ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

 


แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - เจ๊วู

หน้า: [1] 2 3 ... 8
1
ห้องข่าวหวย / ข่าว 16 ตุลาคม 2560
« เมื่อ: 11 ตุลาคม 2017, 09:43:10  »
วันปิยะมหาราช










พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว


มีพระนามเดิมว่า สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์




พระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2396


 เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 4 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระนางเจ้าฟ้ารำเพยภมราภิรมย์ (สมเด็จพระเทพศิรินทรา พระบรมราชินี)
 เมื่อพระชนมายุได้ 9 พรรษา ทรงได้รับสถาปนาขึ้นเป็น "กรมหมื่นพิฆเนศวรสุรลังกาศ" ต่อมาเมื่อพระชนมายุได้ 13 พรรษา
ทรงได้รับสถาปนาขึ้นเป็น "กรมขุนพินิตประชานาถ" บรมราชาภิเษกครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2411
ทรงพระนามว่า "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว"

 เนื่องจากขณะนั้นมีพระชันษาเพียง 16 ปี ยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะ สมเด็จพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)
 จึงเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน และสถาปนากรมหมื่นบวรวิชัยชาญ พระโอรสองค์ใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
เป็นกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญพระมหาอุปราช

 ระหว่างที่สมเด็จพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เป็นผู้สำเร็จราชการอยู่นั้น สมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ
ก็ทรงใช้เวลาศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยาเป็นอันมาก เช่น โบราณราชประเพณี รัฐประศาสน์ โบราณคดี ภาษาบาลี ภาษาอังกฤษ
วิชาปืนไฟ วิชามวยปล้ำ วิชากระบี่กระบอง และวิชาวิศวกรรม

 ในตอนนี้ยังได้เสด็จประพาสสิงคโปร์และชวา 2 ครั้ง เสด็จประพาสอินเดีย 1 ครั้ง การเสด็จประพาสนี้มิใช่เพื่อสำราญพระราชหฤทัย
แต่เพื่อทอดพระเนตรแบบแผนการปกครองที่ชาวยุโรปนำมาใช้ปกครองเมืองขึ้นของตน เพื่อจะได้นำมาแก้ไขการปกครองของไทย
ให้เหมาะสมแก่สมัยยิ่งขึ้นตลอดจนการแต่งตัว การตัดผม การเข้าเฝ้าในพระราชฐานก็ใช้ยืน และนั่งตามโอกาสสมควร ไม่จำเป็นต้องหมอบคลานเหมือนแต่ก่อน
 
 เมื่อพระชนมายุบรรลุพระราชนิติภาวะ ได้ทรงผนวชเป็นเวลา 2 สัปดาห์ แล้วจึงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นครั้งที่ 2
เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2416 และนับจากนั้นมาก็ทรงพระราชอำนาจเด็ดขาดในการบริหารราชการแผ่นดิน

 ตลอดระยะเวลาที่ทรงครองสิริราชสมบัติ ทรงปกครองทำนุบำรุงพระราชอาณาจักรให้มั่งคั่งสมบูรณ์ ดัวยรัฐสมบัติ
 พิทักษ์พสกนิกรให้อยู่เย็นเป็นสุข บำบัดภัยอันตรายทั้งภายในภายนอกประเทศ ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจต่างๆ
 อันก่อให้เกิดคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ ให้รอดพ้นจากวิกฤตการณ์ และสามารถธำรงเอกราชไว้ตราบจนทุกวันนี้


พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

สวรรคต    เมื่อวันที่  23   ตุลาคม พ.ศ. 2453

รวมพระชนมายุ     58    พรรษา

ครองราชสมบัติ      42   ปี



            ลำดับเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้น


           พ.ศ.2411 เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ

           พ.ศ.2412 ทรงโปรดเกล้าให้สร้างวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามซึ่งเป็นวัดประจำรัชกาลของพระองค์

           พ.ศ.2413 เสด็จประพาสสิงคโปร์และชวา, โปรดฯ ให้ยกเลิกการไว้ผมทรงมหาดไทย

           พ.ศ.2415 ทรงปรับปรุงการทหารครั้งใหญ่, โปรดให้ใช้เสื้อราชปะแตน, โปรดให้สร้างโรงเรียนหลวงสอนภาษาอังกฤษแห่งแรกขึ้นในพระบรมหาราชวัง

           พ.ศ.2416 ทรงออกผนวชตามโบราณราชประเพณี, โปรดให้เลิกประเพณีหมอบคลานในเวลาเข้าเฝ้า

           พ.ศ.2417 โปรดให้สร้างสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน, ตั้งโรงเรียนกุลสตรีวังหลัง (ปัจจุบันคือ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย) และให้ใช้อัฐกระดาษแทนเหรียญทองแดง

           พ.ศ.2424 เริ่มทดลองใช้โทรศัพท์ครั้งแรก เป็นสายระหว่างกรุงเทพฯ–สมุทรปราการ, สมโภชพระนครครบ 100 ปี มีการฉลอง 7 คืน 7 วัน

           พ.ศ.2426 โปรดให้ตั้งกรมไปรษณีย์ เริ่มบริการไปรษณีย์ในพระนคร, ตั้งกรมโทรเลข และเกิดสงครามปราบฮ่อครั้งที่ 2

           พ.ศ.2427 โปรดฯ ให้ตั้งโรงเรียนราษฎร์ทั่วไปตามวัด โรงเรียนแห่งแรกคือ โรงเรียนวัดมหรรณพาราม

           พ.ศ.2429 โปรดฯ ให้เลิกตำแหน่งมหาอุปราช ทรงประกาศตั้งตำแหน่งมกุฏราชกุมารขึ้นแทน

           พ.ศ.2431 เสียดินแดนแคว้นสิบสองจุไทให้แก่ฝรั่งเศส, เริ่มการทดลองปกครองส่วนกลางใหม่
                         เปิดโรงพยาบาลศิริราช, โปรดฯให้เลิกรัตนโกสินทร์ศก โดยใช้พุทธศักราชแทน

           พ.ศ.2434 ตั้งกระทรวงยุติธรรม, ตั้งกรมรถไฟ เริ่มก่อสร้างทางรถไฟสายกรุงเทพ-นครราชสีมา

           พ.ศ.2436 ทรงเปิดเดินรถไฟสายเอกชน ระหว่างกรุงเทพฯ-ปากน้ำ, กำเนิดสภาอุนาโลมแดง (สภากาชาดไทย)

           พ.ศ.2440 ทรงเสด็จประพาสยุโรปเป็นครั้งแรก

           พ.ศ.2445 เสียดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศส

           พ.ศ.2448 ตราพระราชบัญญัติยกเลิกการมีทาสโดยสิ้นเชิง

           พ.ศ.2451 เปิดพระบรมรูปทรงม้า

           พ.ศ.2453 เสด็จสวรรคต


2
โรยรื่น ชื่นบุปผา / ความแค้น
« เมื่อ: 11 ตุลาคม 2017, 09:16:32  »




บุญทานสูงส่ง ที่ทำได้ยาก คือ ปล่อยวาง..ถ้าทำได้..ยกภูเขา(ไฟ)..ออกจาก อก..

ชีวิตก้อจะหลุดพ้นต่อสิ่งที่หนักใจทั้งปวง..

โชคชะตามักเล่น เล่นตลกกับเรา

 เรื่องเก่าก็ไม่ควรเอามาผูกใจเจ็บ



"  ผูกแค้น ฝังใจเจ็บ รอคอย การชำระ "



คุณเคยคิดแค้นใครแบบสุดๆ ไหม

แค้นจนคิดว่าไม่มีทางที่จะอยู่ร่วมกันได้

ความแค้นนั้น…จะถือมันไปนานเท่าไหร่

แล้วคุณจะถือความแค้นนั้น ไปนานแค่ไหน.??

……
……
เคยแบก "ความแค้น" ไปสร้าง..อนาคต..ไหม

มันทำให้คุณ..คิดลบ..และ..หมกหมุ่น..

มันทำให้  คุณ มีชีวิตหนักขึ้น ลำบากขึ้น

และมันจะทำให้คุณต้องสร้างเงื่อนไขที่ไม่จำเป็นขึ้นมา



คุณเคยรู้ไหม ว่า..ความแค้น..มันคือ...ไฟ ...



หรือคุณสะดวกที่จะพกพาไฟ ไปไหนมาไหนตลอดเวลา

และคุณเคยคิดบ้างไหมว่า...ไฟดวงนั้น

มันจะติดตาม "..เผาไหม้.." ชีวิตของใคร...??

มันจะเผาไหม้ชีวิตของ..เขา..หรือของ..คุณ...??

การที่เดินแบกความแค้นไปสู่อนาคต

มันจะทำให้คุณถูกเผาไหม้ในทุกวงสังคม

มันจะเผาไหม้คุณแน่นอนที่กลางทาง

ก่อนที่คุณจะเดินทางไปถึงเป้าหมายเสียอีก

เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว ก็หาทางวางความแค้นลงเถิด

ถือต่อไปมันก็ไม่เกิดประโยชน์อันใดเลย

เพราะมันแรงจนสามารถ..เผา..ทุกอย่างที่เป็น..คุณได้

งานการก็ไม่ได้ทำ มัวแต่จ้องคอยจะล้างแค้น

วางลงได้เมื่อไหร่ก็สุขใจ แน่นอน




3









"ความรู้สึกไม่ต่างกัน" เลยนะแม่พลอย !



 คราสิ้นพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ ๕ 

เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓

 เหตุการณ์ที่ “แม่พลอย” ประสบพบเจอ

ช่างคล้ายกับวันสิ้น “ รัชกาลที่ ๙  ”

วันที่ ๑๓  ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙  เสียเหลือเกิน

คงคล้ายกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ ๒๖  ตค.

 ที่จะถึงนี้ คงเป็นความรู้สึกเดียวกัน

 ได้แต่บอกว่าคราวนี้   สาหัสเหลือเกิน...



.........


วันนั้น อากาศมืดครึ้มไปทั่ว

ไม่มีแสงแดด ทำให้แลดูครึ้ม เยือกเย็น

ลมเหนือที่เริ่มจะพัดในเดือนตุลาคมก็หยุดนิ่ง

ในวันนั้นแม้แต่ใบไม้สักใบก็ไม่มีกระดิก

เสียงนกเล็กๆที่เคยร้องอยู่ตามพุ่มไม้ก็เงียบหายไป



เดินขึ้นตึก เบาๆ นั่งลง ร้องไห้ด้วยหัวใจที่แห้งผาก ร้องจนไม่มีน้ำตาจะไหลแล้ว

เดินไปหยิบเสื้อ น้ำตาก็ยังไหลออกมา ซึ่งไม่เห็นความจำเป็นอะไรที่จะต้องเช็ดให้แห้งเพราะก็ยังร้องไห้อยู่เรื่อยๆ 

เดินไปมา ด้วยความ กระวน กระวายใจ จนบ่าย วันนี้เขาจะแห่ พระบรมศพ กลับเข้าวัง

อย่างน้อยที่สุด สิ่งที่จะทำได้ในวันนี้คือ ไปคอยเฝ้าถวายบังคม พระบรมศพ ตามข้างถนนหนทาง

 ก็ยังดีกว่านั่งอยู่ที่บ้านโดยไม่มีจิตใจ ทำอะไรไม่ถูก

 พอนึกออก ก็รีบแต่งกายเข้าเครื่องไว้ทุกข์ แล้วขึ้นรถออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปทางถนนราชดำเนิน

 

ธรรมชาติทั่วทั้งเมืองดูเหมือนจะแสดงความโศกสลด ความวิปโยคอันยิ่งใหญ่.....

ตลอดทางที่ผ่าน มีแต่ชาวบ้าน ร้านตลาด แต่งกายไว้ทุกข์ นุ่งดำ เดินมุ่งหน้าไปทางเดียวกันทั้งสิ้น

 ทุกคนมีใบหน้าอันเศร้าหมอง ส่วนมากถือดอกไม้ธูปเทียนในมือ บางคนเดินร้องไห้ดังๆ บางคนก็เดินเช็ดน้ำตา

 ทุกคนต่างมุ่งหน้าไปคอยกระบวนพระบรมศพ เพื่อถวายบังคมสักการะในวันนี้

เดินปนไปกับฝูงคน ไปยังถนนราชดำเนินใน ตามสองข้างถนนนั้น

ราษฎรมานั่งคอยถวายบังคมพระบรมศพกันอย่างเนื่องแน่น ทุกคนเงียบกริบ ไม่มีใครส่งเสียง

 ค่อยๆ เดิน หลีกฝูง คนเข้าไป เห็นมีที่ว่างอยู่ข้างถนนหน่อยหนึ่ง ก็เข้าไปนั่งเยื้องไปข้างหน้า พอเอื้อมมือถึง


นั่งคอยอยู่นาน ฝูงคนที่มาคอยถวายบังคมก็มากขึ้นทุกที อากาศที่ครึ้มอยู่ตลอดทั้งวันนั้น กลายเป็นเมฆฝนขนาดหนัก

 บดบังท้องฟ้ามืดมิดไปทั่ว ราวกับเวลากลางคืนที่มืดสนิท มองไปข้างหน้าตามขอบฟ้า เห็นฟ้าแลบไกลๆ เป็นระยะๆ

 เสียงฟ้าร้องดังครืน แต่ดินฟ้าอากาศที่แสดงอาการว่าฝนจะตกนั้น

 มิได้ทำให้ฝูงชนที่มาคอยถวายบังคมพระบรมศพนั้นท้อถอยไปได้เลย

เวลายิ่งล่วงเลยไป ความมืดก็ยิ่งทวีขึ้น ขนลุกเมื่อได้ยินเสียงผู้คนเป็นอันมากร้องไห้โฮ

ดังมาไกลตั้งแต่ถนนราชดำเนินนอกอันเป็นต้นทาง

เป็นห้วงเวลาแห่งทุกข์อันใหญ่หลวงของคนไทย

เปรียบเทียนสิ้นแสง เหมือนเงาไร้ดวงเทียน



ในยามมีทุกข์ร้ายมาเยือน ทุกข์ใดเล่าจะเหมือน ความทุกข์เยือนเรือนกาย

 ผู้มีพระคุณอันแสนยิ่งใหญ่ กว่าสิ่งใดก็คือแผ่นดิน

ครั้งนี้น้ำตาและความโศกเศร้าอาลัยจะไม่มีวันได้เห็น..พระองค์ท่าน..อีกแล้ว



 ในที่สุดก็ได้ยินเสียงดนตรี เสียงปี่ เสียงกลอง จากกระบวนแห่กระบวนหน้า

ข้ามสะพานผ่านพิภพฯ เดินมาตามถนนราชดำเนินใน

 คู่แห่นั้นถือเทียนแวววาว แลดูเป็นทางยาวคู่หนึ่งสุดลูกตา เสียงปี่เสียงกลองชนะ ดังใกล้เข้ามาอีก

 หมู่คนที่นั่งอยู่ริมถนนเริ่มจุดดอกไม้ธูปเทียน ที่ต่างถือมาราวกับนัดกันไว้

 ตามสองข้างถนนก็มีแสงธูปเทียนดารดาษเหมือนดาวในท้องฟ้า จุดธูปเทียน ยกสองมือกำแน่น

 พระบรมโกศประดิษฐานอยู่บนพระยานมาศสามลำคาน

กั้นกางด้วยพระมหาเศวตรฉัตรและดูสูงทะมื่น ข้ามสะพานมาแล้ว

 ทุกคนเปล่งเสียงดังร้องไห้ด้วยความรู้สึกจากหัวใจ

ทุกคนก้มลงกราบถวายบังคม นั่งใจเต้นระทึก มือที่ถือธูปเทียนอยู่นั้นเริ่มสั่นคลอนด้วยความเศร้าสลด

 ยิ่งพระบรมโกศถูกเชิญใกล้เข้ามา เสียงคนร้องไห้ก็ดังใกล้ติดตามมา เหมือนกับจะแข่งกับเสียงปี่กลอง

พอพระยานมาศเคลื่อนมาอยู่ตรงหน้า ก็ก้มลงกราบถวายบังคม

 และเมื่อเงยหน้าขึ้น ตาก็พอดีไปจับอยู่ที่ใบหน้าทหารที่ยืนรายทาง

 ทหารคนนั้นถือปืนกลับปลายกระบอกลง ห้ามหน้าไม่กระดิกตามที่ได้รับคำสั่ง

 ใบหน้าของทหารคนนั้นเป็นใบหน้าของเด็กหนุ่มชาวบ้านนอก

 แต่สิ่งที่เข้ามาปลดปล่อยความรู้สึกให้ปะทุออกมาทั้งหมดก็คือ

บนใบหน้าทหารหนุ่มนั้นมีทางน้ำตาเป็นทางยาวไหลออกมาจากเบ้าตาทั้งสองข้างและน้ำตานั้นไหลอยู่ไม่ขาดสาย

เป็นคนที่ไม่ค่อยแสดงความรู้สึกออกมาให้คนอื่นเห็น

 แต่เมื่อเห็นหน้าทหารคนนั้น  ผ่านลำแสงเทียนที่ถืออยู่ ก็  ปล่อยโฮ  ออกมาอย่างหมดอับอาย....







4
ห้องข่าวหวย / ข่าวหวย 1 ตุลาคม 2560
« เมื่อ: 27 กันยายน 2017, 18:27:58  »
หลวงพ่อคูณ







เกิด   4   ตุลาคม พ.ศ. 2466

ตำบลกุดพิมาน

อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา

มรณภาพ   16  พฤษภาคม พ.ศ. 2558

โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา

อายุ   91  ปี  224 วัน

อุปสมบท   5 พฤษภาคม พ.ศ. 2487

พรรษา   71

วัด   วัดบ้านไร่

ท้องที่   นครราชสีมา

สังกัด   มหานิกาย

ตำแหน่ง
ทางคณะสงฆ์   ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 11

เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่



 หลวงพ่อคูณ ถือกำเนิดที่บ้านไร่ ม.6 ต.กุดพิมาน อ.อ่านขุนทด จ.นครราชสีมา

ในครอบครัวของชาวไร่ชาวนาที่อยู่ห่างไกลความเจริญ

 บิดาชื่อ นายบุญ ฉัตรพลกรัง มารดาชือ นางทองขาว ฉัตรพลกรัง


 เกิด วัน 4 ตุลาคม พ.ศ. 2466  ตรงกับวันแรม 10 ค่ำ เดือน 10 ปีกุน


เป็นบุตรชายคนหัวปี มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 3 คน คือ

1.. หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ
2.. นายคำมั่ง แจ้งแสงใส
3.. นางทองหล่อ เพ็ญจันทร์

         มารดาคือ นางทองขาว เล่าให้เพื่อนบ้านฟังว่า ก่อนตั้งครรภ์ กลางดึกของคืนวันหนึ่งเวลาประมาณตี 3
 นางได้ฝันเห็นเทพองค์หนึ่ง มีกายเรืองแสงงดงาม ลอยลงมาจากสวรรค์ มาที่บ้านของนางและกล่าวว่า...
         เจ้าและสามีเป็นผู้มีศีลธรรม เมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งปวง ประกอบการงานอาชีพด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ทั้งยังสร้างคุณงาม ความดีมาตลอดหลายชาติ เราขอำนวยพรให้เจ้า และครอบครัวมีแต่ความสุขสวัสดิ์ตลอดไปและเทพองค์นั้นยังได้มอบดวงแก้วใสสะอาดสุกว่างให้แก่นางด้วย "ดวงมณีนี้ เจ้าจงรับไปและรักษาให้ดีต่อไปภายหน้า จะได้เป็นพระพุทธสาวกหน่อเนื้อพระชินวร เพื่อสืบพระพุทธศาสนา เป็นเนื้อนาบุญ ที่พึ่งของสัตว์โลกทั้งปวง"
การศึกษา
         เนื่องด้วยบุรพกรรมและสังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้แน่นอน บิดามารดาของหลวงพ่อคูณ ได้เสียชีวิตลงในขณะที่ลูกทั้ง 3 คน ยังเป็นเด็ก หลวงพ่อคูณกับน้อง ๆ จึงอยู่ในความอุปการะของน้าสาว สมัยที่หลวงพ่อคูณอยู่ในวัยเยาว์ 6-7 ขวบ ได้เข้าเรียนหนังสือ กับพระอาจารย์เชื่อม วิรโธ พระอาจารย์ฉาย และพระอาจารย์หลี ทั้งภาษาไทย และภาษาขอม ที่วัดบ้านไร่ สถานการศึกษาแห่งเดียวในหมู่บ้าน มิได้มีโรงเรียนทำการสอนเช่นในสมัยปัจจุบัน นอกจากเรียนภาษาไทยและขอมแล้ว พระอาจารย์ทั้ง 3 ยังมีเมตตาอบรมสั่งสอนวิชา คาถาอาคม เพื่อป้องกันอันตรายต่าง ๆ ให้แก่หลวงพ่อคูณด้วย นับว่าหลวงพ่อคูณรู้วิชาไสยศาสตร์มาแต่เยาว์วัย
อุปสมบท
         หลวงพ่อคูณ อุปสมบท เมื่ออายุได้ 21 ปี ณ พัทธสีมาวัดถนนหักใหญ่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2487 (หนังสือบางแห่งว่า ปี 2486) ตรงกับวันศุกร์ เดือน 6 ปีวอก โดยพระครูวิจารย์ดีกิจ อดีตเจ้าคณะอำเภอด่านขุนทด เป็นพระอุปัชฌาย์ พระกรรมวาจาจารย์ คือพระอาจารย์สุข วัดโคกรักษ์ หลวงพ่อคูณ ได้รับฉายาว่า ปริสุทโธ
         หลังจากที่หลวงพ่อคูณอุปสมบทเป็นพระภิกษุเรียบร้อยแล้ว ท่านได้ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อแดง วัดบ้านหนองโพธิ์ ต.สำนักตะคร้อ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา  (บางตำรากล่าวว่าเมื่อบรรพชาแล้วได้เล่าเรียนกับหลวงพ่อคง ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดถนนหักใหญ่ก่อน แล้ว หลวงพ่อคงจึงนำไปฝากกับหลวงพ่อแดง)
         หลวงพ่อแดง เป็นพระนักปฏิบัติทางด้านคันถธุระ และวิปัสสนาธุระ อย่างเคร่งครัด และทั้งเป็นพระเกจิอาจารย์ที่เรืองวิทยาคมเป็นอย่างยิ่ง จนเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของผู้คนและลูกศิษย์เป็นอย่างมาก
หลวงพ่อคูณ ตั้งใจร่ำเรียนพระธรรมวินัย ตามรอยพระพุทธองค์ ที่ตรัสไว้ว่า... " เทว เม ภิกขเว วิชชา ภาคิยา" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิชานั้นมีอยู่ 2 อย่าง คือ
1 สมถะ ความสงบระงับแห่งจิตที่ปราศจากกิเลสอาสวะทั้งปวง
2 วิปัสสนา ความเห็นแจ้งซึ่งธรรมเบื้องสูงอันสุขุมลุ่มลึก ในทางพุทธศาสนาและจงเดินตามหนทางนั้นเถิด...
         หลวงพ่อคูณ ได้อยู่ปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อแดงมานานพอสมควร หลวงพ่อแดงจึงพาหลวงพ่อคูณไปฝากตัวเป็น ลูกศิษย์หลวงพ่อคง พุทธสโร ซึ่งหลวงพ่อทั้งสองรูปนี้ เป็นเพื่อนกันต่างให้ความเคารพซึ่งกันและกัน เมื่อมีโอกาสได้พบปะ มักแลกเปลี่ยนธรรมะ ตลอดจนวิชาอาคมแก่กันเสมอ
         หลวงพ่อคง พุทธฺสโร เป็นพระอาจารย์ผู้ทรงคุณทั้งทางธรรม และทางไสยเวทย์ และได้อบรมสั่งสอนให้กับ หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ ด้วยความรักใคร่มิได้ปิดบังอำพราง โดยการให้การศึกษาพระธรรมควบคู่กับการปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน น้นเรื่องการมี "สติ" ระลึกรู้ พิจารณาอารมณ์ต่าง ๆ ที่มากระทบและให้เกิดความรู้เท่าทัน ในอารมณ์นั้น เช่น เมื่อเกิดอารมณ์ "หลง" ท่านให้พิจารณาว่า...
"อนิจจัง ไม่เที่ยง ทุกขัง เป็นความทุกข์ อนัตตา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ของเขา สักแต่ว่าเป็นรูป เป็นนาม จึงมิใช่ของเราและของเขา”
และท่านจึงให้แนวทางพิจารณา 5 ประการ คือ
พิจารณาว่า ความเกิดเป็นเรื่องธรรมดา หาล่วงความเกิดนี้ได้
พิจารณาว่า ความแก่เป็นเรื่องธรรมดา หาล่วงความแก่นี้ได้
พิจารณาว่า ความเจ็บเป็นเรื่องธรรมดา หาล่วงความเจ็บนี้ได้
พิจารณาว่า ความตายเป็นเรื่องธรรมดา หาล่วงความตายนี้ได้
พิจารณาว่า เรามีกรรมเป็นเรื่องธรรมดา เรามีกรรมเป็นของตนเอง เรากระทำความดี จักได้ดี เรากระทำความชั่ว จักได้ชั่ว"
         ส่วนพระกัมฏฐานนั้น หลวงพ่อคงได้สอนให้ใช้หมวดอนุสติ โดยดึงเอาวิธีกำหนด “ความตาย” เป็นอารมณ์ เรียกว่า “มรณัสสติ” เพื่อให้ เกิดความรู้เท่าทัน ไม่หลงในในอารมณ์ รูป รส กลิ่น เสียง ไม่ประมาทในความโลภ ความโกรธ และความหลง กำหนดลมหายใจเข้าออกทำจิตให้เกิด สัมมาสมาธิ เรียกว่า “อานาปานสติ”
         เวลาล่วงเลยนานพอสมควร กระทั่งหลวงพ่อคงเห็นว่า ลูกศิษย์ของตนมีความรอบรู้ชำนาญการปฏิบัติธรรมดีแล้ว จึงแนะนำให้ออกธุดงค์จาริกไปตามป่าเขาลำเนาไพร ฝึกปฏิบัติธรรมเบื้องสูงต่อไป แรก ๆ หลวงพ่อคูณก็ธุดงค์ จาริกอยู่ในเขตจังหวัดนครราชสีมา จากนั้นจึงจาริกออกไปไกล ๆ กระทั่งถึงประเทศลาว และประเทศเขมร มุ่งเข้าสู่ป่าลึก เพื่อทำความเพียรให้เกิดสติปัญญา เพื่อการหลุดพ้น จากกิเลส ตัณหา และอุปทานทั้งปวง
สู่มาตุภูมิ
         หลังจากที่พิจารณาเห็นสมควรแก่การปฏิบัติแล้ว หลวงพ่อคูณ จึงออกเดินทางจากประเทศเขมรสู่ประเทศไทย เดินข้ามเขตด้านจังหวัดสุรินทร์ สู่จังหวัดนครราชสีมา กลับบ้านเกิดที่บ้านไร่ จากนั้นจึงเริ่มดำเนินการก่อสร้างถาวรวัตถุทาง พระพุทธศาสนา โดยเริ่มสร้างอุโบสถ พ.ศ.๒๔๙๖ โดยชาวบ้านได้ช่วยกันเข้าป่าตัดไม้ ซึ่งในสมัยก่อนมีอยู่มาก การตัดไม้ในสมัยนั้น ไม่ค่อยสะดวกนัก เพราะไม่มีเครื่องจักร ไม่มีถนน กว่าจะได้ไม้ที่เลื่อยแปรสภาพสำเร็จแล้ว ต้องเผชิญกับการขนย้ายที่ยากลำบาก โดยอาศัยโคเทียมเกวียนบ้าง ใช้แรงงานคนลากจูง บนทางที่แสนทุรกันดาร เนื่องจากถนนทางเกวียนนั้นเป็นดินทรายเสียส่วนใหญ่ เมื่อต้องรับน้ำหนักมากก็มักทำให้ล้อเกวียนจมลงในทราย การชักจูงไม้แต่ละเที่ยวจึงต้องใช้เวลาถึง 3-4 วัน
         แต่กระนั้น หลวงพ่อคูณ ก็สามารถนำชาวบ้านช่วยกันสร้างพระอุโบสถจนสำเร็จ (ปัจจุบันได้รื้อลงแล้ว และก่อสร้างหลังใหม่แทน) นอกจากสร้างพระอุโบสถแล้ว หลวงพ่อยังสร้างโรงเรียน กุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ รวมทั้งขุดสระน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค ยังความสะดวกสบาย และความเจริญในบ้านไร่ยิ่งนัก แม้ปัจจุบันจะไม่ได้เห็นสิ่งดังกล่าว เนื่องจากหลวงพ่อได้เปลี่ยนสิ่งก่อสร้างดังกล่าวทั้งหมด มาเป็นปูนเป็นอิฐให้สวยงามและทนทานยิ่งขึ้น
         นอกจากการก่อสร้างอุโบสถแล้ว หลวงพ่อคูณยังสร้างกุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ ขุดสระน้ำไว้เพื่อุปโภคและบริโภค และที่สำคัญยังสร้างโรงเรียนไว้เพื่อเด็กบ้านไร่อีกด้วย นอกเหนือจากนั้น หลวงพ่อคูณ ยังได้สร้างโรงพยาบาล โรงเรียน ตลอดจนบริจาคเงินทองเพื่อช่วยเหลือสาธารณะสุขต่างๆ
สร้างวัตถุมงคล
         หลวงพ่อคูณ สร้างวัตถุมงคลมาตั้งแต่บวชแล้ว ๗ พรรษา โดยเริ่มทำวัตถุมงคล ซึ่งเป็นตะกรุดโทน ตะกรุดทองคำ เพื่อฝังที่ใต้ท้องแขน ณ วัดบ้านไร่ ราว พ.ศ.๒๔๙๓
         “ใครขอ กูก็ให้ ไม่เลือกยากดีมีจน” เป็นคำกล่าวของท่าน เนื่องจากวัตถุมงคลของหลวงพ่อได้ชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ เมื่อมีผู้ถามว่า หลวงพ่อแจกให้กับคนไม่ดีเป็นโจรผู้ร้ายอย่างนี้หลวงพ่อไม่บาปหรือ “กูจะไปรู้หรือว่ามันเป็นใคร ถ้ามันเป็นโจร เมื่อมันได้รับประโยชน์จากของที่กูแจก มันคงคิดได้ว่า เป็นเพราะพระศาสนา มันจะได้เข้ามาสนใจปฏิบัติธรรม….”
         “ถ้ามีใจอยู่กับ “พุทโธ” ให้เป็นกลางๆ ไม่สอดส่ายไปไหน นั่นหมายความว่า ใจเป็นสมาธิ จะช่วยปกป้องคุ้มครองเราได้ดียิ่ง… ยิ่งกว่ามีวัตถุมงคลใดๆ ในโลก”
การปลุกเสกวัตถุมงคลของหลวงพ่อคูณ หลวงพ่อคูณจะใช้คาถาไม่กีบท
หัวใจพระคาถามีว่า
มะอะอุ นะมะพะธะ นะโมพุทธายะ พุทโธ และยานะ
แต่ในการปลุกเสก หลวงพ่อคูณจะใช้วิธี อนุโลมปฏิโลม (การต่อตามและย้อนลำดับ) เรียกว่า คาบพระคาถา
เมื่อนำหัวใจธาตุ 4 คือ นะมะพะธะ มาใช้ หลวงพ่อคูณจะภาวนาด้วยจิตอันเป็นหนึ่ง(สมาธิ) ให้อักขระทั้ง 4 นี้ เป็น 16 อักขระ ดังนี้
นะ มะ พะ ธะ
มะ พะ ธะ นะ
พะ ธะ นะ มะ
ธะ นะ มะ พะ
         ระยะเวลาการปลุกเสกของท่านใช้เวลาไม่มากนัก ขึ้นอยู่กับอารมณ์จิต ท่านเคยปรารภว่าเมื่อจะปลุกเสกวัตถุใด ใจต้องเป็นสมาธิ เมื่อใจมีสมาธิ ปลุกเสกสิ่งใดก็ขลัง ระยะเวลาหนึ่งนาทีก็ดีแล้ว แต่หากใจไม่เกิดสมาธิ ปลุกเสกทั้งคืนทั้งวันก็ไม่มีผล อย่างนี้สู้ไปทำอย่างอื่นดีกว่า
ท่านั่งยอง
         หลวงพ่อคูณ ให้เหตุผลว่า เป็นท่าที่สบายที่สุด อีกทั้งเป็นลักษณะของคนเตรียมพร้อมที่ลุกเดินไปไหนมาไหนได้ทันที จะหยิบจับอะไรก็ง่ายและสะดวกในการทำงาน
การบำเพ็ญประโยชน์ต่อสาธารณะ
         หลวงพ่อคูณ ได้จัดสร้างโรงพยาบาลถึง 3 หลัง ตลอดจนโรงเรียน และอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ ยังได้บริจาคเงินทองเพื่อช่วยเหลือสาธารณะสุขต่างๆ ทุกๆวัน แต่ละเดือนเป็นจำนวนหลายแสนบาท
"หลวงพ่อคูณ เป็นคนยากจนมาโดยกำเนิด จึงอยากคิดช่วยเหลือคนอื่น การนำเงินออกไปช่วยคนอื่น ก็จะมีคนบริจาคเรื่อยๆ ถ้าเก็บไว้จะทำให้ตนตาบอด ใจก็บอดอีกด้วย จึงอยากช่วยคนอื่นอยู่เรื่อยไป วันใดไม่มีคนมาขอเงิน ก็ไม่ค่อยสบายใจ”
ข้อห้าม ข้อควรปฏิบัติ
         หลวงพ่อคูณ สั่งว่า เมื่อมีพระเครื่องของหลวงพ่อคูณ ติดตัว ให้ภาวนา "พุทโธ" ทำจิตให้เป็นสมาธิแน่วแน่ ละเว้นถ้อยคำด่าทอ ค่าพ่อแม่ตน และพ่อแม่บุคคลอื่น และอย่าผิดสามีหรือภรรยาผู้อื่น ให้สวยมนต์ก่อนเข้านอนทุกคืน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด และหวงพ่อคูณย้ำว่า "ถ้ามีใจอยู่กับ พุทโธ ให้เป็นกลาง ๆ ไม่สอดส่ายไปที่ไหน นั่นหมายความว่า ใจเป็นสมาธิ จะช่วยปกป้องคุ้มครองเราได้ดียิ่ง...ยิ่งกว่ามีวัตถุมงคลใด ๆ ในโลก"
คาถาที่หลวงพ่อคูณใช้บริกรรมเวลานั่งสมาธิ
เวลาหายใจเข้า ให้บริกรรมว่า ตาย
เวลาหายใจออก ให้บริกรรมว่า แน่
เป็นตายแน่... ตายแน่... ตายแน่ไปเรื่อย ๆ จะรู้สึกสบาย จิตสงบ

5





ด้วยความรัก ท่วมท้น ล้นดวงจิต

ด้วยชีวิต เทิดองค์ พระทรงศรี

ด้วยภูมิใจ เป็นรองพระบาท ในชาตินี้

เกิดอีกที ขอเป็นรองพระบาท ทุกชาติไป






ขอกราบ..ดวงใจ.ทุกดวง.ที่แสนรักพ่อหลวง

ร่วมกันเฝ้ารอเวลา..กราบเทวดา..อย่างคนสามัญ

เหนื่อยเพียงไหน นานเท่าไหร่ก็จะรอ

ได้เห็นพลังรักที่ยิ่งใหญ่ของประชาชนที่มีต่อ..ในหลวง  รัชกาลที่ ๙

เพื่อ..ช่วงเวลาที่จะได้พบ กับ.พ่อหลวง.นั้นจะสั้นเพียง 1 กราบ

แต่จะเป็นสัมผัสที่ ไม่มีวันลืม จนวันตาย

 รัก และ เทิดทูน พระองค์ท่านที่สุด

 เป็นบุญของพวกเราที่เกิดมาในรัชสมัย ของพระมหากษัตริย์ ผู้ประเสริฐสุดเช่นนี้

เชื่อว่าในภพนี้คงมิมีการถวายคารวะการเทิดทูน

แสดงความ จงรักภักดี อันยิ่งใหญ่ ดั่งนี้อีกแล้ว

ความงดงาม และเต็มไปด้วย ความรักที่มีต่อพระองค์ท่านจริงๆ

เป็นภาพประวัติศาสตร์ของชาวไทยที่มีความรัก

และ จงรักภักดีต่อพ่อหลวง แม้จะลำบากแค่ไหนก็ขอ

ได้มากราบถวายบังคม พระศพ สักครั้งหนึ่งในชีวิต

พสกนิกรของพระองค์  ภาคภูมิใจที่สุดหาอื่นใดเปรียบได้.....

เกล้ากระหม่อมขอน้อมกราบส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย ทิพยวิมานอันวิมุตติสุข

ขอน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

พ่อหลวงยังอยู่ในใจลูกตลอดกาล






สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเดินทาง ..ไปไหว้พ่อหลวง..

...เหนือเช้า.ย่อมมี..เช้ากว่า ..บางคนรอตั้งแต่สี่ทุ่ม

...คนไทยหลายคนไม่ค่อยเข้าใจคำว่า " ต่อคิว "

....แถมให้อีกคำนึงที่น่าจะเข้าใจตรงข้ามคือ "ไม่ต้องรีบ"

...คงเป็นที่ ๆ เดียวที่ใช้คำว่า "รีบไปหาพ่อเหรอ"  แล้วมีแต่รอยยิ้ม

.....เวลาที่เดินในแถว เราจะรู้สึกถึงคำว่า วินัยใส่อารมณ์ จากผู้ดูแล

.....แต่อย่าไปโกรธแกเลย ถ้าเราดูแลคนเป็นหมื่น ๆ แบบเค้าเราจะเข้าใจ

.....อาหารอะไรที่ต่อด้วยคำว่า ..พระราชทาน รสชาติดีจริง ๆ แม้จะเป็นน้ำเปล่าก็เถอะ

.....สิ่งงดงามที่สุดที่มนุษย์สร้างขึ้นให้มนุษย์ด้วยกันเรียกว่า ..น้ำใจ

.....เห็นคนเฒ่าคนแก่ แบ่งปันยาดม พี่ข้างหลังยื่นผ้าแข็งให้

     ทั้ง ๆ ที่แกมีอยู่แผ่นเดียว ไม่ได้ใช้แต่เย็นใจอย่างบอกไม่ถูก

6
รวบหนุ่ม...ปลอมเฟส..ผอ.สลากฯ



















รวบหนุ่มปลอมเฟสผอ.สลากฯ


ใบ้หวยตุ๋นเหยื่อการันตีเลขล็อคถูกชัวร์



 
วันนี้ (13 กันยายน 2560) เวลา 14.00 น. ที่กองบังคับการปราบปราม สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล

ร่วมกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้แถลงข่าวจับกุมนายสมศักดิ์ สุขมั่น ผู้ต้องหากระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน

โดยแสดงตนเป็นคนอื่น ชักชวนให้ผู้อื่นเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาต หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา

 และนำภาพของผู้อื่นเข้าระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนโดยทั่วไปเข้าถึงได้ ซึ่งเกิดจากการสร้างขึ้น

ด้วยวิธีทางอิเล็คทรอนิกส์หรือวิธีอื่น โดยทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง

พลตรีฉลองรัฐฯ ผู้อำนวยการ กล่าวว่า สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลขอขอบคุณกองบังคับการปราบปราม

 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ให้ความร่วมมือเร่งสืบสวนและดำเนินการตรวจสอบ เฟสบุ๊คอ้างชื่อ

พลตรี ฉลองรัฐ นาคอาทิตย์ ให้เลขท้าย 2 ตัว 3ตัว (อ้างว่าเป็นเลขล็อค จากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล)

 แล้วเรียกเก็บค่าสมาชิกรายละ 30,000 บาท ซึ่งเป็นการหลอกลวงประชาชน มีผู้ตกเป็นเหยื่อจากการหลงเชื่อเป็นจำนวนมาก

ซึ่งกองบังคับการปราบปรามได้เร่งรัดสืบสวนตามกฎหมายและสามารถจับกุมผู้ต้องหากระทำความผิดดังกล่าวได้ในเวลาที่รวดเร็ว

พลตรีฉลองรัฐฯ กล่าวเพิ่มเติมว่าสำนักงาน ฯ ขอยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการหลอกลวงทั้งสิ้น

ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในกระบวนการออกรางวัลของสำนักงานฯ ที่ได้กำหนดให้ป้องกันผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าถึงอุปกรณ์

และกำหนดให้มีการสุ่มอุปกรณ์ออกรางวัล, พนักงานออกรางวัล, กรรมการออกรางวัล

อย่างเป็นขั้นตอนก่อนทำการเสี่ยงผลรางวัลทุกครั้ง ทำให้ไม่มีผู้ใดทราบผลรางวัลก่อนการออกรางวัลจริงได้

กระบวนการดังกล่าวผ่านการรับรองตามมาตรฐานสากลด้านการออกรางวัล (ISO 9001 :2015)

ซึ่งการออกรางวัลในแต่ละครั้ง ประชาชนสามารถรับชมได้ด้วยตนเอง ณ สถานที่ออกรางวัล

หรือรับชมการการถ่ายทอดสดได้ทางสถานีโทรทัศน์ไทยรัฐ ทีวี ตั้งแต่เวลา 14.00 น.

 สถานีโทรทัศน์ข่าวสปริงนิวส์ ตั้งแต่เวลา 14.30 น.และทางสถานีวิทยุโทรทัศน์

แห่งประเทศไทย NBT กรมประชาสัมพันธ์ ตั้งแต่เวลา 15.00 – 16.00 น.

รวมทั้งรับฟังการถ่ายทอดเสียงทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยกรมประชาสัมพันธ์

 และสถานีวิทยุสปริงส์ เรดิโอ เอฟเอ็ม 98.5 เมกกะเฮิร์ทซ์ ตั้งแต่เวลา 14.30 น. เป็นต้นไป

 และตรวจสอบขั้นตอนการออกรางวัลย้อนหลังผ่านทางเว็บไซต์ของสำนักงานฯ www.glo.or.th

 ได้ทุกงวดการออกรางวัลตลอดเวลา

ในส่วนของผู้ต้องหาเองให้การยืนยันว่าตัวเลขที่นำมาส่งให้ประชาชนเป็นตัวเลขที่สุ่มขึ้นเอง

 โดยแอบอ้างชื่อผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือเท่านั้น

 จึงขอเตือนพี่น้องประชาชนอย่าได้หลงเชื่อการแอบอ้างของมิจฉาชีพว่าสำนักงานฯ

 มีเลขหลุดจากภายในสำนักงานฯ หรือการหลอกลวงบอกใบ้เลขเด็ดผ่านจดหมายหลอกลวงหรือสื่อออนไลน์

 รวมถึงการแอบอ้างว่าชื่อสำนักงานฯ หลอกลวงในเรื่องต่างๆ หากหลงเชื่อจะสูญเสียทรัพย์จำนวนมากได้

ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ call center

 โทร 0 2528 9999 และ 0 2345 1466 ตลอด 24ชั่วโมง.

7
ห้องข่าวหวย / ข่าวหวย 16 กันยายน 2560
« เมื่อ: 13 กันยายน 2017, 18:08:10  »
ธงชาติไทย ครบ 100 ปี






ความหมายของธงชาติ
เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงความเป็นชาติของประเทศชาติต่างๆ ที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ซึ่งแต่ละประเทศ ธงชาติจะมีสีที่แตกต่างกันละคล้ายคลึงกันบ้าง (ตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน นิยามคำว่า ธงชาติ ไว้ว่า ธงชาติ น. ธงที่มีความหมายถึงประเทศและชาติใดชาติหนึ่ง
"ธงไตรรงค์ ธงชาติไทย"
เป็นสัญลักษณ์ของประเทศไทยหรือชาติไทยที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ และศักดิ์ศรีในความเป็นไทย ซึ่งมีความหมายแสดงความเป็นเอกราชอธิปไตยของชาติ รวมทั้งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ธงชาติจึงมีความศักดิ์สิทธิ์ต้องได้รับความเคารพอย่างสูง และยังมีความสำคัญทางจิตใจที่แสดงถึงความรักชาติ ความรู้สึกที่มีร่วมกันของคนในชาติ นอกจากนั้นยังเป็นเสมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่อาจลบหลู่ และสามารถเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของคนในชาติ เพื่อจะได้ดำรงไว้ซึ่งความเป็นปึกแผ่นของประเทศไทยให้ยั่งยืนตลอดไปชั่วกาลนาน


ธงสยามหรือธงชาติไทยมีมาตั้งแต่เมื่อใดไม่ปรากฏเป็นที่แน่ชัด เท่าที่พบหลักฐานเชื่อกันได้ว่าน่าจะเกิดขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เพราะปรากฏเรื่องราวอยู่ในหนังสือจดหมายเหตุของฝรั่งเศส





พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทดลองวาดภาพธงสามสีลงในบันทึก ทรงเห็นว่างดงามดีกว่าริ้วขาวแดงที่ใช้อยู่ ต่อมาเมื่อเจ้าพระยารามราฆพ (ขณะนั้นยังเป็นพระยาประสิทธิศุภการ) ไปเฝ้าสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ได้นำแบบธงไปถวายเพื่อทูลขอความเห็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถก็ทรงเห็นชอบ และรับสั่งว่าถ้าเปลี่ยนในขณะนั้นจะได้เป็นอนุสรณ์ในการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ ๑ ด้วย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้พระยาศรีภูริปรีชา ร่างประกาศแก้แบบธงชาติสยาม และได้ทรงนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะเสนาบดีเพื่อฟังความเห็น ที่ประชุมลงมติเห็นชอบธงสามสีตามแบบที่คิดขึ้นใหม่

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

ให้ตราพระราชบัญญัติธงขึ้นเรียกว่า พระราชบัญญัติธง พระพุทธศักราช ๒๔๖๐

 ออกประกาศเมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๐ มีผลบังคับใช้ภายหลังวันออกประกาศ

ในหนังสือราชกิจจานุเบกษาแล้ว ๓๐ วัน ซึ่งต่อมาธงสยามแบบล่าสุดนี้ถูกเรียกว่า "ธงไตรรงค์"


8
ห้องข่าวหวย / ข่าวหวย 1 กันยายน 2560
« เมื่อ: 27 สิงหาคม 2017, 18:40:29  »
"วันแม่แห่งชาติ"















12 สิงหา เฉลิมพระชนมพรรษามหาราชินี

 ◎ เนื่องในศุภวาระมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (ในรัชกาลที่ ๙)
ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ ๘๕ พรรษา
ในวันที่ ๑๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐
ปวงข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายชัยมงคล
ด้วยอานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย
และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล
อีกทั้งพระบรมเดชานุภาพ
แห่งสมเด็จพระบุรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า
และอำนาจแห่งความจงรักภักดีของเหล่าพสกนิกรทั่วหล้า
จงเป็นพลวปัจจัยอันอุดม อำนวยให้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
ทรงพระเกษมสำราญเป็นนิตย์ ทรงเจริญด้วยจตุรพิธพรมิคลาย
โรคอุปัทวันภยันตรายมิแผ้วพาน สถิตประดิษฐานเป็นศรีมิ่งแม่แห่งแผ่นดิน
ทวยราษฎร์ทั่วรัฐสีมาราชอาณาจักรแช่มชื่นชีวิน
เป็นสุขสโมสรด้วยพระบารมี โสตถิ์เทอญ ๚


#นวมินทราชินีอาศิรพาท

◎ นวมินทราชินีศรีสยาม

ทรงงดงามจริยวัตรสวัสดิ์ศรี

สนองพระคุณนวมรัชชจักรี

พระเป็นศรีพระสรวลสยามินทร์

◎ เสด็จด้วยในทุกด้าวเสด็จทั่ว

พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำชื่นทั่วถิ่น

ราชินีคือป่าคุ้มชีวิน

ทั่วแผ่นดินพระร้อยรักฟูมฟักประชา

◎ วาระนี้ศรีสวัสดิ์พิพัฒน์ผล

มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา

น้อมถวายชัยมงคลเทิดบุญญา

ไทยถ้วนหน้าแซ่ซ้องทรงพระเจริญ ๚ะ๛




ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า นามปากกา เจ๊วู
๑๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐







 วันที่ 12 สิงหาคมของทุกปี เป็น"วันแม่แห่งชาติ"

 ตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

 และถือเป็น "วันแม่แห่งชาติ" ของประเทศไทยที่ทุกคนให้ความสำคัญ

 ซึ่งนับตั้งแต่วันแม่แห่งชาติเมื่อปี 2544 เป็นต้นมา

 ก็จะมีการตั้งคำขวัญประจำวันแม่แห่งชาติ เพื่อให้ลูก ๆ ทุกคน

ได้แสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อมารดา

          และนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง ที่วันแม่แห่งชาติ ตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา

 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานคำขวัญ

วันแม่แห่งชาติแก่สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย

 ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อจะนำไปเผยแพร่เทิดพระคุณแม่ทั่วประเทศ

9




ราตรีมีดาว เช้ามีหมู่เมฆหมอก ย่อมปรากฏ

หากเรารู้ถึง..ความเปลี่ยนแปลงของ  ฟ้าดิน หยินหยาง  อย่างถ่องแท้

เมื่อนั้น สุริยัน จันทรา และ หมู่ดาว วายุ พงไพร ภูผา เปลวเพลิง

ย่อมกลายเป็น ..ทหาร.. ใต้บังคับบัญชาของเราอย่างแน่นอน




ในปี 2542รู้สึกตื่นตาตื่นใจมากๆๆๆๆๆๆ

ความรู้สึกตอนนั้นรู้สึกภูมิใจในการทำอาชีพนี้มาก

 ก็พัฒนาได้ไปพอเริ่มมีเงิน จำได้เลย

ไอ้เราก็บ้านนอกพึ่งจะเริ่มเข้าวงการนี้

คิดว่ามันเหมือนในหนังเลย มีแต่..แสง สี ..


..ช่วงที่ดีที่สุด.. ตื่นเต้น.. มีความสุขที่สุด คือช่วงแรกๆ

อะไรที่เราไม่เคยมี อะไรที่เราไม่เคยได้ พอมีกะเขา ก็จะตื่นเต้น เล้าใจ

 แต่พอทำ  นานๆ ไปมันก็จะชิน

เราต้องฝึก ต้องทำบ่อยๆ จนต้องมีประสบการณ์เพิ่ม ก็จะเก่งขึ้น



ชีวิตมันต้องไปเรื่อยๆ จุด ต่อ จุดไปเรื่อยๆ

ทีละขั้น ใช้เวลา ทีละตอน ใช้เวลา หลายปี ค่อยๆไป

ไม่เหนื่อยอะไรเลยจริงๆ ค่อยๆก้าว step up ไปเรื่อยๆ


 จากเที่ยวได้แค่ชะอ่ำ  จะไปที่ไหนๆก็ได้ไปทุกที่

ก็ขยับไปเที่ยว...ฮ่องกง

เป็นการไปเที่ยวต่างประเทศ...ครั้งแรก

จากนั้นก็ขยับอยากไปดูหิมะ

โดยบินไปตามฝันพาครอบครัวไปเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรกในชีวิต

ตอนนั้นต้องเตรียมตัวอย่างมากต้องขอวีซ่า

 ตื่นเต้น กลัววีซ่าไม่ผ่านด้วยซ้ำ

ต้องเตรียมตัวอย่างมาก ...ตื่นเต้น  ๆๆ..

ไปถึงและได้เห็นหิมะ และดอกซากุระเป็นครั้งแรก

จิ๊บกาแฟ นั่งมอง ฟูจิโก๊ะซัง  อื้มมม สวยจริงๆ นี่มันสวรรค์ชัดๆ
 
เสื้อหนาวเตรียมไปก็ไม่พอ เพราะอยู่ดีๆหิมะก็ตก

รู้สึกตื่นตาตื่นใจมากๆๆๆๆๆๆ ความรู้สึกตอนนั้นรู้สึกภูมิใจ

ได้พาครอบครัวมามีความสุขด้วยกัน

พอเริ่มมีเงิน จำได้เลยนะ เพื่อนเราไปช้อปปิ้งที่ร้านหนึ่ง  Celebrity

 กระเป๋าอะไรวะ ทำไหมมันแพงชิบโป๋งเลย

เพื่อนที่ไปด้วยกัน ซื้อไปทั้งหมด ล้านกว่าบาท คือมีคนฝากซื้อด้วย

ไอ้เราก็บ้านนอกเนาะ พึ่งเริ่มจะเกิด ยอมรับว่ากลัวเสียฟอร์ม

เรายังไม่รู้จักแบรนด์นี้ด้วยซ้ำ

เห็นคนอื่นซื้อ ก็ซื้อ ไปกับเขาด้วย

 
ที่เล่าให้ฟังคืออยากให้รู้ว่าช่วงที่ดีที่สุด ตื่นเต้น มีความสุขที่สุด คือช่วงแรกๆ

พอกิจการเริ่มเติบใหญ่

เราอยากได้สิ่งที่มากกว่านี้

ความคาดหวัง ใหญ่โตขึ้น


มาถึง ยุคนี้ เวลานี้.........

โอกาสที่จะเอื้ออำนวยไม่เป็นดั่งใจหวัง ........

เหตุปมของการล่มสลายของใครต่อใครหลายคน ในเวลานี้

บางคนก็จมอยู่กับความเงียบของบรรยากาศในบ้าน และ ความเหงา ของจิตใจ

เข้ามาพูดคุย  สลับกับการฟังธัมมะ  ในวันที่ทุกข์ใจเหลือล้น



บางทีก็ต้องทำเป็น..สนลู่ลม.. ไปบ้างนะน้องเอ๋ย อยู่ในกะลาแลนด์



แล้วคุณจะจมลงไปกับความสิ้นหวังทำไหม.??

" ปลุกพลังความเป็นเจ้าสำนัก "  ในตัวคุณ ขึ้นมาสิ !

."....ฝันของเรา ฝันให้ไกล.ไปให้ถึง...."

เปลี่ยนฝันให้เป็นจริงกันเถอะ

ทำได้แน่นอน

อย่าได้กังวล เมื่อขณะจิตของคุณไปอยู่ในอนาคต

หรือย้อนกลับไปสู่ในอดีต คุณจะเกิดทุกข์

ขอให้คุณอยู่ใน..ปัจจุบัน..อย่างมีสติ

พิจารณาสิ่งรอบตัวที่คุณเห็นว่ามันคือ "ปัจจุบัน"

และเมื่อใดที่ สถานการณ์เปลี่ยนแปลง

คุณก็ควรรู้จักปรับตนให้มีสติกับสถานการณ์

ไม่ควรยึดติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้

ควรละการถือมั่นในตัวตน เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์

เคยทุกข์ เศร้า เสียใจ

จะไม่มีวันหายดี แข็งแรง สดใสหรอ ? !

รุ่นพี่ๆ ยังผ่านมัน มาได้

แล้วทำไมคุณจะ..ผ่าน..มันไปไม่ได้ละ

ข้อสำคัญคือ....ขอให้มีไฟลุกโชนอยู่ในตัวเรา....ค่ะ


ด้วยความปราถนาดี

เจ๊วู

10
ห้องข่าวหวย / ข่าวหวย 16 สิงหาคม 2560
« เมื่อ: 08 สิงหาคม 2017, 18:24:24  »
"วันแม่แห่งชาติ"


                             



                             






 



12 สิงหา เฉลิมพระชนมพรรษามหาราชินี

 ◎ เนื่องในศุภวาระมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (ในรัชกาลที่ ๙)
ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ ๘๕ พรรษา
ในวันที่ ๑๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐
ปวงข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายชัยมงคล
ด้วยอานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย
และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล
อีกทั้งพระบรมเดชานุภาพ
แห่งสมเด็จพระบุรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า
และอำนาจแห่งความจงรักภักดีของเหล่าพสกนิกรทั่วหล้า
จงเป็นพลวปัจจัยอันอุดม อำนวยให้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
ทรงพระเกษมสำราญเป็นนิตย์ ทรงเจริญด้วยจตุรพิธพรมิคลาย
โรคอุปัทวันภยันตรายมิแผ้วพาน สถิตประดิษฐานเป็นศรีมิ่งแม่แห่งแผ่นดิน
ทวยราษฎร์ทั่วรัฐสีมาราชอาณาจักรแช่มชื่นชีวิน
เป็นสุขสโมสรด้วยพระบารมี โสตถิ์เทอญ ๚


#นวมินทราชินีอาศิรพาท

◎ นวมินทราชินีศรีสยาม

ทรงงดงามจริยวัตรสวัสดิ์ศรี

สนองพระคุณนวมรัชชจักรี

พระเป็นศรีพระสรวลสยามินทร์

◎ เสด็จด้วยในทุกด้าวเสด็จทั่ว

พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำชื่นทั่วถิ่น

ราชินีคือป่าคุ้มชีวิน

ทั่วแผ่นดินพระร้อยรักฟูมฟักประชา

◎ วาระนี้ศรีสวัสดิ์พิพัฒน์ผล

มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา

น้อมถวายชัยมงคลเทิดบุญญา

ไทยถ้วนหน้าแซ่ซ้องทรงพระเจริญ ๚ะ๛


ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า นามปากกา เจ๊วู
๑๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐







 วันที่ 12 สิงหาคมของทุกปี เป็น"วันแม่แห่งชาติ"

 ตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

 และถือเป็น "วันแม่แห่งชาติ" ของประเทศไทยที่ทุกคนให้ความสำคัญ

 ซึ่งนับตั้งแต่วันแม่แห่งชาติเมื่อปี 2544 เป็นต้นมา

 ก็จะมีการตั้งคำขวัญประจำวันแม่แห่งชาติ เพื่อให้ลูก ๆ ทุกคน

ได้แสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อมารดา

          และนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง ที่วันแม่แห่งชาติ ตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา

 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานคำขวัญ

วันแม่แห่งชาติแก่สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย

 ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อจะนำไปเผยแพร่เทิดพระคุณแม่ทั่วประเทศ

11






คุณเคยรู้สึกสงสัยในอิทธิฤทธิ์

ที่..กอง..สำแดงออกมาบ้างไหม

อะไรว่ะ…แม่(ง)ล็อก โคตรเว่อร์.!!!!!!!!!!


แบบว่า…ตับมังกร มันต้องเป็น..ตับหมู..ปลอมมาแน่ๆเลย

หรือต้องวางยา..สลบแพะ.. ไว้แล้ว.!!?!!

หรือแพะที่กองฆ่า มันเป็นแพะปลอม.!?!

เขาต้องซ่อนปลาไว้ในแขนเสื้อ.!!

หรือกอง เป็นนักมายากล.!!??!!!

หรือกองมีทีมงานมากกว่า 1 คน.!!?!!!

จริงเหรอ…จริงไหม…จริงดิ…ชัวร์.!!!!



บ้างครั้ง.เจ้ากรรม.นายเวร.ก็มาในรูปแบบของ.นายก



"กับบางเรื่อง…ไม่ต้องหาคำตอบก็ได้ "

ยิ่งลึกลับ ยิ่งซับซ้อน ยิ่งอยากรู้

และพยายามจะหาคำตอบจากมันให้ได้

".เป็นเรื่องจริง 30..เท็จ..70..ท่าจะจริง..

บางเรื่องที่รู้แล้ว รับไม่ได้ ทุกข์ใจ จิตตก

ก็ไม่ต้องดิ้นรนไปค้นหาคำตอบก็ได้

หลับหูหลับตา ให้มันผ่านไปง่ายๆบ้างก็ดี

ไม่จำเป็นต้องซีเรียสไปซะทุกเรื่องหรอก

กับบางเรื่อง ก็ควรปล่อยให้มันดำรงอยู่อย่างธรรมชาตินั้น…น่าจะดีกว่า

ไม่ต้องไปฝืน ไปเร่งเคมี พิสูจน์เพื่อหาความจริงอะไรจากมันหรอก

แค่ไม่รู้ซักเรื่อง…หาคำตอบไม่ได้ซักเรื่องหนึ่ง

ก็คงไม่ถึงตายหรอกมั้ง คุณว่าไหม.??

ความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์นี่แหล่ะทำให้เราต้องจ่ายแพงขึ้น..

จินตนาการพร่างพราย มีความสุขดี " ไม่ต้องหาคำตอบ"

ในชีวิตจริงทุกวันนี้ ก็มีคนที่ "ใช้ปาก" แก้ปัญหาเพียบเลยนะ

มีปัญหาอะไรก็ช่าง ขอใช้ปากก่อน ขอให้ได้ด่าก่อน

กะว่าจะด่าให้สำนึกเลยมั้ง

เคยมีใครมาแนะนำหรือเตือนคุณด้วยความหวังดี

แต่คุณกลับไม่ฟังเขา จนสุดท้าย..คุณพลาด..

และทุกอย่างมันเป็นไปอย่างที่เขาพูด

คุณจะรู้สึกอย่างไร..??

การเปลี่ยนแปลงตัวเอง ในเชิงบวก

ของคนๆหนึ่ง เปลี่ยนได้จาก 2 ทางนะ

หนึ่ง คือ จากการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม

และอีกหนึ่ง คือ จากประสบการณ์เจ็บ.!!

บางคน…พอได้ศึกษาหรือมีความรู้เพิ่ม

ก็เริ่มมองเห็นหนทางต่างๆ ที่จะพาให้ตัวเองประสบความสำเร็จ

เขาก็จะค่อยๆ "เปลี่ยนแปลง" ตัวเอง

ไปในทางที่ดีขึ้นเพื่อไปให้ถึงจุดหมายนั้น

แต่กับบางคน…มันไม่เป็นแบบนั้น

เขาปฏิเสธที่จะยอมรับประสบการณ์หรือความรู้จากผู้อื่น

ด้วยสารพัดเหตุผล ที่จะยกขึ้นมาอ้าง

ต่อให้คน..หวังดี..มากแค่ไหนมาเตือน ก็ไม่ฟัง

รั้นจนเมื่อมันพลาด รั้นจนเมื่อมันเจ็บนั่นแหล่ะ

จึงจะคิดได้และอยาก "เปลี่ยนแปลง" ตัวเอง

"โถ่…ถ้ารู้แบบนี้นะ จะไม่ทำเลยจริงๆ"

บางอย่างมันก็ไม่ต้องลอง ให้เจ็บด้วยตัวเองหรอก

คนอื่นเขาเจ็บ เขาพลาดแบบนี้กันมาเยอะแล้ว

ไม่อยากให้ฝืน ให้รั้นซะจนสูญเสียทุกอย่าง

แล้วมาร้องครวญครางเสียดาย "รู้ งี้ รู้ งี้"


และเมื่อชีวิตของคุณต้องมาถึงจุดที่ตกอับที่สุด

เหมือนว่ามันพร้อมที่จะ "จม" ลงได้ทุกเมื่อ

จะถอยหลังก็ไม่ได้ จะเดินหน้าต่อไปก็ไม่ถึง

สภาพจิตใจของคุณคงจะ..หดหู่..สิ้นหวังน่าดู

มองไปด้านหลังก็มีลูก มองไปด้านหน้าก็หนี้รออยู่

ไม่มีทางเลือกใดอีกต่อไปแล้ว

เมื่อคุณเดินทางมาจนถึงจุดที่ต่ำที่สุดของชีวิต

ทำอะไรก็ไม่ได้ดีไปมากกว่านี้แล้ว…ยอมรับสภาพแล้ว

เมื่อถึงวันนั้น…คุณจะยอมปล่อยให้ตัวเอง

จมลงไปกับความสิ้นหวังไหม..??

เมื่อถึงจุดนั้นจริงๆ คุณลองถามตัวเองนะ

ว่าคุณจะถอยหลังกลับไปเพื่อขอยอมแพ้

หรือจะยอมรับสภาพไม่ทำอะไรและปล่อยให้จมเลย

หรือคุณยังอยากมีชีวิตรอดเพื่อไปข้างหน้าต่อ

ถ้าคำตอบของคุณคือ…สองข้อแรก

ก็ไม่แปลกหรอก ถ้าทำอะไรไม่ได้จริงๆก็ต้องตามนั้น

แต่ถ้าคำตอบของคุณ คือ ..ยังอยาก...จะไปต่อ..

สิ่งที่คุณจะต้องทำก็คือ สำรวจดูว่าคุณยังมีอะไรอยู่บ้าง

ก็จงมุ่งมั่นที่จะใช้มันอย่างเต็มความสามารถ

และให้มองไปข้างหน้าที่เป้าหมายเท่านั้น


สำคัญที่สุดคือคุณต้อง ...   "  ศรัทธาในสิ่งที่คุณมี  "  .....

รวบรวม..สติ..และ..พลัง..อีกครั้งจากสิ่งที่คุณมี

แล้วพามัน..พุ่งทะยาน..ข้ามพ้นปัญหาด้วย..ตัวคุณเอง

บางครั้งแค่การเชื่อมั่นและศรัทธาในสิ่งที่คุณมี

ก็อาจจะทำให้เรื่องร้ายกลับกลายเป็นดี  ก็เป็นได้

 จุดต่ำสุดที่กำลังยืนเหยียบอยู่ หากมีเวลาให้คิด

.สติ ..สติ..เท่านั้นที่จะพารอดช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน...

 มีแต่ สติกับมโนธรรม ที่จะช่วยให้คุณรอดได้

จะทุกข์มาก หรือ ทุกข์น้อย อยู่ที่ว่าคุณเก็บมันไว้

สู้แม้ไม่รอด มันก็ก็สูสีละ


ให้ลืมตา ลุกขึ้นหาดาบ..


จงลุกขึ้นมาสร้าง..แรงบันดาลใจ..ให้กับ..ตัวเราเอง

คนแพ้ เพราะใจแพ้...ใจแพ้ เพราะแพ้ใจตนเอง..

ล้มแล้ว...ยังลืมตา..ยังหายใจได้อยู่..

แม้อาจแผ่วเบา รวยริน..ชีวิตไม่อาจท้อแท้สิ้นหวัง..

เพียงกุมสติให้มั่น.แล้ว.ค่อยๆลุกขึ้น

รวบรวมเรี่ยวแรง ...

ดูแล..บาดแผล.. ฟื้นฟูวรกาย..

กัาวต่อไป เชื่อว่า ย่อมทรงพลัง

 และด้วยเปี่ยมด้วยประสพการณ์..

ต้องเริ่มจากการศรัทราในตัวเองก่อน

จากคนไม่มีอะไรจนใต่เต้าไปถึงจุด.สุงสุด..ของชีวิต

ให้..สุดแรง..ที่มีเลยนะค่ะ


 อดีตคือบทเรียนที่ไม่น่าจำแต่บางครั้งก็ต้องจำ

อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนและมองไม่เห็น

เปรียบเสมือนการวางแก้วบนที่สูง

ถ้าหล่นลงมาก็แตกง่ายกว่าบนที่ต่ำ

 ปัจจุบัน คือ ..จาน.. กับ..ช้อน..

 ที่เห็นและจับต้องมันได้ทุกวัน



ด้วยความปรารถนาดี

เจ๊วู..


12
ห้องข่าวหวย / ข่าวหวย 1 สิงหาคม 2560
« เมื่อ: 27 กรกฎาคม 2017, 13:36:58  »
นับหวี...ต้นกล้วย





ที่สุรินทร์... พบต้นกล้วยออกเครือกลางลำต้นคล้ายพญานาคชูคอ คนแห่...นับหวี...

ชาวบ้านพบต้นกล้วยประหลาดต้นหนึ่ง ออกเครือกลางลำต้นและมีลักษณะคล้ายพญานาคกำลังชูคอขึ้น

 บริเวณหอพักแห่งหนึ่ง อยู่ห่างห้างโรบินสันสุรินทร์ เพียง 300 เมตร กลายเป็นที่ฮือฮาชาวบ้านละแวกดังกล่าว

 แห่เดินทางมาเยี่ยมดูอย่างไม่ขาดสาย


จากการตรวจสอบพบว่าต้นกล้วยดังกล่าวอยู่ที่ ม.16 จ.สลักได อ.เมือง จ.สุรินทร์

 ของ นางสาววาสนา อายุ 34 ปี ที่เปิดบริหารเป็นหอพักและร้านขายของชำ ตรวจสอบพบว่าต้นกล้วยประหลาด

ที่ขึ้นอยู่ที่บริเวณตรงกลางหอพัก ใกล้กับศาลพระภูมิและศาลตายาย มีต้นกล้วยน้ำว้าป่าเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เพียง 5 ต้น

แต่มีต้นกล้วยอยู่เพียงต้นเดียวที่ออกเครือ และเป็นการออกเครือที่แปลกประหลาดด้วย

เนื่องจากเครือกล้วยดังกล่าวออกมาจากบริเวณกลางลำต้น ขณะเดียวกันเครือกล้วยดังกล่าวยังมีการแทงยอด

ที่มีหวีกล้วยและปลีกล้วยขึ้นข้างบนแทนที่จะลงข้างล่างด้วย จนดูคล้ายพญานาคกำลังชูคอขึ้น

 ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งจากการนับ

 พบว่ามี 2 เครือ มีกล้วย หวี และมีปลีกล้วย 1 ปลี

ทั้งนี้ เพื่อนบ้านที่ทราบข่าวต่างพากันมาดูด้วยความตื่นเต้นและบางคนนำดอกไม้ธูปเทียนมากราบไหว้

ขอเลขเด็ดด้วยเพราะใกล้วันสลากกินแบ่งรัฐบาลออก โดยแต่ละคนต่างได้เลขเด็ดของตัวเอง

 ส่วนผลจะเป็นอย่างไรนั้นมองว่าแล้วแต่โชคลาภของแต่ละคน

13





          การพนัน
 



ไม่เคยเห็นใครชนะจากการพนันเลย ได้สิบก็อยากจะได้เป็นร้อย
 
ได้ร้อยก็อยากได้เป็นพัน ได้พันก็อยากได้เป็นหมื่น

 เจ้าของคาสิโนเขาไม่กลัวเราหรอก

 เขาเปิด 24 ชม. ต้อนรับเราอยู่แล้ว

เพราะเห็นคน..โดน..มามากจริงๆ"

ติดกับดัก ในวังวนของการพนัน

ตอนแรกๆนึกว่าง่ายๆ เอาวันละ5,000

สุดท้าย กำไรที่ได้..คืน..เค้าหมดเลย เพียงไม่กี่วัน

แล้วกินทุนเข้าไปอีกเป็น...ล้าน..



"....กับดักของคาสิโน...."



มีคนรอบกายหลายคน ที่ชีวิตต้องมาเสียหายเพราะ "การพนัน"

พูดถึง 'กับดัก' ในบ่อนคาสิโนแล้วนั้น หลายๆคนคงรู้รสชาติของความสนุก

และอาจติดใจในวิธีการที่ได้มาของเงินในแบบง่ายๆ มันก็เปรียบเสมือน

 ใยแมงมุม ที่คอย..ดักจับเหยื่อมามัดไว้ให้ตายแล้ว..กินทีหลังนั้นเอง .

.. ทั้งๆที่ทุกคนรู้ว่าการพนันมันไม่ดี แต่ก็ยังมีเหยื่อหลายต่อหลายคนที่ยังคงก้าวย่าง

เข้ามาสู่กับดักนั้น เพื่อตักตวงผลประโยชน์ ทดลองความสนุก ความน่าตื่นเต้น อย่างไม่ขาดสาย


เคยมีโอกาสได้เดินทางครั้งหนึ่งไปพักในโรงแรมสุดหรูอันดับ 1

 ของโลก  .. Ritz Carlton.. ที่มาเก๊าเมืองแห่ง..คาสิโน..ในเอเชีย

โดยไม่เสียเงินค่าห้องสักบาท แถมมีรถรับส่งไปไหนก็ได้ตลอดเวลา.

..ทำไมนะหรอ..มันเป็นไปได้อย่างไร? มันมีของฟรีในโลกนี้ด้วยหรอ ?

เรื่องของเรื่องคือมีเพื่อนที่รู้จักกันดีมาเสี่ยงโชคเป็นประจำ โดยที่ทางคาสิโน

ก็พยายามที่จะบริการอย่างดีมากๆเพื่อเชิญชวนให้นักเสี่ยงโชคกลับมาเล่นอีกบ่อยๆ

 ทั้งค่าห้องฟรี ค่าตั๋วเครื่องบินฟรี.


" นี่คือกับดักที่ 1."


ไปคาสิโนมาไม่ค่อยเห็นฝรั่งหัวทอง ส่วนมากจะเป็นคน..เอเชีย..ซะส่วนใหญ่

 ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร รู้แต่ว่าน่าจะเป็นคนที่ไม่มีหลักในการดำรงชีวิต

 'ชอบ'คิดว่าตัวเองจะชนะจากการพนัน...แต่ไม่เคยเห็นใครชนะเลย ."  ยกเว้นเจ้าของบ่อน. "




.."..นี่คือกับดักที่ 2."


ทุกๆเกมส์การพนันจะมีแต้มต่อของเจ้ามือที่ต้องได้เปรียบไม่ต่ำกว่า 3% ทุกๆครั้ง

 สิ่งเหล่านี้มันแอบแฝงอยู่ในเกมส์การพนันที่เราไม่รู้ตัวหรอก ลองคิดดู.

.ทุกๆครั้งที่เราลงพนันจะเสีย 3% ของเงินต้น ถ้าหากเรานั่งเล่นถึง 33 ครั้ง

 ความหมายคือเงินต้นเราไม่เหลือเลย..เราจะชนะได้อย่างไร

(เหมือนคิดแค่ค่า commission อย่างเดียว ไม่รวมกำไร/ขาดทุน).


..".นี่คือกับดักที่ 3."


แรกๆ บ่อนพวกนี้ก็ดึงดูดทำให้เราตายใจ มาเล่นยังไงก็ได้กลับบ้าน

เพื่อดึงดูงดูดลูกค้ารายใหม่ๆ คนเหล่านั้นก็มักอวดเก่ง คิดไปเองว่าตัวเองดวงดี

 จึงไม่แปลกเลย หากในครั้งหน้านั้น ลูกค้ารายนั้นจะกลายเป็นลูกค้ารายเก่า

และได้ถูกทางบ่อน ค่อยๆเอาเงินคืน จากกลวิธีต่างๆ

 ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความได้เปรียบ หรือแม้แต่การโกง



    "..นี่คือกับดักที่ 4."


ภายในคาสิโน จะเห็นการบริการที่พร้อม ทั้งอาหาร น้ำดื่ม แอลกอฮอล์

ฟรีตลอดทั้งวันทั้งคืน แถมออกมายังมีกับดักให้ช้อปปิ้งอีก เพื่อสร้างบรรยากาศ

ให้เหมือนการพนันเป็นสิ่งที่ไม่ผิด เพราะทุกๆคนก็เล่นกันอย่างสนุกสนาน

 เดินเข้าออกกันทั้งวันทั้งคืน


  " นี่คือกับดักที่ 5"



 ส่วนใหญ่ไม่หยุด  "เพราะคิดว่ามือกำลังขึ้น แต่หารู้ไม่ยิ่งเล่นนาน

 คาสิโนยิ่งได้เปรียบ เพราะเขามีทุนไม่อั้นมาเติมได้ตลอด

 จึงซื้อโอกาสชนะได้นานกว่า  มากกว่า

เจ้าของบ่อนวันๆสบาย ไม่ต้องทำอะไร  แค่...ยกมือไหว้เจ้าที่..

 ในคาสิโน ไม่เคยมีใครได้เงินกลับไป แค่..ช้า.หรือ.เร็ว เท่านั้น

 เคยเห็นคนแทงตาละ 50 จนถึงตาละ 800000 มาแล้ว

จุดจบไม่ต่างกัน แรกแรกมันจะยั่วยวนให้คุณได้

และมันก็จะตามเก็บคืนคุณทั้ง..ต้น..และ..ดอก

" ไม่เลิก. หมดตูด  "


มีเซียนพนันคนหนึ่งพูดไว้ว่า.. ถ้าคุณอยาก..ฆ่า..ใครสักคน

 ไม่ต้องเอา..ปืน..ไปยิงเขาหรอก ให้พาเขา..เข้าบ่อน




 
 สื่อ.. หนัง.. บ่อน ..สร้างภาพ การตลาดให้ทุกคนคิดว่ามีโอกาส..ชนะ.

คุณ.".แพ้ ."ตั้งแต่เดินเข้าไปแล้ว



เท่าที่เคยเห็นมี  พี่ หลิว เกาจิ้ง คนเดียว ที่พอจะ..สู้..กับ..จ้าวของบ่อน..ได้


เกาจิ้ง มือไพ่อันดับ 1 ของฮ่องกง


เจ้าของฉายา  " โคตรเซียน  "

14
ห้องข่าวหวย / ข่าวหวย 16 กรกฎาคม 2560
« เมื่อ: 11 กรกฎาคม 2017, 12:38:04  »
วันอาสาฬหบูชา


วันอาสาฬหบูชา 15 ค่ำ เดือน 8







วันอาสาฬหบูชา ปีนี้ ตรงกับ วันเสาร์ที่ 8 กรกฎาคม 2560 ......08

วันอาสาฬหบูชา คือ วันที่ พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงธรรมเทศนา

หรือหลักธรรมที่ทรงตรัสรู้เป็นครั้งแรก 
   
          สำหรับพุทธศาสนิกชนทุกคน คงทราบกันดีว่า ทุกวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี
จะตรงกับวันสำคัญทางพุทธศาสนาอีกหนึ่งวัน นั่นคือ "วันอาสาฬหบูชา" ซึ่งในปี 2560
วันอาสาฬหบูชา ตรงกับวันเสาร์ที่ 8 กรกฎาคม (ขึ้น 15 คํ่า เดือน 8)
 

          ทั้งนี้ คำว่า "อาสาฬหบูชา" สามารถอ่านได้ 2 แบบ คือ อา-สาน-หะ-บู-ชา หรือ อา-สา-ละ-หะ-บู-ชา
 ซึ่งจะประกอบด้วยคำ 2 คำ คือ อาสาฬห ที่แปลว่า เดือน 8 ทางจันทรคติ กับคำว่า บูชา
ที่แปลว่า การบูชา เมื่อนำมารวมกันจึงแปลว่า การบูชาในเดือน 8 หรือการบูชาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในเดือน 8
         วันอาสาฬหบูชา คือวันที่พระพุทธเจ้าได้ทรงประกาศพระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรก หลังจากตรัสรู้ได้ 2 เดือน
โดยแสดงปฐมเทศนาโปรดพระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ได้แก่ พระโกณฑัญญะ พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ และพระอัสสชิ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แคว้นมคธ จนพระอัญญาโกณฑัญญะ ได้บรรลุธรรมและขอบวชเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา จึงถือว่าวันนี้มีพระรัตนตรัยครบองค์สามบริบูรณ์ครั้งแรกในโลก คือ มีทั้งพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนพุทธศักราช 45 ปี

          ทั้งนี้พระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 เรียกว่า "ธัมมจักกัปปวัตนสูตร" แปลว่า พระสูตรแห่งการหมุนวงล้อธรรม ซึ่งหลังจากปฐมเทศนา หรือเทศนากัณฑ์แรกที่พระองค์ทรงแสดงจบลง พระอัญญาโกณฑัญญะก็ได้ดวงตาเห็นธรรม สำเร็จเป็นพระโสดาบัน จึงขออุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าก็ได้ประทานอุปสมบทให้ด้วยวิธีที่เรียกว่า "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" พระโกณฑัญญะจึงได้เป็น พระอริยสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา ต่อมา พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ และพระอัสสชิ ก็ได้ดวงตาเห็นธรรม และได้อุปสมบทตามลำดับ

          สำหรับใจความสำคัญของการปฐมเทศนา มีหลักธรรมสำคัญ 2 ประการ คือ

          1. มัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลาง เป็นข้อปฏิบัติที่เป็นกลาง ๆ ถูกต้องและเหมาะสมที่จะให้บรรลุถึงจุดหมายได้ มิใช่การดำเนินชีวิตที่เอียงสุด 2 อย่าง หรืออย่างหนึ่งอย่างใด คือ

           การหมกมุ่นในความสุขทางกาย มัวเมาในรูป รส กลิ่น เสียง รวมความเรียกว่าเป็นการหลงเพลิดเพลินหมกมุ่นในกามสุข หรือกามสุขัลลิกานุโยค

           การสร้างความลำบากแก่ตน ดำเนินชีวิตอย่างเลื่อนลอย เช่น บำเพ็ญตบะการทรมานตน คอยพึ่งอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น ซึ่งการดำเนินชีวิตแบบที่ก่อความทุกข์ให้ตนเหนื่อยแรงกาย แรงสมอง แรงความคิด รวมเรียกว่า อัตตกิลมถานุโยค

         
         ดังนั้น เพื่อละเว้นห่างจากการปฏิบัติทางสุดเหล่านี้ ต้องใช้ทางสายกลาง ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตด้วยปัญญา โดยมีหลักปฏิบัติเป็นองค์ประกอบ 8 ประการ เรียกว่า อริยอัฏฐังคิกมัคค์ หรือ มรรคมีองค์ 8 ได้แก่
     
            1. สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ คือ รู้เข้าใจถูกต้อง เห็นตามที่เป็นจริง

            2. สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ คือ คิดสุจริตตั้งใจทำสิ่งที่ดีงาม
 
            3. สัมมาวาจา เจรจาชอบ คือ กล่าวคำสุจริต

            4. สัมมากัมมันตะ กระทำชอบ คือ ทำการที่สุจริต

            5. สัมมาอาชีวะ อาชีพชอบ คือ ประกอบสัมมาชีพหรืออาชีพที่สุจริต

            6. สัมมาวายามะ พยายามชอบ คือ เพียรละชั่วบำเพ็ญดี

            7. สัมมาสติ ระลึกชอบ คือ ทำการด้วยจิตสำนึกเสมอ ไม่เผลอพลาด

            8. สัมมาสมาธิ ตั้งจิตมั่นชอบ คือ คุมจิตให้แน่วแน่มั่นคงไม่ฟุ้งซ่าน

          2. อริยสัจ 4 แปลว่า ความจริงอันประเสริฐของอริยะ ซึ่งคือ บุคคลที่ห่างไกลจากกิเลส ได้แก่ 
   
            1. ทุกข์ ได้แก่ ปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ บุคคลต้องกำหนดรู้ให้เท่าทันตามความเป็นจริงว่ามันคืออะไร ต้องยอมรับรู้ กล้าสู้หน้าปัญหา กล้าเผชิญความจริง ต้องเข้าใจในสภาวะโลกว่าทุกสิ่งไม่เที่ยง มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น ไม่ยึดติด 
   
            2. สมุทัย ได้แก่ เหตุเกิดแห่งทุกข์ หรือสาเหตุของปัญหา ตัวการสำคัญของทุกข์ คือ ตัณหาหรือเส้นเชือกแห่งความอยากซึ่งสัมพันธ์กับปัจจัยอื่น ๆ 
   
            3. นิโรธ ได้แก่ ความดับทุกข์ เริ่มด้วยชีวิตที่อิสระ อยู่อย่างรู้เท่าทันโลกและชีวิต ดำเนินชีวิตด้วยการใช้ปัญญา 

            4. มรรค ได้แก่ กระบวนวิธีแห่งการแก้ปัญหา อันได้แก่ มรรคมีองค์ 8 ประการดังกล่าวข้างต้น


กิจกรรมวันอาสาฬหบูชา

           พิธีกรรมโดยทั่วไปที่นิยมกระทำในวันนี้ คือ การทำบุญ ตักบาตร รักษาศีล ฟังพระธรรมเทศนา และสวดมนต์ ในตอนค่ำก็จะมีการเวียนเทียนที่เป็นการสืบทอดประเพณีอันดีงามของไทยเรา ดังนั้น พุทธศาสนิกชนทั้งหลายควรเข้าวัด เพื่อน้อมระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย อีกทั้งยังเป็นการช่วยชะล้างจิตใจให้ปลอดโปร่งผ่องใส จะได้มีร่างกายและจิตใจที่พร้อมสำหรับการดำเนินชีวิตในยุคที่ค่าครองชีพถีบตัวสูงขึ้นอย่างนี้...

15





โลกนี้ ไม่มีใครได้ทุกๆอย่างที่หวัง

 แต่ ก็ได้ บางอย่าง ที่หวัง

ไม่อย่างนั้น เราจะไม่เห็นแต่ สุข สะกด ทุกข์ไม่เป็น

แต่พวกเราส่วนใหญ่ รวมทั้งตัวเอง

ได้คืบจะเอาศอก ได้ศอกจะเอาวา

ได้เท่านี้ จะเอาเท่านั้น ไปเรื่อยๆ

แล้วไง.. ทุกข์..หรือ..ความไม่สบายใจ

เกาะใจไปเรื่อยๆ เล็กๆน้อยๆ

เราดิ้นรนอยากให้มันดีกว่านั้น

หรือกังวลเรื่องอนาคตที่ยังไม่เกิด ยังมาไม่ถึง

มนุษย์ชอบไขว่คว้าหาในสิ่งที่ตนไม่มี เพราะหลงคิดว่า

นั่นคือความสุข จนลืมไปว่า "ความสุขที่แท้จริง คือ การพอใจในสิ่งตนเองมี"

ที่ผ่านมา..ปัญหา..ของผู้คน

พบว่า สาเหตุหนึ่งที่คนจำนวนมาก...ทุกข์ใจ

เป็นเพราะพวกเขา "ไม่อยู่กับปัจจุบัน"

เราไม่จำเป็นต้องไปยืนในตำแหน่ง  ที่ดี่ดี  ที่สุด

 ขอแค่เรา มี..ความสุข..ในตำแหน่งที่ยืนก็พอ

บางทีทางออกของปัญหา มันก็อยู่ตรงทางเข้านี่แหละ


เราต้องรู้หน้าที่ตัวเอง มีหน้าที่ต้องทำก็ไปทำนะ

ยังไม่ใช่..พระ..ก็ต้องอยู่กับโลกให้เป็น

ได้เห็นว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา แท้จริง (จิต)เราหลับอยู่

ไม่เคยตื่นขึ้นมา ไม่เคยมีอิสระ เราเป็น..ทาส..ของกิเลส  เสมอมา

และไม่เคยเห็นความจริงของตัวเอง

ในชีวิต ทุกชีวิตย่อมเจอ..อุปสรรค

มีหลายคนก้าว เพื่อข้าม

ความล้มเหลว  ในวันนี้ หรือ อุปสรรค วันนี้


จะสร้าง...ผู้กล้า..


วันนี้เราสู้ เราอาจจะ..แพ้ แต่ไม่ได้แปลว่าสงครามมัน...สิ้นสุดนะ

ถ้าเราไม่สู้เลย นั่นแหละเราจะ..แพ้แน่ๆ

แต่ถ้าสู้แล้ว..แพ้ อย่างแย่ ก็แค่ลุกมาสู้ใหม่

แต่...สิ่งที่ทิ้งไว้

คือ ความทรงจำ ที่ดี หรือ รอยแผล ที่ยากจะลบ

ธรรมชาติเขาให้โอกาสเราหลับ พัก

แล้วตื่นมา  เริ่มใหม่ทุกวันอยู่แล้ว

แต่เราจะโฟกัสที่ปัจจุบัน ทำเหตุ ณ ปัจจุบันให้ดีก่อน

เพื่อที่ผลในอนาคตจะดีตามเอง

คนเราทุกคนที่เจอกัน คบกัน อยู่ด้วยกัน

สุดท้ายวันนึง ก็ต้องพลักพรากจากกันทั้งนั้น

จะช้า หรือเร็ว สั้น ยาว จากเป็น จากตาย เท่านั้นเองที่ไม่รู้

แต่เมื่อคนเราห้ามวัน ห้ามเวลา ห้ามการจากลาไม่ได้

ใครที่ปรับตัว ปรับใจให้เข้าใจ

และยอมรับกับความจริงที่เจอได้ดีเท่าไหร่

ก็จะดีกับตัวเองได้มากเท่านั้น

ไม่ว่าจะเป็น การจากเป็น หรือ จากตาย

หากมันคือการจากในขณะที่ใจยังคงรัก ยังผูกพัน

มันเป็นความ เจ็บปวด ที่ใคร ๆ ก็ไม่อยากเจอหรอก

แค่เรารู้ทันตัวเองในขณะที่ยังมีลมหายใจ

ยังได้ตื่นลืมตามาเจอกับเช้าวันใหม่

ยังมีเวลาและโอกาส ที่จะได้ทำอะไรดี ๆ ให้ตัวเองและคนอื่น

ตอนอยู่..ก็ทำ ก็อยู่กันให้ดี ๆ

เมื่อถึงตอนตาย..จะได้ไปที่ดี ๆ กันเนาะ



บุญรักษาจิต ความคิดรักษาใจกันนะ





หน้า: [1] 2 3 ... 8