999-11.com

ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

 


แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - เจ๊วู

หน้า: [1] 2 3 ... 9
1
โรยรื่นชื่นบุปผา / หอม ติดกระดาน
« เมื่อ: มกราคม 23, 2021, 02:14:43 PM »







พลอย สังเกตุเห็น แม่แต่งตัวประณีตเป็นพิเศษ

ไม่แต่งลวก ๆ เหมือนกับ อยู่ที่บ้าน แม่ทาน้ำอบไทย ทั่วตัว

แล้วก็เอาพัด พัด จนแห้ง แต่แล้วก็ ทาน้ำอบ ทับอีกตลบหนึ่งจึ่งได้ลง แป้ง

แม่มองดูหน้าตัวเองใน กระจก อยู่นาน ค่อย ๆ หวีผมอย่าง บรรจง

เอาไม้สอย ค่อย ๆ สอย ตามผม และลูกผมเล็ก ๆ  ที่ขึ้นอยู่ บ้างก็ถอนออก

และ พลอยสังเกตุเห็นว่า สตรีทุกคนที่เข้ามาในห้องนั้น

แต่งกายสะอาด สะอ้าน เป็นแบบเดียวกัน

ทุกคน นุ่งผ้าแถบ สีประจำวัน อย่างเดียวกัน 

จะผิดกันก็ที่ แหวน หรือ สายสร้อย เครื่องประดับกาย

ทุกคน  หอม กรุน  ไปด้วย กลิ่นอบ กลิ่นร่ำ

นั่ง ..ที่ไหนก็..หอม..ติดกระดาน

ผมใส่ น้ำมัน หวีเรียบ 

แต่ละคน ขัดสี ฉวีวรรณ ร่างกายตนมาแล้วอย่างยอดเยี่ยม




หญิงชาววัง  จะมีกรรมวิธีประทินโฉมที่ ซับซ้อน

เครื่องประทินโฉม สมัยโบราณส่วนมากจะผลิตผลจากธรรมชาติ

แต่ผ่านขั้นตอนการผลิตที่ ประณีต บรรจง

จนแทบไม่เหลิอร่องรอยของความเป็นธรรมชาติไว้เลย

แป้งร่ำ  ซึ่งทำมาจาก หิน

นำมาผ่านกรรมวิธีผสมเครื่องหอม  นานาชนิด

เช่น กำยาน ผิงมะกรูด ชะมดเช็ด หญ้าฝรั่น พิมเสน

และนำไป อบร่ำ หลายครั้ง หลายหน จึงกวนให้ เหลว

และ หยอด เป็นเม็ดเล็ก ๆ

ใช้สำหรับผัดหน้า ให้ ขาวนวล และ หอม หรือเจือด้วย น้ำอบ

ปรุงให้ แป้งเหลว ชโลม ลูบไล้ ทาตัว ให้ หอมกรุ่น และ เย็นสบาย

หรืออย่าง น้ำอบ ก็คื อน้ำที่ผ่านกรรมวิธีปรุงด้วยของหอมต่าง ๆ


เช่น ใบเตยหอม ชะลูด แก่นจันทน์เทศ กำยาน

พิมเสน ผิวมะกรูด ดอกมะลิ กุหลาบมอญ จันทน์กะพ้อ

ลำดวน พุทธชาด กระดังงา จำปา และชมนาด

จนน้ำนั้นกลายเป็น  น้ำหอม ที่หอมทน

ทั้ง แป้งร่ำ และ น้ำอบ เป็นเครื่องประทินโฉม สำคัญที่ สาวชาววัง

ทุกคนจะต้องมีประจำม้าเครื่องแป่ง

ซึ่งก็คือ  ตั่งทรงสี่เหลี่ยมทึบ เตี้ย ๆ นั่นเอง




ความตอนหนึ่ง หนังสือ หอมติดกระดาน

ของ คุณศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย









2
โรยรื่นชื่นบุปผา / นางกลม
« เมื่อ: มกราคม 23, 2021, 12:28:18 PM »







ใครอยู่ในอากาศ ตอน นางกลม

บทประพันธ์ ของ ครูเหม เวชกร



 นายอุทิศได้เดินทางไปฟังเรื่องรักวุ่น ๆ ของหนุ่มสาวคู่หนึ่ง

จากปากของนายแผ้ว ที่บ้านกระทุ่ม โดยลงเรือท้องแบน ข้ามลำน้ำกาญจน์ไป

"ผมอยากฟังนิยายของน้องชายคุณจริง"   

"อ๋อ "นายแผ้วร้อง "

เรื่องเจ้ากลั่น โฮ้ย เรื่องของมันสับสนครับ ยุ่งพิลึกเดี๋ยวนี้

ในย่านนี้ ถ้าใครออกชื่อ เจ้ากลั่น ก็จะพากันร้องว่า เจ้ากลั่นตายไปนานแล้ว"


"อ้าว ยังไงกันล่ะ " นายอุทิศสงสัย

"เปล่าครับ อ้ายกลั่นไม่ได้ตายอย่างเข้าใจกัน มันยังมีชีวิต แต่มันสับสน

คราวไหนอ้ายกลั่นแอบมาหาผม ใครเห็นเข้า พากันร้องว่า ผีอ้ายกลั่นมาหลอก"

"เอ๊ะ ก็สับสน ซิยังงั้น" นายอุทิศชักงง

"เรื่องมันยังงี้ครับ"

นายกลั่นเป็๋นน้องนายแผ้ว พ่อแม่ของพวกเขาตายหมด

นายแผ้วจึงเป็นเสมือนพ่อแม่ของนายกลั่น

นายกลั่นไปหลงรัก นางกลม ซึ่งเป็นสาวรำวง

พ่อของนางกลมเป็นคนจีน แต่ตายไปแล้ว

เหลือแต่แม่ซึ่งเป็นคนลาว "ผิวมันก็ขาวผิดลูกบ้านป่า อ้ายกลั่นก็หลงอย่างหลับตา"

นายแผ้วไม่ชอบคนรักของน้องชาย เพราะรังเกียจอาชีพ เกรงว่าจะเป็นปัญหาวันหน้า แต่ขัดน้องชายไม่ได้

วันหนึ่งนายกลั่นพานางกลมหนี แล้วมาขอพี่ชายให้ไปพูดจากะแม่ยายของเขา

นายแผ้วก็จัดการให้ สองผัวเมียจึงได้อยู่ด้วยกัน แต่ไม่นานนิสัยเก่าของนายกลั่นก็โผล่

"เจ้ากลั่นมันมีนิสัยหนักไปทางนักเลงครับ ดื่มเหล้าเอย การพนันเอย

ลงท้ายเล่นฝิ่นเข้าไป แม่ยายมันก็ชักรังเกียจทีเดียว"

"แรก ๆ ก็เตาะแตะเจ้าหมู หรือใบพลูนี่แหละ หนักเข้าก็เลยเข้ากล้องนอนสูบเสียตามธรรมเนียม"

"อ๋อ หมูมันก็ฝิ่น ใบพลูมันก็ฝิ่น มันอย่างเดียวกันแหละครับ เขาเรียกสองชื่อ

คือเอาใบพลูกินกะหมากนี่หละครับ มาหั่นให้เป็นเส้นยาสูบ แล้วตากแดด

พอแห้งก็เอาลงกระทะเล็ก ๆ ผัดกับฝิ่น

พอฝิ่นจับใบพลูดีแล้วก็เอาใบพลูมาสูบ ตั้งชื่อว่า หมู แล้วการสูบ ๆ ด้วยบ้องกัญชา

เอาเส้นใบพลูยัดลงในพวยบ้องกัญชาจุดไฟสูบ"

นายกลั่นติดฝิ่น ฐานะก็แย่ลง แม่ยายด่าเป็นโขลกแป้ง

อยู่ไป ๆ นายกลั่นก็ล้มเจ็บ คนลือกันว่าตายแล้วทั้งนั้น

แต่ลงท้ายเขากลับฟื้นขึ้นมา เมียจึงพาตัวมาส่งให้นายแผ้วดูแลรักษา

จนฟื้นตัวดีแล้ว นายกลั่นขอไปทำงานเหมืองที่ปีล็อก

แต่พอไม่กี่เดือนมีคนส่งข่าวว่านายกลั่นตายในป่าลึก

ไข้ป่ากินตาย เขาฝังกันในป่านั่นเอง

แต่ความจริงนายกลั่นยังไม่ตาย เขาแอบมาหาพี่ชายตอนกลางคืน

ไม่ยอมให้ใครเห็นตัว นายกลั่นเล่าความลับที่เขาได้พบมา

ว่า บ้านเมียนายกลั่นมีคนเป็นกระสือ ตอนที่เขาฟื้นจากสลบ แต่ยังคงไม่สบายอยู่

จึงขอนอนใตุ้ถุนคนเดียว ให้เมียกะแม่ยายนอนบนเรือน

นายกลั่นนอนที่แคร่ใต้ถุนเรือน  คืนนั้นยังไม่หลับ เขาเห็นอะไรติดตาก็นิ่งมองดู

เหมือนใครบนเรือนสูบบุหรี่ แล้วดับก้นบุหรี่

เป็นประกายไฟร่วงลงทางร่อง นายกลั่นก็คงมองดูอยู่ สงสัยว่าทำไมไฟบุหรี่จึงไม่ดับ

เจ้าประกายไฟที่ร่วงลงมาคงกองแดงอยู่อย่างนั้น 

และในครู่นั้นเจ้าแสงไฟขี้บุหรี่นั้น ค่อยเปลี่ยนจากสีแดงเรื่อ ๆ เป็นสีเรือง ๆ ขึ้น

แล้วก่อตัวเป็นก้อนกลม ๆ เป็นดวงไฟทำการลอยตัวพ้นดินขึ้น

ดวงไฟนั้นค่อย ๆ ลอยสูงจากพื้นดินในราวศอกหนึ่ง ลอยวนอยู่ใต้ถุน"

ดวงไฟประหลาดนั้นลอยวน รอบนายกลั่น เขาร้องด่าไปหยาบ ๆ คาย ๆ

แล้วง้างมือ ง้างแขนวาดไป วาดมา เจ้าดวงไฟก็กลัวจะถูกเลยลอยหนี

นายกลั่นจึงรีบหนีไปอาศัยเพื่อนบ้านนอน แล้วหนีไปที่อื่นเพราะกลัวจะได้อยู่กับผีกระสือ

เมื่อมีข่าวลือว่านายกลั่นตาย นางกลมจึงมีผัวใหม่ แต่อยู่กันได้ไม่ถึงเดือน ผัวใหม่นั้นก็หนีไปอีก

แต่ไม่นานนายกลั่นก็กลับมาขออยู่กับนางกลมอีกซึ่งทำให้นายแผ้วโกรธน้องชายมาก

"เลวทราม เลวทราม ทำเสียเชิงชาย ไม่รักศักดิ์ศรี "

ชาวบ้านก็พูดกันว่า "อีกลมมีผัวเป็นผี" นายกลั่นอยู่กับนางกลมไม่นานก็หายไปอีก

"จนเดี๋ยวนี้ก็เลยไม่รู้เรื่องอ้ายกลั่น ดูมันลึกลับสับสนจริง ๆ "

"หรือจะตายจริง อย่างเขาลือกัน " นายอุทิศออกความเห็น

"ก็พูดไม่ถูก เมื่อเร็ว ๆนี้ ก็มีคนที่ทำเหมืองปิล๊อค

พบกับผม เขาว่า ไอ้กลั่นตายจริง ๆ เป็นไข้ตายในป่า

เขากะเพื่อนช่วยกันฝังกะมือเขาเองทีเดียว แต่มันจะเป็นไปได้ยังไง

ไอ้กลั่นพบกะผมบ่อย ๆ และยังกลับไปเป็นผัวเมียอีกลมอีกเลยพูดไม่ถูก"

"นายแผ้วพูดแล้ววางหน้าอย่างสนเท่ห์ ผมก็เกิดสนเท่ห์

พอรุ่งขึ้นผมก็เลยลานายแผ้ว กลับกรุงเทพฯ เกรงว่าถ้านายกลั่นเกิดมาหานายแผ้วเข้า

ถ้ามาอย่างคนจริง ๆ ก็ไม่เป็นไร ถ้ามาอย่างที่เขาลือกัน ผมก็จะแย่ไปเลย"



สามารถ  จันทร์แจ่ม : บันทึก





ครูเหมเป็นผู้ที่ใช้ภาษาไทยโบราณได้เยี่ยมยอดมากค่ะ

ภาษาของท่าน เก่า แต่เราเข้าใจ

เป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของท่าน

อีกทั้งยังมีคำเก่าๆหลายคำ

ที่สมัยนี้ไม่ค่อยมีคนใช้แล้ว

 และได้ความรู้เรื่องการสูบฝิ่นด้วย

นี่ละคะ คุณค่าของงานครู หม เวรกร

ขอบคุณ คุณสามารถ จันทร์แจ่ม

ที่กรุณา ย่อ-เล่าจากเรื่องเต็มของ ครู

ให้พวกเราได้อ่าน เสมอๆนะคะ


3
โรยรื่นชื่นบุปผา / บุหงา รำไป
« เมื่อ: มกราคม 21, 2021, 01:11:42 PM »















ลมหนาว และ ดาวเดือน ...
จะนอนหลับไหล ในอ้อมแขนของดวงดาว
ให้เงาราตรี โอบล้อมหัวใจ...



ลมหนาวมาพร้อมกับดอกไม้แสนสวย เสมอเลยค่ะ

พอดอกไม้เริ่มบาน ก็ชอบ ถ่ายภาพเก็บเอาไว้

ไม่ได้ถ่ายสวยอะไร แต่ว่า...

กว่าเราจะปลูกดูแลรักษาจนเขา ออกดอก ติดผล ให้ชื่นชม

เลยอยากเก็บเอาไว้ให้ชมนาน ๆ

เพราะเดี๋ยวก็จะโรยรา บางทีอาจไปสวรรค์

ด้วยเสน่ห์ความหอม ของ นาง  แม่บุหงารำไป 

ทำให้เริ่มรู้สึกหลงรัก แม่ดอกไม้หอมนี้ ซะแล้ว

บุหงารำไป ดอกไม้มากชื่อหลายนาม

บางคนเรียก "เข็มเขียว" บางคนเรียก "เข็มหอม"

เป็นไม้ดอกหอม พื้นเมืองของไทย ค่อนข้างหายาก

พุ่มเตี้ย พุ่มโปร่ง สูงประมาณ 1 - 2 เมตร

ออกดอกช่วงฤดูหนาว (พ.ย. - มี.ค.)

ดอกสีเขียวครีม กลิ่นหอมกรุ่น ตลอดวัน

เค้าหอมแรง แบบว่ากลิ่นกระจาย ตามลมไปทั่ว

จะส่งกลิ่นหอมจัดมากในช่วงเช้าตรู่ และ พลบค่ำก่อนจะมืด

ส่วนตอนกลางวันกลิ่นจะอ่อน

กลิ่นของนาง หอม คล้ายๆ กับกลิ่น น้ำอบไทย กลิ่นบุหงา อบผ้า

ความหอมของบุหงารำไป นั้นไม่แพ้ใครในกลุ่มของเข็มหอมเลยค่ะ

ดอก จะทยอยบาน อยู่ราว 2-3 เดือน


นางไม่ชอบแดดจัด ถ้าแดดจัดละก็ ใบร่วงหมดค่ะ ตายแหงๆ

ต้นแรกที่ซื้อมาปลูก    ตายไป

เพราะไปเชื่อคำแนะนำ ของ คนขายต้นไม้ 

แม่ค้าก็บอกชอบแดดจัดๆ ก็เชื่อนะ เขาเป็นคนขายนิ

แต่จริงๆอย่าเชื่อค่ะ คนขายเขาไม่ได้ปลูก รับมาก็ขายไป

เข็มชอบแดด เข็มเขียวก็ต้องชอบแดด ก็เห็นตามนั้น

ปลูกกลางแดด ปรากฏผ่านไปสามวัน ใบแห้งกรอบทั้งต้นเลย

บุหงารำไป ต้องปลูก แฝงเงาไม้ใหญ่ จึงจะงามดี

สมัยนี้คนหาไม้ ในร่มกันมาก

เพราะเหมาะ กับสวนธรรมชาติ สมัยใหม่








4







มอนิ่งง  งวดแรก ของปีค่ะ



สัปดาห์สุดท้าย ก่อนหวยออก

เป็นคืนแห่งรถผ้าป่าเกือบ ฟ่ำ

สังหรณ์ ใจ แต่แรกแหละ  !!

 ลุ้น. .จะออก.. หรือ.. หยุด ..



งวดแรก เห็นทีมจ้าว นำก่อน 1-0  ก็สบายใจ

งวด 2  เสียง ดึ๋ง ดึ๋ง ดึ๋ง  มา

ตอนบ่าย รถเป็ดน้อยกูฟ่ำอีกคัน

พอรู้ออกเลขอะไร  หงายเงิบ  !!   

ร้องวี๊ด ช็อตเป็น ยุยเชิญยิ้ม !!!


ใครผ่านงวดนี้  บวกนิดหน่อย ก็โอเค ดีใจด้วย

บางเจ้าแม่ง เว่อร์เกิ๊น !!

เลขอั้นมึง 12 ตัว ไม่เข้าเล๊ย ออกเลข 5 มา ทั้งบน ทั้งล่าง   

บอกบวก 50%  แหม มึงนี่ เรนนี่ มาก !!




จ้าว หวย  !!  มึงก็แพ้บ้างสิโว้ย!!

 ห่า  !!  หวย จะได้หนุก ๆ



บอกเลยว่าหลังปีใหม่

งวดต่อไปโลก สงบสุข ไม่มีเสียงก้าบๆ ให้รำคาญ

ชนะยาวๆ  ฟันธง!!



 มีความเชื่อลึกๆ ว่า ไม่มีอะไรจะมาขัดขวางคนไทย

ในการคิดค้น นวัตกรรม ในการซิกแซกได้

  ล็อกหวยเหรอ มันไม่มีจริงหรอกค่ะ

จิตใจเราปรุงแต่ง มันขึ้นมาทั้งนั้น

ถ้าเราทุกคนพร้อมใจกันไม่เชื่อ  ก็จะไม่มี๊ ไม่มี หรอก ล็อกหนะ

ไม่มีแบ่งแยก มีแต่ฟามรัก ความกลมเกลียวกัน

แต่ไม่ใช่ ขาดทุนหวย ก็มาด่ารัฐบาล ด่าลุง

เกลียดลุงจนขึ้นสมอง ออกเลขไรมา แม่งก็ยั้ง เข้ามาด่าลุง

เพจด่าลุงมีเพียบมึงไปโน่นเลย 555

นี่ไม่ใช่กลุ่มการเมือง เป็นกลุ่มหวย คุยกัน บ้าๆบอๆ 

คุยกันเฮฮา มีหยอก มีแซวบ้าง

กลุ่ม กุ รักลุง เชียร์สุดลิ่ม ทิ่มรูตูด  ปกป้องลุงตลอด

จะขี้ จะเยี่ยว ก็หอมกรุ่น กลิ่นลาเวนเดอร์ไปหมด

ออกหน้ารักลุงแบบนี้ หลังไมค์มาด่ากูซะงั้น พ่องตาย 555



รักคุณนะ

เจ๊วู

5
ข่าวหวย / ข่าวหวย 17 มกราคม 2564
« เมื่อ: มกราคม 07, 2021, 09:39:17 AM »
กรมสมเด็จพระเทพ พระราชทาน ส.ค.ส.

ภาพฝีพระหัตถ์ วัวยิ้ม













 
    








เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.

เว็บไซต์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

เผยแพร่ ส.ค.ส. พระราชทานพรปีใหม่ พ.ศ.2564 ของ


สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย


โดยเป็นภาพวาดฝีพระหัตถ์วัวสีขาวดำยิ้มสดใส

ทั้งนี้ ได้พระราชทานพรปีใหม่ พ.ศ.2564

พร้อมทรงลงพระนามาภิไธยสิรินธร

สำหรับพรปีใหม่พระราชทาน พ.ศ.2564 มีใจความว่า



"วัวน้อยกินแต่หญ้า เขียวขจี

ตัวใหญ่แข็งแรงดี เก่งด้วย

ขี้วัวใส่ปุ๋ยมี ประโยชน์

ปีใหม่ปลูกมะม่วงกล้วย

ฝึกด้านเกษตรกรรม"



6









ดูว่า...นิ้วมือของตัวเองเป็นแบบไหน

มีคำทำนายสรุปชีวิตสั้นๆ



ภาพขวาบน - นิ้วชี้..ยาวกว่า..นิ้วนาง

ชีวิตที่ต้อง..เหนื่อย



ภาพซ้ายบน - นิ้วชี้..ยาวเท่ากับ..นิ้วนาง

ชีวิตที่ร่ำรวย



ภาพล่าง - นิ้วนาง..ยาวกว่า..นิ้วชี้

ชีวิตที่เสวยสุข



ดู 2 มือประกอบกัน ถ้า 2 ข้างไม่เหมือนกัน

ก็คือ มีนิสัยและโชคชะตาที่ผสมผสานทั้ง 2 ด้าน




นิ้วชี้..ยาวกว่า..นิ้วนาง


นิ้วชี้..เป็นนิ้วที่ยาวแสดงความมุ่งมั่น ทะเยอทะยาน

สร้างอำนาจ และ ความสำเร็จ

จึงต้องเหน็ดเหนื่อย ก็เพราะเป็นบททดสอบ ความมุ่งมั่น ที่จะสร้างวีรกรรม

เนื่องจากปัญหาอุปสรรค ก็คือบันไดที่จะสร้างชื่อให้แก่..ยอดคน

ดั่งเช่น #เล่าปี่ ก็มีชีวิตที่ต้องลำบาก แต่ก็จะมาพร้อมกับความสามารถ และ วีรกรรม

ส่วนคนที่ลำบากแล้วไม่ได้ดี ไม่ประสบความสำเร็จ ก็คือ ทำไม่ถูกวิธี (ชะตามนุษย์)

ไม่ถูกจังหวะ (ชะตาฟ้า) และ ไม่ถูกสถานที่ (ฮวงจุ้ย)





คนที่ นิ้วนาง  ยาวกว่า  นิ้วชี้



ชีวิตที่มีความสุข ก็ไม่จำเป็นต้องรวย

และนิ้วมือ จะเป็นตัวบอก ข้อสรุปของชีวิต

ไม่ใช่บอกชีวิตช่วงใด ช่วงหนึ่ง หรือ ชีวิตในปัจจุบันนี้

ในความหมายที่แท้จริง นิ้วนาง คือนิ้วแห่งความรัก

ความผูกพัน และอารมณ์จิตใจ

เหมือนกับที่เราใส่แหวนแห่งความรักที่นิ้วนี้


คนที่นิ้วนาง ยาว จึงใส่ใจในเรื่องความสุข

ความรัก ความผูกพัน เหนือกว่าเรื่องวัตถุเงินทอง

ซึ่งถ้าไม่ได้พัฒนาทักษะในการหาเงินไว้เพียงพอ

เมื่อเจอวิกฤตเศรษฐกิจก็จะประสบกับความยากลำบาก




 นิ้วชี้ ยาวเท่า นิ้วนาง

ก็คือคนที่ให้น้ำหนักในด้านการสร้างความสำเร็จของชีวิต

กับเรื่องอารมณ์จิตใจและความสุขในชีวิต สมดุลกัน

จึงเป็นคนที่เหมือนเดินทางสายกลางไม่สุดโต่งเกินไป

เมื่อไหร่ที่พอใจในสิ่งที่เรามี ก็เรียกว่า...ร่ำรวย

7
โรยรื่นชื่นบุปผา / วิญญาณที่...เร่ร่อน
« เมื่อ: มกราคม 03, 2021, 11:32:24 AM »







วิญญาณที่เร่ร่อน ตอน ครูอรุณ

โดย ครูเหม เวชกร



กลกาม และ เวรกรรม มีจริง และบางครั้งไม่ต้องรอถึง ชาติหน้า

แสงเดือน กับ วิภา เป็นเพื่อนรักกันแสงเดือน มีฐานะมั่งคั่ง ตระกูลสูง

เธอแต่งงานกับ นายห้างหนุ่มผู้ร่ำรวย มีลูกด้วยกัน 2 คนเป็นผู้หญิงทั้งคู่

ส่วน วิภา มีอาชีพเป็นครูสอนอยู่ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง

วิภาแต่งงานกับนายตำรวจมีฐานะปานกลาง
 

วันหนึ่งทั้งสองคนเพื่อนรัก ได้ฟังเสียงคนสีซอสามสาย

เพลงต่อยรูป ดังมาจากบ้านข้างบ้านวิภา

ความหลังครั้งก่อนของแสงเดือน จึงย้อนกลับมา

แสงเดือนมีความหลังฝังใจ ที่เธอได้กระทำให้ชายหนุ่มคนหนึ่ง

ต้องได้รับ ความร้าวรานใจ จนวันตาย

หนุ่มที่น่าสงสารคนนั้นคือ ...ครูอรุณ

แสงเดือน กับ วิภา ตอนอยู่ในวัยแรกรุ่นนั้นชอบดนตรีไทยมาก

ในบ้านของแสงเดือนมีวงดนตรีประจำ

คุณยายของแสงเดือนได้รับ  ครูอรุณ

ซึ่งเป็นเด็กกำพร้ามาเลี้ยงดูเป็นลูกบุญธรรม ส่งเสียให้เรียนจนจบ

ได้ทำงาน เป็นครูสอนดนตรีไทยอยู่ที่โรงเรียนนาฏศิลป์

คุณยายมอบให้ครูอรุณสอนดนตรีไทยและเพื่อนๆ โดยสอนที่บ้านของ แสงเดือน

ครูอรุณมีใจให้แสงเดือน แต่สำนึกว่าตัวเองต่ำต้อยด้อยฐานะกว่าจึงสู้เจียมตัวอยู่

แต่แสงเดือนนั้นไม่ชอบครูอรุณ คิดว่าครูอรุณตีเสมอ

จึงให้เพื่อนๆชายที่มาเรียนดนตรีคอยพูดกระแนะกระแหนครูอรุณอยู่เสมอ

ส่วนวิภานั้นเคารพนับถือครูอรุณ พยายามพูดเตือนสติแสงเดือน แต่แสงเดือนไม่สนใจ


"แสงเดือนจ๋า อย่ารุนแรงอะไรกับครูเลย เท่าที่เดือนพูดว่าครูแกทำท่าจะรักเดือน

หรือมีทีเจ้าชู้กับเดือนนั้น ฉันยังไม่ถนัดนัก

ถ้าว่าแกมีนิสัยเจ้าชู้ทำไมฉันไม่ถูกบ้าง และคนอื่นๆ ไม่ถูกบ้าง"  "

ก็แกมีสมบัติอะไรล่ะ ที่จะให้เขาหวัง หรือโก้เก๋ว่ามีคู่เป็นคนมั่งคั่ง"

คำพูดของดิฉันนี้ทำให้วิภาชงัก หน้าซีดขาว อ้าปากค้างอยู่สองสามอึดใจ "


ด้วยความชอกช้ำใจ วันหนึ่งครูอรุณก็มาบอกลาแสงเดือนและคุณแม่ของเธอ 

"กระผมมาขอกราบลาออกจากครู และจากบ้านนี้ไป เพราะมีธุระจำเป็นจะต้องออกหัวเมืองเหนือ"

 ครูอรุณไปอยู่หัวเมืองเหนือได้ 1 ปี คุณยายของแสงเดือนล้มป่วยและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ก่อนที่ท่านจะเสียได้ให้ทนายความประจำ ทำเรื่องยกสมบัติและบ้านตึกของคุณยายให้แก่ครูอรุณ

เมื่อสวดศพให้คุณยาย 7 คืน ในคืนตอนกลางๆ

แสงเดือนก็เห็น "....ใครคนหนึ่งนั่งพับเพียบอยู่ข้างตึก ด้านนอก



เขาผู้นั้นพนมมือฟังพระธรรมอย่างสงบนิ่ง


พอแสงเดือนเดินเข้าไปนิดหน่อย ก็ต้องตกตะลึง ผู้นั้นคือ   " ครูอรุณ   "



พอเขาเห็นแสงเดือน เขาก็ลุกจากที่นั่น เดินหายไป"

เมื่อปิดศพแล้วตึกเล็กที่ตั้งศพคุณยายก็ปิดเงียบไม่มีใครกล้าเดินผ่านไปที่ตึกนั้น

จนวันหนึ่งเป็นตอนเย็น แสงเดือนได้ยินเสียงหน้าต่างตึกเล็กเปิด

จึงไปเยี่ยมหน้าต่างตึกใหญ่ของเธอมองดู


"เห็นหน้าต่างชั้นบนตึกของคุณยายเปิดหมด

ดิฉันตกใจ เอ๊ะ ใครเปิดทำไม ยังไม่ใช่กำหนดจะเปิดสวด...

ดิฉันมองเห็นคนเดินว้อบแว่บอยู่ในตึกชั้นบน จึงยังยืนดูเฉย


พอผู้นั้นเดินผ่านมาที่หน้าต่างจึงรู้ว่าผู้นั้นคือ ครูอรุณ..."


แสงเดือนคิดว่าครูอรุณรู้ข่าวว่าได้รับมรดกจากคุณยายจึงมาสำรวจทรัพย์สิน

แต่พอสักอาทิตย์วิภาก็มาบอกข่าวว่าครูอรุณเป็นไข้ตายแล้วเมื่อ 7เดือนที่ผ่านมา

นักเรียนที่มาจากเมืองเหนือบอกข่าวกับเธอ

พร้อมกับนำรูปถ่ายที่ครูอรุณถ่ายพร้อมกับลูกศิษย์ในชั้นเรียนให้แสงเดือนดู

แสงเดือนรู้สึกสำนึกผิดที่ทำให้ครูอรุณเสียใจจนตาย

วิญญาณครูอรุณมาปรากฏให้คนรับใช้ในบ้าน

ของแสงเดือนเห็น "ครูอรุณมา ถือดอกไม้ธูปเทียน

ขออนุญาตเข้าไหว้ศพคุณแม่นายท่าน

กระผมก็ยอมให้ แกหายเข้ามาสักครู่จึงกลับออกไป"

เมื่อรู้ว่าครูอรุณตายแน่นอนแล้วแสงเดือนก็ให้รื้อตึกหลังเล็กนั้นเสีย


ต่อมาแสงเดือนก็ได้รู้จักครูสอนดนตรีไทย

เป็นชายหนุ่ม รุ่นราวคราวเดียวกับลูกสาวของเธอ

หนุ่มคนนี้มีรูปร่างหน้าตาคล้ายครูอรุณ และชื่อเดียวกันด้วย 

สามีของแสงเดือนประสบอุบัติเหตุด้วยเรือบินอับปางบนอากาศ

ดิ่งลงทะเลเสียชีวิต แสงเดือนเป็นหม้าย

เกิดตกหลุมรักครูสอนดนตรีไทยวัยรุ่น

คือ นายอรุณ จน "...สิ่งที่เลวร้ายไปกว่านั้น

การจะพบกันที่บ้านบ่อยๆ เกรงข้อครหานินทา

หรือขวางหูขวางตาใครต่อใคร เราจึงมีการนัดพบกันที่อื่น

โดยดิฉันขับรถเอง เราแอบไปที่ต่างๆ ที่ไม่มีคนจะรู้จัก

เมื่อนานเข้าๆ ความเลวร้ายก็ขึ้นถึงขีดสุด

คือดิฉันแอบได้เสียกับนายอรุณอย่างลับๆ และปกปิดเรื่อยมา..."

แสงเดือนต้องทนสู้หวานอมขมกลืน

กับสามีหนุ่มวัยรุ่นของเธออย่าวหาทางออกไม่เจอ

เมื่อนายอรุณขอเงินเธอไปบำรุงบำเรอหญิงที่สาวและสวยกว่าเธอ

เธอก็ต้องยอมให้หาไม่แล้วนายอรุณจะไม่ยอมมาหาเธอ

"เป็นการซื้อชายไว้บำเรอสุขเมื่อยามแก่ที่ควรจะรักศักดิ์ศรี"



ครูเหมจบนิยายตอนนี้ว่า ...


"ไม่ว่าท่านผู้อ่านและตัวดิฉันเองก็ทายกาลข้างหน้าไม่ได้ว่า

บั้นปลายจะลงเอยอย่างไร ยิ่งแก่เข้าความร่วงโรย

ก็มีขึ้นเป็นเงาตามตัว คนหนุ่มๆ หรือจะรักอยู่ด้วยความจริงใจ

ถึงว่าจะเปิดเผยให้ใครๆทราบว่าเราเป็นคู่ครองเรือนละ

สังคมก็รังเกียจในสิ่งลักกะเพศ

จึงต้องเป็นคุณนายมืดไปเช่นนี้กว่าจะสิ้นชีพลง 

(ไม่ว่าจะยุคใดสมัยใด เรื่องเช่นนี้ยังมีให้เห็นอยู่เสมอ)









8
ข่าวหวย / ข่าวหวย 30 ธันวาคม 2563
« เมื่อ: ธันวาคม 23, 2020, 02:03:36 PM »
กรมสมเด็จพระเทพฯ

พระราชทานพร ส.ค.ส.  ๒๕๖๔

‘ปีฉลูวัวใจดี’

























กรมสมเด็จพระเทพฯ

พระราชทานบัตรอวยพรปีใหม่ ส.ค.ส.ประจำปี ๒๕๖๔

ภาพวาดฝีพระหัตถ์ปีฉลู  ‘ปีฉลูวัวใจดี’

และพรพระราชทาน แก่ปวงชนชาวไทย



ภาพฝีพระหัตถ์ เป็นภาพวัวนม ข้างๆ มีขวดนมสดสีขาว

พร้อมทรงลงพระนามาภิไธย “สิรินธร”

พรพระราชทาน มีใจความว่า



“สวัสดีปีฉลูวัว พ.ศ.๒๕๖๔

ปีที่แล้วโรคร้ายหมายชีวิต

มีคนติดทั่วโลกอยู่มากหลาย

คนยังอยู่จนยากลำบากกาย

ที่ทุกข์คลายเพราะความรักสามัคคี

ปีฉลูวัวใจดีเข้ามาหา

มีนมมาให้ดื่มเป็นสุขขี

สุขภาพของเด็กเติบโตดี

ผู้ใหญ่ที่ดื่มนมก็แข็งแรง”









9













#ปีฉลู มาเยือนแล้วนะคะ

ปีนี้ชงหนักสุด คือ ผู้ที่มีมะแมในดวง (หลักปี เดือน วัน หรือยาม)

เดือน มะแม คือ ผู้ที่เกิด 6 ก.ค.-7 ส.ค.

ยาม มะแม คือ 13.00-15.00น.

#การชงเริ่มแล้ว

ไม่ใช่ เริ่มชง#วันตรุษจีน อย่างที่เข้าใจกัน


 
วันที่ 21-22 ธันวาคม ของทุกปี

เรียกว่า เทศกาลตังโจ่ย (เทศกาลกึ่งกลางฤดูหนาว )

วิทยาศาสตร์เรียกว่า วันเหมายัน
 
 ฝรั่งเขาเรียกว่า Winter Solstice

เป็นวันที่แกนของโลกเอียงห่าง พระอาทิตย์มากสุดของปี

ในวันนี้พระอาทิตย์ขึ้นช้าทีสุด และจะตกเร็วที่สุดด้วย

เราจะพบว่ากลางวันสั้นที่ สุดกลางคืนยาวนานที่สุด

หลังจากวินาทีนี้โลกก็จะเข้าสู่ “พลังงานใหม่”เพราะว่าเริ่มรอบใหม่

โดยชาวจีน จะนับวันนี้ “เป็นวันปีใหม่ ”มาตั้งแต่โบราณหลายพันปี

โดยจะทำขนมชนิดหนึ่ง ก็คือขนมอี๋ หรือ บังลอยลูกกลมๆ เพื่อแจกกันกิน

โดยกลม ๆ หนึ่งลูก ที่กินเข้าไปหมายความว่า เราอยู่บนโลกมาครบอีก 1ปี แล้ว

ต่อมาวันนี้ เราถือว่า เป็นการ เริ่มต้นของ เดือนชวด ด้วย

ในระยะหลัง ๆ เนื่องจากมีการเปลี่ยนราชวังค์

ราชวังค์ใหม่ ไม่อยากไปใช้วันปีใหม่ ฉลองร่วมกับ ราชวังค์เก่า

ก็เลยมาคิดระบบใหม่ คือระบบ 4 กุมพาพัน

โดยอ้างว่าเป็นฤดูเริ่มต้นใบไม้ผลิ อากาศสดชื่นกว่า

เนื่องจาก 21-22 ธค ถือว่าอากาศยังหนาวเย็น

มีหิมะตก ฉลองไม่สนุก จึ่งได้เปลี่ยนมาเป็น 4 กพ

และผ่านมาหลายร้อยปี คนก็เลยกลายเป็นว่ายึดเป็น 4 กพ

เป็นวันปีใหม่เเบบมาตรฐานในวิชาฮ้วงจุย

แต่น่าแปลกใจไหม เดือน กพ นั้นมันเป็นเดือนขาล

เรานับ...

ธค เป็นเดือน ชวด

มค เป็นเดือน ฉลู

กพ เป็นเดือน ขาล

แต่กลับกันเอาเดือน  ขาล ซึ่งเป็น นักกษัตรย์ ตัวที่ 3 มาเป็นปีใหม่

โดยที่ซินแสส่วนใหญ่ก็ไม่ทันชุกคิดเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน

ยังมีระบบทัดมา ระบบจันทรคติ....

ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับการหมุนของ โลก กับ พระอาทิตย์

กลายเป็น การหมุนของ พระจันทร์ กับ โลก

ซึ่งก็คือวันที่ พระจันทร์ หมุนรอบ โลกครบ 1รอบ

รอบแรกที่ใกล้เคียงกับฤดูใบไม้ผลิ หรือ 4 กพ 

ถ้าคนที่ไม่เข้าใจก็อาจก็จะ งง ๆ

แท้จริง แล้วมันก็คือ  “วันตรุษจีน” นั่นเอง

เพราะเนื่องจากการหา 4 กพ เป็นการหาที่ยุ่งยากในสมัยโบราณ

 ต้องหา เครื่องไม้ เครื่องมือ มาคำนวน

สมัยโบราณยังไม่มี กระดาษ ยังไม่มีการพิมพ์ ปฎิทินจีน

จึ่งได้ใช้การมองพระจันทร์ เป็น ปฎิทินยักษ์

เพราะพระจันทร์ แต่ละวัน หน้าตาจะไม่เหมือนกัน

วันไหนที่ พระจันทร์เต็มดวง เราก็เรียกว่า ขึ้น 15ค่ำ
 
วันที่ พระจันทร์ หมุนรอบโลก ครบ 1 รอบ เราเรียกว่า 1 เดือน

คำว่าเดือน สังเกตุไหม เราแปลว่า พระจันทร์

คนจีน ทั้งโลก ซึ่งสมัยโบราณ ยังไม่มีความรู้ ก็ทำตามที่ราชสำนักประกาศ

โดยบอกว่าให้ดู พระจันทร์ ครบรอบที่ใกล้เคียงกับ ฤดูใบไม้ผลิ มากที่สุดซิ

ให้นับเป็นปีใหม่ แล้วกัน เพราะว่าใกล้เคียงกับวันที่ 4 กพ มากที่สุด

จะได้เอาไว้จดจำ ว่าช่วงไหน เข้าสู่ฤดูหนาว ช่วงไหน ฤดูใบไม้ผลิ

ช่วงไหนฝนจะตก ช่วงไหนต้อง เก็บเกี่ยว และ เพาะปลูก

คือสมัยโบราณ จุดสำคัญที่สุดคือการเกษตรกรรม

จึ่งเป็นที่มา ชาวจีนทั่วโลก และปัจุบันนี้

เฉลิมฉลองปีใหม่ กันใน วันตรุษจีน นั่นเอง

แต่...ไม่เกี่ยวกับทาง ฮ้วงจุย เพราะในทาง ฮ้วงจุย ที่ถูกต้องนั้น

ต้อง 21-22 ธันวาคม เท่านั้น

แถมยังมีอีกประเด็นหนึ่ง ก็คือ ..

การที่โลกหมุนครบ 1รอบ นั่น เราจะเปลี่ยน 1 นักษัตร ในทางวิทยาศาตร์

แปลว่าเราเริ่ม รับ...พลังงาน.. ของโลกชุดใหม่เข้ามาแล้ว

แต่..ระยะหลัง ๆ ศาลเจ้าต่าง ๆ ก็ไปตั้งชื่อวงโคจรของโลก แต่ละรอบ

ว่าแต่ละรอบนั้น จะต้องมี เทพ มาประจำการ

มาช่วยคุ้มครอง มาช่วยดูแล พลังต่าง ๆ

ตั้งชื่อว่า  เทพเจ้าไท้ส่วย

ไท้ส่วย  แท้จริง คือใคร

ไท้ ...แปลว่า..ยิ่งใหญ่

ส่วย...จริง ๆ แล้วเป็นชื่อของ  ดาวพฤหัส

การที่โลกหมุนแต่ละรอบ

จะเจอ ดาวพฤหัส คนละจุดกัน บนท้องฟ้า

เนื่องจากดาวพฤหัส หมุนรอบ พระอาทิตย์ 1 รอบ ถึง 12 ปี

โลกหมุน 1 รอบ จะเจอดาวพฤหัส 1 จุด

หมุนครบ 1 รอบก็จะเจอ ดาวพฤหัส อีก1จุด

ครบ 12 ปี จะกลับมาเจอกันที่เก่า

ชาวจีนจึงถือว่า ดาวพฤหัส ซึ่งเป็นดาวที่ใหญ่ที่สุด ในระบบสุริยะจักรวาล

ใหญ่กว่าโลกเรา ถึง 1000 เท่า

บอกว่าเป็นดาวที่มีอิทธิพลต่อชีวิตบนโลก

จึ่งเรียกว่า ดาวพฤหัส ที่ยิ่งใหญ่ หรือ  ไท้ส่วย

แต่ ศาสนา หรือ ศาลเจ้า

กลับไปตั้ง นักรบ ที่มีชื่อเสียงในอดีต แต่ละองค์

บอกว่า หลังตายไป ได้รับการแต่งตั้ง

มาเป็น เทพเจ้าไท้ส่วย ประจำปี

งั้นแต่ละปี ก็จะเป็น แต่ละองค์กัน

พอถึงข้ามปี ศาลเจ้า จะมาประกาศว่า ปีนี้ เทพองค์ไหน

มาเสวย หรือมา ปกครอง จะต้องไปไหว้เทพองค์ นั้น

เพื่อให้รอดพ้น จากการถูกชง ซึ่งในแง่ความเป็นจริงแล้ว

เวลาเราไปไหว้ ดาวพฤหัส ถามว่าดาวพฤหัส มันมองเห็นไหม

ไม่เห็นนะ  ไหว้ไปก็เสียเปล่า

ไม่มีความจำเป็น ต้องไหว้ แต่อย่างใด

เพียงแต่ว่าจะต้องตรวจดวงกับ  ซินแซ ที่ชำนาญ

เพื่อตรวจ ดูว่า ดวงปีนี้ ถูกชง หรือไม่
 
ถ้าถูกชง หมายถึง วงโคจรของโลก หมุนมา ปะทะกับ พลังงานของตัวเรา

ไม่ใช่ มีเทวดา หรือ เทพ องค์ไหน จะมาทำร้ายเรา

เพราะว่า เทพ ทุกองค์ “ถ้ามีจริง”ท่านต้องเมตตากับคน

ไม่มี  “เทพองค์ไหน  ”อยากมาทำร้ายคนอื่น


สวัสดีปีฉลู

เจ๊วู ปีขาล

10
โรยรื่นชื่นบุปผา / เธอ คือ จำปูน
« เมื่อ: ธันวาคม 19, 2020, 04:40:55 PM »








หอมระริน กลิ่นบุปผา สุมามาลย์

อบอวล แดนหิมพานต์  ขอบสวรรค์

กินรี  ลีลา  มาในพลัน

โน้มกิ่งดอกไม้นั้นมาเชยชม

หอมระรื่น  ชื่นนาสา  บุปผาหอม

จะดมดอม  ออมใจ  เสียให้สม

สุขเอ๋ย...ไหน  ใครไม่นิยม

จะหมกตรม  โกรธขึ้ง  กันถึงไหน


มนุษย์เอ๋ย โลกท่านนั้น  แสนงาม

อย่าเสพคำ  คนทราม  ให้เป็นใหญ่

จงช่วยกัน  สร้างโลกที่ - ดีต่อใจ

โลกจะได้  งดงาม  ไปตามจริง



.....





จำปูน ไม้ในฝัน...

จำปูน ไม้วงศ์ กระดังงา

ชอบชื้น ร่มรำไร ถ้าออกแดด ใบจะใหม้

ที่บ้านสูง 1.5 เมตร

ออกดอกยากมาก ไม่เคยเห็นดอกเธอเลย

จากวันนั้น ถึงวันนี้ ก็ราวๆ 5 ปี ล่ะคะ

ไม่ขยับอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น

ฝนจะตก ฟ้าจะผ่า หรืออะไรจะเกิดขึ้น

 ไม่เคย เจอดอกเธอเลย ...

ทำใจแล้ว ปลูก ดูใบ ก็แล้วกัน



เมื่อช่วงเวลาพิเศษ แห่งปี....

และการเดินทางสู่เวลาที่....รอคอยก็มาถึง

กลิ่นดอกไม้อะไรนะ หอมเหลือเกิน

ลองด่อมๆ มองๆ ดูดีๆ อีกที

ไปเจอ  "เธอคือจำปูน " ค่ะ

ดีใจมาก... มากที่สุด และแล้ว เธอก็ให้ดอก

ขอ กรี๊ด ก่อนค่ะ  กรี๊ดด ๆๆ



จำปูน เธอสวยกว่าในหนังสืออีก

กลิ่นดอกจำปูน ...

 ตอนดอกบานเต็มที่  หอมมาก  หอมละมุน

กลิ่นคล้าย กาละเวก กับ ยี่หุบ

กลิ่นหอมของเธอ หอมฟุ้ง ตอนเที่ยง

มีเสน่ห์กว่า ดอก นมแมว ด้วยซ้ำ

ใฝ่ฝันอยากจะเห็นเธอๆให้ได้

ในที่สุดเราก็ได้เจอกันสักที
 









11






ก่อน ถึงวันพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรก

 ปี ๒๔๗๕ เพียงไม่กี่วันนั้น

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗

ทรงสั่งให้เจ้าพนักงานยก  พระแท่นมนังคศิลา 

ซึ่งเป็นของ พ่อขุนรามคำแหง 

ออกไปเสียให้พ้นจากกำแพงพระบรมหาราชวัง



“..จงอย่าได้อัญเชิญพระแท่นองค์นี้มาให้พระองค์ประทับเลย...”

“.. และอย่าได้อัญเชิญพระสังวาลของพระพุทธยอดฟ้าฯ ...”

“..ใส่พานมาถวายให้พระองค์สวม ...”



“...เพราะทั้ง พ่อขุนรามคำแหง และ พระพุทธยอดฟ้าฯ

ต่างก็เป็น  ผู้กอบกู้  แผ่นดิน  และ บ้านเมือง  ให้เป็นปึกแผ่น

แต่ตัวของ  พระองค์เอง  กลับเป็นผู้ทำให้ต้องเสียไป...”


“..จึงไม่สมควรที่จะขึ้นนั่งแล้วเอาของ ๆ ท่านทั้งสองมาใส่...”



พอถึงเช้าวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕

เป็นวันที่รัฐบาลมีหมายกำหนดการให้  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗

เสด็จพระราชดำเนินมา  พระราชทานรัฐธรรมนูญ 

ฉบับแรกแห่งราชอาณาจักรไทย ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต

ทางรัฐบาลจัดงานได้อย่างยิ่งใหญ่ อลังการ

สมดังกับที่รอคอยการเป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์แบบ



พวกเขาต่างพากันคุยซุบซิบอย่างสนุกปากว่า ...

ตอนที่เจ้าพนักงานเชิญรัฐธรรมนูญขึ้นให้ในหลวงทรงเซ็นนั้น

พระองค์ทรงพระราชทานเซ็นด้วย พระหัตถ์ที่สั่น ๆ

แล้วพูดกันต่อไปว่า ..สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ

ก็ยืน หน้าซีด  เพราะต่างพากันเสียดายอำนาจ


เจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ ผู้เป็นเสนาบดีกระทรวงวังในขณะนั้น

ได้เล่าว่า... พอถึงวันพระราชทานรัฐธรรมนูญ

พระองค์ก็ประทับเพียงบน  พระแท่น มนังคศิลาองค์จำลอง

และทรงตรัสอยู่เสมอว่า ...



“...ฉันกลัวตายไปเจอ ปู่ ย่า ตา ยาย  เข้าจริง ๆ

ท่านคงจะ  กริ้ว  ว่าฉันรับของท่านไว้ไม่อยู่...”






สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น

โดย หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล


12
ข่าวหวย / ข่าวหวย 16 ธันวาคม 2563
« เมื่อ: ธันวาคม 09, 2020, 12:47:28 PM »
วันชาติไทย 

05 ธันวาคม ของทุกปี










ย้อนไปวันที่ 18 กรกฎาคม 2481 รัฐบาลพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (ยศขณะนั้น) ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องวันชาติ ความว่า

“ด้วยคณะรัฐมนตรีประชุมปรึกษาและลงมติว่า วันที่ 24 มิถุนายน ย่อมถือว่าเป็นวันชาติ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ด้วยเหตุ ที่ว่า การปฏิวัติสยามจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย เกิดขึ้นโดยคณะราษฎร ในวันและเดือน ดังกล่าว


 เมื่อปี พ.ศ.2475 คณะรัฐมนตรีจึงกำหนดไว้เพื่อเป็นที่ระลึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้น”

โอกาสนั้น ในปี 2483 มนตรี ตราโมท ได้ประพันธ์เพลงประจำวันชาติของไทย โดยให้ชื่อเพลงว่า “วันชาติ 24 มิถุนายน” ขึ้นด้วย

       เวลาผ่านมา 22 ปี ถึงวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ.2503 รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี

 เรื่อง ให้ถือวันพระราชสมภพเป็นวันเฉลิมฉลองของชาติไทย ความว่า

“ด้วยคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาเห็นว่า ตามที่ได้กำหนดให้มีการเฉลิมฉลองวันชาติไทยในวันที่ 24 มิถุนายน นั้น ได้ปรากฏในภายหลังว่า

มีข้อที่ไม่เหมาะสมหลายประการ ในด้านประชาชนและหนังสือพิมพ์ก็ได้เสนอแนะให้พิจารณาในเรื่องนี้หลายครั้งหลายคราว

 คณะรัฐมนตรีจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นพิจารณา โดยมี พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน

        “คณะกรรมการนี้ได้พิจารณาแล้วเสนอความเห็นว่า ประเทศต่างๆ ได้เลือกถือวันใดวันหนึ่งที่มีความสำคัญเกี่ยวเนื่องกับชนในชาติต่างๆ กัน

 โดยถือเอาวันประกาศเอกราช วันอิสรภาพ วันตั้งถิ่นฐาน วันสาธารณรัฐ วันสถาปนาพระราชวงศ์ บ้าง ซึ่งไม่เหมือนกัน

แต่ประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของชาติโดยทั่วไปนั้นได้ถือเอาวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์เป็นวันเฉลิมฉลองของชาติ

เช่น ประเทศอังกฤษ เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก สวีเดน ญี่ปุ่น ฯลฯ เป็นต้น แม้ประเทศไทยเราเอง

ก็ได้ถือเอาวันพระราชสมภพเป็นวันเฉลิมฉลองของชาติไทยมาแล้ว

 เพิ่งจะมากำหนดเอาวันที่ 24 มิถุนายน เป็นวันชาติเพิ่มขึ้นอีกวันหนึ่งในระยะหลังนี้เอง

         “คณะกรรมการจึงมีความเห็นว่า เพื่อให้เป็นไปตามขนบ ประเพณีของประเทศที่พระมหากษัตริย์เป็นประมุข

และเป็น การสมัครสมานสามัคคีรวมจิตใจของบุคคลในชาติโดยทั่วกัน

 จึงสมควรจะถือเอาวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์เป็น วันเฉลิมฉลองของชาติไทยต่อไป

โดยยกเลิกวันชาติในวันที่ 24 มิถุนายน เสีย คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบด้วย

 จึงได้ลงมติให้ยกเลิกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2481 เรื่อง วันชาติ นั้นเสีย

 และให้ถือเอาวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์เป็นวันเฉลิมฉลองของชาติไทยด้วยต่อไปตั้งแต่บัดนี้”

ทั้งนี้ วันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาล ที่ 9 คือวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470

 ดังนั้น วันชาติจึงตรงกับวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี ตามประกาศเมื่อปี 2503 ดังกล่าว


13
คุยกันหลังหวยออก / คุยกันหลังหวยออก 1 ธค 63
« เมื่อ: ธันวาคม 09, 2020, 12:42:03 PM »






      






 ครั้งแรก...ในประวัติศาสตร์

“ ในหลวง ” เสด็จ ฯ เป็นองค์ประธาน

จุดเทียนชัย  5 ธ.ค.  ถวาย “ในหลวง ร.9”
   
และ....

เปิดศักราช งาน “วันชาติ”



เป็นภาพเหตุการณ์ ครั้งแรก ในประวัติศาสตร์

ที่มีความสุข ในหัวใจ และ ประทับใจ ที่สุดเลยค่ะ

งดงาม  เกินคำบรรยาย...

ไม่มีชาติใด ในโลกเสมอเหมือน..

ภูมิใจที่เกิดมาใต้ร่มพระบารมี..

ขณะที่ เสียงถวายพระพร "ทรงพระเจริญ"

ดังกึกก้อง ทั่วท้องสนามหลวง

ปลื้มปิติ ถึงแม้จะอยู่ไกล ไม่เห็นพระองค์แบบใกล้ชิด

แต่ภูมิใจ ที่ได้เป็นส่วนเล็ก ๆ ในท้องสนามหลวง

ซึ่งมีประชาชนเฝ้ารับเสด็จ เป็นจำนวนมาก ๆ

บ้านเมืองของเราเป็น ปึกแผ่น มั่นคง

และ ร่มเย็น เป็นสุข มาช้านาน

เพราะเรามีสถาบันพระมหากษัตริย์

เป็นจุด ศูนย์รวมใจ คนทั้งไทยชาติ


ในหลวง รัชกาลที่ 10

ทรงเป็น..ที่รัก..ของปวงชน ชาวไทยทุกคน

ขอให้ พระองค์ ทรงมีพระชนมายุ ยิ่งยืนนาน

ทรงพระเกษมสำราญ

มีสุขภาพ พลานามัย แข็งแรง

เป็นร่มโพธิ์ ร่มไทร

เป็นมิ่งขวัญ ของชาวไทยทุกคน

ตราบนาน เท่านาน



ข้าพเจ้า จัก จง รัก ภักดี ต่อ สถาบันพระมหากษัตริย์

จนกว่าชีวิต..จะหาไม่




ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

ข้าพระพุทธเจ้า
เจ๊วู

14
คุยกันหลังหวยออก / คุยกันหลังหวยออก 16 พย 63
« เมื่อ: พฤศจิกายน 23, 2020, 12:34:40 PM »










ท่านแม่ทัพ ..หลั่งเลือด ไม่อั้น 46

เล่นจริง เจ็บจริง

ไม่ใช้ ตัวแสดงแทน 

จะพลิกนรก กลับมาชนะได้ไหม..??


เจ้าไหนอั้น ก็กำไร แบบนิ่ม ๆ

ใครที่ได้ต้องขอแสดงความยินดีด้วยจริง ๆ

ส่วนคนที่ขาด ก็ไม่ต้องเสียใจไปนะคะ

ตลาดหวยมีทั้ง ความสมเหตุ สมผล

แต่บ้างครั้งก็ไม่ .. มันเป็นปกติ



ขาดทุน....ก็แก้ไข

กำไร....ก็ยังพัฒนาต่อ

อย่างน้อย ๆ ก็ได้ประสบการณ์ เพิ่มขึ้น

มาเก็บความรู้เพิ่ม
 
ทำงานด้วย "ความรู้"

คือ ก่อนจะทำอะไร หาความรู้ก่อน

เมื่อรู้แล้วก็ใช้ความรู้เป็นตัวขับเคลื่อน
 
ไม่ว่าจะกำไรมากแค่ไหน หรือ ขาดทุน

เมื่อจบแล้ว คือ จบไป

ไม่เสียเวลา ดีใจ หรือ เสียใจ

ใช้เวลาในการหาโอกาสใหม่

พร้อมเริ่ม....เกมส์ใหม่

ทำแบบนี้ไปไม่รู้จบ ในตลาดหวย..


พวกนักกีฬา ทำเรื่องเดิม ซ้ำ ๆ ทำทุกวัน
 
นั่นละเขาถึง..เก่ง

นักกอล์ฟ ซ้อมตี กอล์ฟ ทุกวัน

นักบาส ชู้ต บาส ทุกวัน

นักมวย ซ้อม ชก ทุกวัน

คนราวนี้ ทำเรื่องน่าเบื่อ แบบนี้ ทุกวัน

ยูเซน โบลต์ นักวิ่งสถิติโลก

เขาซ้อม ทุกวัน วิ่งแล้ว วิ่งอีก วิ่ง ทุกวัน 

ทำแบบนี้ 4 ปี   “เพื่อ 10 วินาที ”


คุณไม่ได้ เก่ง ตั้งแต่...เริ่ม

แต่คุณต้อง ..เริ่มก่อน ..ถึง..จะเก่ง


แล้วพบกันใหม่ .....

ด้วยหัวใจดวงที่ใหญ่กว่า..กำปั้น..เหมือนเดิม



มีความสุขทุกๆ วันค่ะ

เจ๊วู

15
ข่าวหวย / ข่าวหวย 1 ธันวาคม 2563
« เมื่อ: พฤศจิกายน 21, 2020, 08:07:41 PM »
วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี 

วันพ่อแห่งชาติ

เทิดทูนพระคุณของพ่อ






















วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี

วันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร



พระราชสมภพ  5 ธันวาคม พ.ศ. 2470   (05)

ราชาภิเษก   5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493

ครองราชย์   9 มิถุนายน พ.ศ. 2489    (70 ปี )


สวรรคต    13 ตุลาคม พ.ศ. 2559  (89 พรรษา)





 วันพ่อแห่งชาติ

ดอกพุทธรักษา เป็นสัญลักษณ์ วันพ่อแห่งชาติ

  วันที่ 5 ธันวาคม เป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

และเป็น "วันพ่อแห่งชาติ" แล้ว ยังถือว่าวันนี้เป็น "วันชาติของไทย" อีกด้วย

ซึ่งก่อนหน้านี้ประเทศไทยเคยมีการกำหนดวันชาติให้เป็นวันที่ 24 มิถุนายน

 เพราะเป็นวันเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

มาเป็นการปกครองในระบอบรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย

โดยได้มีการเฉลิมฉลองวันชาติครั้งแรกในปี พ.ศ. 2482

ในสมัยที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกฯ


          ซึ่ง "วันชาติ" ของไทยนั้นอยู่มานานถึง 21 ปี จนวันที่ 21 พฤษภาคม 2503

ในสมัยที่จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกฯ ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลง

ให้ถือวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ เป็นวันเฉลิมฉลองของชาติไทย

โดยเหตุที่เปลี่ยนเพราะมีข้อไม่เหมาะสมหลายประการ คณะกรรมการจึงมีความเห็นว่า

เพื่อให้เป็นไปตามขนบธรรมเนียมประเพณีของประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

และเป็นหลักการสมัครสมานสามัคคีรวมจิตใจของบุคคลในชาติโดยทั่วกัน

          จึงควรถือเอาวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระมหากษัตริย์เป็นวันเฉลิมฉลองของชาติไทย

โดยยกเลิกวันชาติ ในวันที่ 24 มิถุนายน เสีย ดังนั้นนับแต่ปี 2503

ประเทศไทยจึงได้ถือเอาวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ซึ่งตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็น "วันชาติ" ของไทย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา






หน้า: [1] 2 3 ... 9