999-11.com

ห้องสัพเพเหระ => โรยรื่นชื่นบุปผา => ข้อความที่เริ่มโดย: เจ๊วู ที่ มกราคม 30, 2021, 04:10:57 PM

หัวข้อ: "เมืองแม่วันทอง"
เริ่มหัวข้อโดย: เจ๊วู ที่ มกราคม 30, 2021, 04:10:57 PM
(https://scontent.fnak3-1.fna.fbcdn.net/v/t1.0-0/p526x296/143297543_2743310229315389_3143102185630035629_o.jpg?_nc_cat=106&ccb=2&_nc_sid=730e14&_nc_eui2=AeHDSkFm0MVW06-axpcdL_PecEWTpyvlNP1wRZOnK-U0_dT-RotbNv7NaXgON-Le14mmDQyj2chI_wQFn6yoMKlw&_nc_ohc=3Qn2kgytnh0AX8a67UY&_nc_ht=scontent.fnak3-1.fna&tp=6&oh=e62aa2e6c77455b5fcef81b55305fcad&oe=603944F9)







ปีศาจของไทย ชุด ผู้ที่ไม่มีร่างกาย ตอน "เมืองแม่วันทอง"

บทประพันธ์ ของ ครูเหม เวชกร

ตอนนี้สยองไม่แพ้ "หยดน้ำสังข์" 



วิชัย กับ อุทิศ สองเพื่อนรัก ได้ไปเที่ยวชมอนุสรณ์สถานสำคัญ

ของประวัติศาสตร์ชาติไทย คือ ดอนเจดีย์ เมืองสุพรรณบุรี

โดยมี วิชัย เจ้าของท้องถิ่นเป็นไกด์นำเที่ยว ขากลับวิชัยได้แวะที่ตลาด

เพื่อซื้อ ปลาบู่ ไปทำอาหาร เมื่ออุทิศท้วง "เอ๊ะ คนไทยถือนะแก

นะว่า ถ้ากินปลาบู่ ก็เท่ากับกินปลาบู่ทองในนิยายนั่นแหละ

" วิชัยก็ตอบว่า "เฮ้ยคนไทยเรามัวสงสารตามเรื่องนิยาย

เลยชาวจีนกวาดเรียบวุธเลย แกเอ๋ย เนื้อมันวิเศษนัก นอกจากเนื้อปลากำพวด

ปลาตีนตัวโต ๆ แล้วเนื้อปลาอะไรเทียบมันได้เลย"


เมื่อได้ปลาบู่แล้ว วิชัยก็นำไปให้เจ้าของร้านขายอาหารแห่งหนึ่ง


"ทำน้ำขาวเสียหนึ่ง และต้มยำเสียหนึ่ง" พอดีกับเพื่อน ๆ ของวิชัยที่สุพรรณมาพบเข้า

ก็เลยเข้าผสมวงคุยกันเป็นการใหญ่ พวกเขาคุยกันถึงสถานที่ในวรรณคดีไทย

เรื่องขุนช้างขุนแผน เช่น ต.ท่าพี่เลี้ยง (บ้านของแม่พิมหรือวันทอง )

บ้านรั้วใหญ๋ ( บ้านของขุนช้าง ) วัดป่าเรไรที่ขุนแผนเคยอยู่



กว่าสองสหายจะอำลาวงสนทนาในร้านอาหารก็เป็นเวลาเย็นแล้ว

วิชัยขับรถมุ่งหน้ากลับบ้านที่นครปฐม แต่ก่อนจะกลับ

พวกเขายังแวะไหว้พระที่วัดป่าเรไรอีก


ระหว่างที่นั่งรถกลับนั้นวิชัยกับอุทิศก็คุยกันถึงเรื่องประวัติศาสตร์ของดอนเจดีย์

การกระทำยุทธหัตถี ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับพระมหาอุปราชา



ในชั่วครู่นั้นเองก็เกิดเรื่องประหลาดขึ้น

คือ "ข้างหน้าเรายังอีกห่างไกล

ตามแสงไฟหน้ารถเราที่ฉายไปอยู่อย่างแรงนั้น

มีภาพการทุลักทุลีของใครคนหนึ่ง


กำลังลากอะไรข้ามถนนอีกฟากหนึ่ง

จะไปอีกฟากหนึ่ง วิชัยเบาเตรื่องลงฉับพลัน


เพราะการลากของข้ามถนนเนั้น

ผู้ลากได้หยุดขวางถนนเสียเฉย ๆ .....

เมื่อเราใกล้เข้าไปก็ต้องหยุด

เห็นสิ่งที่เขาลากข้ามถนนได้ชัดว่าเป็นเลื่อน

สิ่งนี้เป็นพาหนะบรรทุกข้าวเปลือกที่ชาวนา

ใช้ควายลากด้วยกำลัง มันไม่มีล้อดังเกวียน

มันเป็นไม้สองท่อนที่ทำหัวงอนท้าย

แทนลูกล้อ ถ้าลากไปกับหัวซังต้นข้าว

มันก็ลื่นทำให้ลากไปได้เบา แต่ถ้ามาบนถนนมันก็หนัก ....



แม่คนนั้นแกยกมือให้เราหยุด "



สองสหายหวั่นใจว่าจะเป็นกลอุบายหรือแผนปล้นของพวกผู้ร้าย

ในเลื่อนนั้นเป็นคนห่มผ้าทำนอนนิ่งแน่ ผ้าคลุมโปงเหมือนหนาวจัด"


หญิงลากเลื่อนขอร้องว่า


"ฉันจะขอฝากคนเจ็บหนักไปโรงพยาบาลนครปฐมด้วย"


แต่วิชัยเป็นผู้มีปฏิภาณไวตอบว่า


"ฉันจะไปแค่กำแพงแสน นี่เอง ฉันมีธุระจริง ๆ ทำอย่างนั้นไม่ได้

มันเกี่ยวกับการเป็นการตายเหมือนกัน" แล้วขอร้องให้หลีกทาง



"ดูนี่ซิยะคุณ " แม่นั่นว่า "คนเจ็บแท้ ๆ ยังไม่ช่วย" 


"พูดแล้วเปิดผ้าคลุมโปงนั้นออก ให้เห็นสภาพคนเจ็บที่เขาว่า

แสงไฟเราสว่างจ้ามองเห็นถนัด ผมและวิชัยสะดุ้งทั้งตัว


นั่นมันศพแท้ ๆ ไม่ใข่คนเจ็บอย่างพูด

ศพนั้นมีผ้าพันตัวและเชือกตราสังมัดอยู่


ส่วนตอนหน้านั้นเปิดเห็นถนัด มันเป็นศพแห้งตายซาก

มีกระดูกบางส่วนโผล่จากเนื้อหนังที่แห้งกรังนั้นออก เบ้าตากลวงลึก"


อุทิศโกรธมากที่มาเจอการขนย้ายศพแบบนี้จึงตะโกนให้หลีกทาง

แม่คนนั้นไม่พูดอะไร ก้มลงจับคานเลื่อน ค่อย ๆ เลื่อนไปทีละน้อย

อย่างยากเย็น มีท่าทางโกรธ "อยากไปเร็ว ๆ ก็ลงช่วยกันลากสิ "


แม่คนนั้นพูดแดกดัน สองสหาย การลากเลื่อนขนศพเป็นไปอย่างช้า ๆ

วิชัยไม่กล้าขับรถผ่านเพราะกลัวจะโดนศพ และดูว่าจะมีกลิ่นศพโชยมา


"ศพอะไรทำแปลก ๆ " วิชัยโมโห ตะโกนออกไป


แม่คนนั้นคล้ายแกจะขบขันตัวเองหรือขบขันเสียงตะโกนของวิชัย

แกหัวเราะลั่น พอแกลากศพพ้นไป พอจะมีช่องให้รถผ่านได้

 แกก็เงยหน้าขึ้นหัวเราะ อุทิศแทบช็อคคารถ แม่คนลากเลื่อนตอนแรกก็ดูเป็นสาว


แต่บัดนี้แกก็คือซากศพเหมือนกัน

อ้าปากที่มีฟันในปากอย่างกะพลอมกะแพลม หัวเราะก้องถนน

วิชัยใจแกร่งแท้ เขากระชากรถออกวิ่งแทบเป็นกระโจน เพราะเครื่องเปิดเบา ๆ

ไว้ตลอดเวลา ยายศพตายซากหัวเราะส่งท้าย ซ้ำร้ายกว่านั้นศพที่นอนอยู่

ในเลื่อนกลับลุกขึ้นนั่งหัวเราะผสมไปด้วย ผมไม่เคยกลัวอะไรถึงขนาดนี้เลย

ถึงกับร้องออกมาอย่างไม่เป็นเสียงคน วิชัยเหยียบน้ำมันจนลมปัดหู ดังอู้ 

วิชัยเป็นคนแกร่งที่ควรบูชา สติไม่เสียในการขับรถ รถพุ่งโชนไปตามถนนราวกับเรือบิน

เราผ่านกำแพงแสนไปอย่างรวดเร็วอย่างไม่นึกว่าจะเป็นไปได้


ทั้งสองคนก็ได้มาพบกับเหตุการณ์ระทึกใจอีกครั้ง มีเหตุการณ์หลังการปล้นรถเก๋ง

ซี่งจอดขวางทางอยู่ มีชาวบ้านที่ออกมาช่วยได้บอกว่าคนที่ถูกปล้นรอดตายสองคนเป็นหญิง

ส่วนชายอีกสองคนตายคารถเพราะฮึดสู้ พวกปล้นเก็บเงินทองและเครื่องแต่งตัวไปได้พอควร

พวกชาวบ้านขอร้องให้อุทิศและวิชัยนำผู้หญิงเข้าแจ้งความที่โรงพักนครปฐม

ทั้งสองก็ตอบรับอาสาระหว่างทางผู้หญิงเล่าเรื่องให้ฟังว่าพวกโจรขับรถแท๊กซี่

ตามรถเก๋งของพวกเธอมา แล้วเปิดแตรขอทางเร่งความเร็วหลีกขึ้นหน้า

หักคันรถขวางหน้ารถของพวกเธอ แล้วสั่งให้ลงมาจากรถ พวกผู้หญิงรีบลงมา

แต่สามีและหลานชายของเธอชักปืนยิงต่อสู้จึงถูกพวกโจรรุมยิงใส่จนตายคารถ

หลังจากส่งผู้หญิงเคราะห์ร้ายเข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจนครปฐมแล้ว

อุทิศและวิชัยก็ถึงบ้านญาติของเมียวิชัย เมื่อได้สนทนาไต่ถามถึงสาเหตุที่มาถึงบ้านล่าช้า

ก็รู้เรื่องว่าผู้ที่ถูกโจรยิงตายทั้งสองคนนั้นเป็นญาติของฝ่ายเมียวิชัย

อุทิศยืนคิด " เรื่องทั้งหมดนี้ หรือแม่วันทองของฉันได้ทำกาลกิริยามาห้ามทัพตอนนั้น

คล้ายกับห้ามพระไวยที่จะไปรบกับน้องชายและพ่อ ส่วนของเรานั้นถ้าไม่เสียเวลา

ที่ถูกถ่วงไว้ ก็คงต้องถูกปล้นไปกับเขาด้วย วิชัยมีปืนคนเดียว


แต่ผมไม่มีอาจถึงตายได้"