวงพ่อคูณยังสร้างกุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ ขุดสระน้ำไว้เพื่อุปโภคและบริโภค และที่สำคัญยังสร้างโรงเรียนไว้เพื่อเด็กบ้านไร่อีกด้วย นอกเหนือจากนั้น หลวงพ่อคูณ ยังได้สร้างโรงพยาบาล โรงเรียน ตลอดจนบริจาคเงินทองเพื่อช่วยเหลือสาธารณะสุขต่างๆ
สร้างวัตถุมงคล
         หลวงพ่อคูณ สร้างวัตถุมงคลมาตั้งแต่บวชแล้ว ๗ พรรษา โดยเริ่มทำวัตถุมงคล ซึ่งเป็นตะกรุดโทน ตะกรุดทองคำ เพื่อฝังที่ใต้ท้องแขน ณ วัดบ้านไร่ ราว พ.ศ.๒๔๙๓
         “ใครขอ กูก็ให้ ไม่เลือกยากดีมีจน” เป็นคำกล่าวของท่าน เนื่องจากวัตถุมงคลของหลวงพ่อได้ชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ เมื่อมีผู้ถามว่า หลวงพ่อแจกให้กับคนไม่ดีเป็นโจรผู้ร้ายอย่างนี้หลวงพ่อไม่บาปหรือ “กูจะไปรู้หรือว่ามันเป็นใคร ถ้ามันเป็นโจร เมื่อมันได้รับประโยชน์จากของที่กูแจก มันคงคิดได้ว่า เป็นเพราะพระศาสนา มันจะได้เข้ามาสนใจปฏิบัติธรรม….”
         “ถ้ามีใจอยู่กับ “พุทโธ” ให้เป็นกลางๆ ไม่สอดส่ายไปไหน นั่นหมายความว่า ใจเป็นสมาธิ จะช่วยปกป้องคุ้มครองเราได้ดียิ่ง… ยิ่งกว่ามีวัตถุมงคลใดๆ ในโลก”
การปลุกเสกวัตถุมงคลของหลวงพ่อคูณ หลวงพ่อคูณจะใช้คาถาไม่กีบท
หัวใจพระคาถามีว่า
มะอะอุ นะมะพะธะ นะโมพุทธายะ พุทโธ และยานะ
แต่ในการปลุกเสก หลวงพ่อคูณจะใช้วิธี อนุโลมปฏิโลม (การต่อตามและย้อนลำดับ) เรียกว่า คาบพระคาถา
เมื่อนำหัวใจธาตุ 4 คือ นะมะพะธะ มาใช้ หลวงพ่อคูณจะภาวนาด้วยจิตอันเป็นหนึ่ง(สมาธิ) ให้อักขระทั้ง 4 นี้ เป็น 16 อักขระ ดังนี้
นะ มะ พะ ธะ
มะ พะ ธะ นะ
พะ ธะ นะ มะ
ธะ นะ มะ พะ
         ระยะเวลาการปลุกเสกของท่านใช้เวลาไม่มากนัก ขึ้นอยู่กับอารมณ์จิต ท่านเคยปรารภว่าเมื่อจะปลุกเสกวัตถุใด ใจต้องเป็นสมาธิ เมื่อใจมีสมาธิ ปลุกเสกสิ่งใดก็ขลัง ระยะเวลาหนึ่งนาทีก็ดีแล้ว แต่หากใจไม่เกิดสมาธิ ปลุกเสกทั้งคืนทั้งวันก็ไม่มีผล อย่างนี้สู้ไปทำอย่างอื่นดีกว่า
ท่านั่งยอง
         หลวงพ่อคูณ ให้เหตุผลว่า เป็นท่าที่สบายที่สุด อีกทั้งเป็นลักษณะของคนเตรียมพร้อมที่ลุกเดินไปไหนมาไหนได้ทันที จะหยิบจับอะไรก็ง่ายและสะดวกในการทำงาน
การบำเพ็ญประโยชน์ต่อสาธารณะ
         หลวงพ่อคูณ ได้จัดสร้างโรงพยาบาลถึง 3 หลัง ตลอดจนโรงเรียน และอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ ยังได้บริจาคเงินทองเพื่อช่วยเหลือสาธารณะสุขต่างๆ ทุกๆวัน แต่ละเดือนเป็นจำนวนหลายแสนบาท
"หลวงพ่อคูณ เป็นคนยากจนมาโดยกำเนิด จึงอยากคิดช่วยเหลือคนอื่น การนำเงินออกไปช่วยคนอื่น ก็จะมีคนบริจาคเรื่อยๆ ถ้าเก็บไว้จะทำให้ตนตาบอด ใจก็บอดอีกด้วย จึงอยากช่วยคนอื่นอยู่เรื่อยไป วันใดไม่มีคนมาขอเงิน ก็ไม่ค่อยสบายใจ”
ข้อห้าม ข้อควรปฏิบัติ
         หลวงพ่อคูณ สั่งว่า เมื่อมีพระเครื่องของหลวงพ่อคูณ ติดตัว ให้ภาวนา "พุทโธ" ทำจิตให้เป็นสมาธิแน่วแน่ ละเว้นถ้อยคำด่าทอ ค่าพ่อแม่ตน และพ่อแม่บุคคลอื่น และอย่าผิดสามีหรือภรรยาผู้อื่น ให้สวยมนต์ก่อนเข้านอนทุกคืน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด และหวงพ่อคูณย้ำว่า "ถ้ามีใจอยู่กับ พุทโธ ให้เป็นกลาง ๆ ไม่สอดส่ายไปที่ไหน นั่นหมายความว่า ใจเป็นสมาธิ จะช่วยปกป้องคุ้มครองเราได้ดียิ่ง...ยิ่งกว่ามีวัตถุมงคลใด ๆ ในโลก"
คาถาที่หลวงพ่อคูณใช้บริกรรมเวลานั่งสมาธิ
เวลาหายใจเข้า ให้บริกรรมว่า ตาย
เวลาหายใจออก ให้บริกรรมว่า แน่
เป็นตายแน่... ตายแน่... ตายแน่ไปเรื่อย ๆ จะรู้สึกสบาย จิตสงบ

14





ด้วยความรัก ท่วมท้น ล้นดวงจิต

ด้วยชีวิต เทิดองค์ พระทรงศรี

ด้วยภูมิใจ เป็นรองพระบาท ในชาตินี้

เกิดอีกที ขอเป็นรองพระบาท ทุกชาติไป






ขอกราบ..ดวงใจ.ทุกดวง.ที่แสนรักพ่อหลวง

ร่วมกันเฝ้ารอเวลา..กราบเทวดา..อย่างคนสามัญ

เหนื่อยเพียงไหน นานเท่าไหร่ก็จะรอ

ได้เห็นพลังรักที่ยิ่งใหญ่ของประชาชนที่มีต่อ..ในหลวง  รัชกาลที่ ๙

เพื่อ..ช่วงเวลาที่จะได้พบ กับ.พ่อหลวง.นั้นจะสั้นเพียง 1 กราบ

แต่จะเป็นสัมผัสที่ ไม่มีวันลืม จนวันตาย

 รัก และ เทิดทูน พระองค์ท่านที่สุด

 เป็นบุญของพวกเราที่เกิดมาในรัชสมัย ของพระมหากษัตริย์ ผู้ประเสริฐสุดเช่นนี้

เชื่อว่าในภพนี้คงมิมีการถวายคารวะการเทิดทูน

แสดงความ จงรักภักดี อันยิ่งใหญ่ ดั่งนี้อีกแล้ว

ความงดงาม และเต็มไปด้วย ความรักที่มีต่อพระองค์ท่านจริงๆ

เป็นภาพประวัติศาสตร์ของชาวไทยที่มีความรัก

และ จงรักภักดีต่อพ่อหลวง แม้จะลำบากแค่ไหนก็ขอ

ได้มากราบถวายบังคม พระศพ สักครั้งหนึ่งในชีวิต

พสกนิกรของพระองค์  ภาคภูมิใจที่สุดหาอื่นใดเปรียบได้.....

เกล้ากระหม่อมขอน้อมกราบส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย ทิพยวิมานอันวิมุตติสุข

ขอน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

พ่อหลวงยังอยู่ในใจลูกตลอดกาล






สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเดินทาง ..ไปไหว้พ่อหลวง..

...เหนือเช้า.ย่อมมี..เช้ากว่า ..บางคนรอตั้งแต่สี่ทุ่ม

...คนไทยหลายคนไม่ค่อยเข้าใจคำว่า " ต่อคิว "

....แถมให้อีกคำนึงที่น่าจะเข้าใจตรงข้ามคือ "ไม่ต้องรีบ"

...คงเป็นที่ ๆ เดียวที่ใช้คำว่า "รีบไปหาพ่อเหรอ"  แล้วมีแต่รอยยิ้ม

.....เวลาที่เดินในแถว เราจะรู้สึกถึงคำว่า วินัยใส่อารมณ์ จากผู้ดูแล

.....แต่อย่าไปโกรธแกเลย ถ้าเราดูแลคนเป็นหมื่น ๆ แบบเค้าเราจะเข้าใจ

.....อาหารอะไรที่ต่อด้วยคำว่า ..พระราชทาน รสชาติดีจริง ๆ แม้จะเป็นน้ำเปล่าก็เถอะ

.....สิ่งงดงามที่สุดที่มนุษย์สร้างขึ้นให้มนุษย์ด้วยกันเรียกว่า ..น้ำใจ

.....เห็นคนเฒ่าคนแก่ แบ่งปันยาดม พี่ข้างหลังยื่นผ้าแข็งให้

     ทั้ง ๆ ที่แกมีอยู่แผ่นเดียว ไม่ได้ใช้แต่เย็นใจอย่างบอกไม่ถูก

15
รวบหนุ่ม...ปลอมเฟส..ผอ.สลากฯ



















รวบหนุ่มปลอมเฟสผอ.สลากฯ


ใบ้หวยตุ๋นเหยื่อการันตีเลขล็อคถูกชัวร์



 
วันนี้ (13 กันยายน 2560) เวลา 14.00 น. ที่กองบังคับการปราบปราม สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล

ร่วมกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้แถลงข่าวจับกุมนายสมศักดิ์ สุขมั่น ผู้ต้องหากระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน

โดยแสดงตนเป็นคนอื่น ชักชวนให้ผู้อื่นเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาต หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา

 และนำภาพของผู้อื่นเข้าระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนโดยทั่วไปเข้าถึงได้ ซึ่งเกิดจากการสร้างขึ้น

ด้วยวิธีทางอิเล็คทรอนิกส์หรือวิธีอื่น โดยทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง

พลตรีฉลองรัฐฯ ผู้อำนวยการ กล่าวว่า สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลขอขอบคุณกองบังคับการปราบปราม

 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ให้ความร่วมมือเร่งสืบสวนและดำเนินการตรวจสอบ เฟสบุ๊คอ้างชื่อ

พลตรี ฉลองรัฐ นาคอาทิตย์ ให้เลขท้าย 2 ตัว 3ตัว (อ้างว่าเป็นเลขล็อค จากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล)

 แล้วเรียกเก็บค่าสมาชิกรายละ 30,000 บาท ซึ่งเป็นการหลอกลวงประชาชน มีผู้ตกเป็นเหยื่อจากการหลงเชื่อเป็นจำนวนมาก

ซึ่งกองบังคับการปราบปรามได้เร่งรัดสืบสวนตามกฎหมายและสามารถจับกุมผู้ต้องหากระทำความผิดดังกล่าวได้ในเวลาที่รวดเร็ว

พลตรีฉลองรัฐฯ กล่าวเพิ่มเติมว่าสำนักงาน ฯ ขอยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการหลอกลวงทั้งสิ้น

ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในกระบวนการออกรางวัลของสำนักงานฯ ที่ได้กำหนดให้ป้องกันผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าถึงอุปกรณ์

และกำหนดให้มีการสุ่มอุปกรณ์ออกรางวัล, พนักงานออกรางวัล, กรรมการออกรางวัล

อย่างเป็นขั้นตอนก่อนทำการเสี่ยงผลรางวัลทุกครั้ง ทำให้ไม่มีผู้ใดทราบผลรางวัลก่อนการออกรางวัลจริงได้

กระบวนการดังกล่าวผ่านการรับรองตามมาตรฐานสากลด้านการออกรางวัล (ISO 9001 :2015)

ซึ่งการออกรางวัลในแต่ละครั้ง ประชาชนสามารถรับชมได้ด้วยตนเอง ณ สถานที่ออกรางวัล

หรือรับชมการการถ่ายทอดสดได้ทางสถานีโทรทัศน์ไทยรัฐ ทีวี ตั้งแต่เวลา 14.00 น.

 สถานีโทรทัศน์ข่าวสปริงนิวส์ ตั้งแต่เวลา 14.30 น.และทางสถานีวิทยุโทรทัศน์

แห่งประเทศไทย NBT กรมประชาสัมพันธ์ ตั้งแต่เวลา 15.00 – 16.00 น.

รวมทั้งรับฟังการถ่ายทอดเสียงทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยกรมประชาสัมพันธ์

 และสถานีวิทยุสปริงส์ เรดิโอ เอฟเอ็ม 98.5 เมกกะเฮิร์ทซ์ ตั้งแต่เวลา 14.30 น. เป็นต้นไป

 และตรวจสอบขั้นตอนการออกรางวัลย้อนหลังผ่านทางเว็บไซต์ของสำนักงานฯ www.glo.or.th

 ได้ทุกงวดการออกรางวัลตลอดเวลา

ในส่วนของผู้ต้องหาเองให้การยืนยันว่าตัวเลขที่นำมาส่งให้ประชาชนเป็นตัวเลขที่สุ่มขึ้นเอง

 โดยแอบอ้างชื่อผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือเท่านั้น

 จึงขอเตือนพี่น้องประชาชนอย่าได้หลงเชื่อการแอบอ้างของมิจฉาชีพว่าสำนักงานฯ

 มีเลขหลุดจากภายในสำนักงานฯ หรือการหลอกลวงบอกใบ้เลขเด็ดผ่านจดหมายหลอกลวงหรือสื่อออนไลน์

 รวมถึงการแอบอ้างว่าชื่อสำนักงานฯ หลอกลวงในเรื่องต่างๆ หากหลงเชื่อจะสูญเสียทรัพย์จำนวนมากได้

ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ call center

 โทร 0 2528 9999 และ 0 2345 1466 ตลอด 24ชั่วโมง.

หน้า: [1] 2 3 ... 8