999-11.com

ห้องสัพเพเหระ => โรยรื่นชื่นบุปผา => ข้อความที่เริ่มโดย: เจ๊วู ที่ พฤศจิกายน 05, 2020, 12:14:44 PM

หัวข้อ: รักแรกของ...โจ
เริ่มหัวข้อโดย: เจ๊วู ที่ พฤศจิกายน 05, 2020, 12:14:44 PM
(https://scontent.fnak3-1.fna.fbcdn.net/v/t1.0-9/123404624_1236903456691047_2551056303595117899_n.jpg?_nc_cat=109&ccb=2&_nc_sid=dbeb18&_nc_ohc=w-jVHJbyY1oAX-fohKs&_nc_ht=scontent.fnak3-1.fna&oh=8bff43a4f242770888eef00bb8eb8ee3&oe=5FCAC766)






นีเรีย ฮันเตอร์ คือ รักแรกของ โจ ไบเดน

ทั้งสองเจอกันในระหว่างช่วงปิดปีการศึกษาของมหาวิทยาลัย

โจ ได้เดินทางไปพักผ่อนช่วงฤดูใบไม้ผลิที่บาฮามาส เขาแอบเข้าไปเดินเล่นในรีสอร์ทริมชายหาด

ซึ่งทำให้เขาได้พบกับ นีเรีย ฮันเตอร์ ที่กำลังนอนอาบแดดริมสระ

“เธอหันมาทางผม มันทำให้เห็นรอยยิ้มที่ สวยงาม และ แววตาสีเขียวที่ดูพิเศษ เธอดูสว่างไสว

จากการเดินทางที่ไม่น่าให้อภัย ด้วยแสงแดดยามบ่ายอันแจดจ้า และผมก็มองไม่เห็นข้อบกพร่องอะไรในตัวเธอเลย”

จากบันทึกของ โจ ไบเดน ถึงวินาทีแรกที่เห็น นีเรีย

จากนั้น ทั้งสองก็เริ่มคุยกัน

โจ กำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยเดลาแวร์ ส่วน นีเรีย ศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยซีราคิวส์

ระยะห่างของทั้งสองคนที่ไม่ไกลมากนัก ยิ่งทำให้ทั้งสองแน่นแฟ้นได้เร็วขึ้น

โจ รัก นีเรียเพราะเธอเป็นคนอบอุ่นสดใส และทำให้เขารู้สดชื่นอยู่เสมอ โดยไม่ต้องกังวลกับโลกอันแสนโหดร้าย

พวกเขาก้าวข้ามอุปสรรคหลายอย่างมาด้วยกัน

แม้กระทั่งเรื่องที่สำคัญที่สุด นั่นคือครอบครัวของ นีเรีย

พ่อแม่ของนีเรีย ไม่พอใจในทั้ง การเมือง และ ศาสนา ที่ทัศนคติของ โจ ไม่ตรงกันเลยกับพวกเขา


ไบเดนเป็น พรรคเดโมแครต

พวกเขาเป็น พรรครีพับลิกัน

ไบเดน เป็น คาทอลิก

พวกเขาเป็น เพรสไบทีเรียน


แต่ถึงกระนั้นทั้งสองก็แสดงให้เห็นถึงความรักที่บริสุทธิ์ นีเรียมีความสุขในชีวิตมากขึ้น

เมื่อมี โจ เข้ามาในชีวิต สิ่งนี้มันทำให้พ่อและแม่ของเธอ ตกลง ปลงใจ ยอมรับในตัวโจ ไบเดน

ทั้งสองคนแต่งงานกันในเดือนสิงหาคม ปีค.ศ.1966

พวกเขาสัญญาจะรักและดูแลกันไปตลอดชีวิต แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าชะตากรรมจะสิ้นสุดอย่างรวดเร็ว

นับจากนี้ชีวิตคู่ของทั้งสองจะมีอายุขัย แค่เพียง 6 ปี 4 เดือน

นีเรียให้กำเนิด โจเซฟ "โบ" ไบเดน ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1969

โรเบิร์ต "ฮันเตอร์" ไบเดน ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1970

และนาโอมิ "เอมี่" ไบเดนในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1971

จากการสนับสนุนและผลักดันจากภรรยาอย่างเต็มที่ ไบเดนได้ลงหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในปีค.ศ.1972

ทุกอย่างมันราบรื่นไปได้ด้วยดี ไบเดน บอกกับสื่อมวลชนว่านีเรียคือ ”มันสมอง” ของการหาเสียง

เธอสละความฝันส่วนตัวทุกอย่างเพื่อความก้าวหน้าเจริญเติบโตของสามี เธอละทิ้งความฝันเดิม กลายมาเป็นความฝันที่ทั้งสองคนร่วมกันวาดเอาไว้

ไบเดน ชนะการเลือกตั้ง ทั้งสองและครอบครัวฉลองร่วมกัน ในงานวันเกิดของ ไบเดน ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1972 (ซึ่งคือภาพในหน้าปกบทความ)


ความสำเร็จที่ฉลองได้เพียงหนึ่งเดือน...

18 ธันวาคม ค.ศ.1972

โจ ซึ่งกำลังทำงานอยู่ที่สำนักงานชั่วคราวของเขาใน วอชิงตันดีซี ส่วนนีเรียอยู่ที่บ้านใหม่ในเดลาแวร์

เธออยากจะจับจ่ายซื้อของเข้าบ้าน และเตรียมสำหรับงาน คริสต์มาส ในสัปดาห์หน้าที่ โจ จะกลับมาหาและได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา

เวลาประมาณ 14.30 น.

นีเลีย กำลังขับรถสเตชั่นแวกอน กับลูกๆ ทั้งสามคน  ไปบนถนนหุบเขาชนบท ในเมืองฮอคเจสซิน

นีเรีย..เผลอ..หยุดรถเลยป้ายหยุด

ทำให้รถบรรทุกที่วิ่งเส้นหลักมาด้วยความรวดเร็ว พุ่ง..ตรง..เข้าด้านข้างของรถ เธอ และ ลูก ๆ อย่างจัง

รถของเธอไถลเข้าไปในเขื่อนเป็นระยะทางกว่า 150 ฟุต

ทั้ง 4 คน ถูก กู้ภัย โดยด่วน...

แต่ นีเรี ยและ เอมี วัย 13 เดือน เสียชีวิต..ขณะกำลังนำส่งโรงพยาบาล

ส่วน ลูกชาย ทั้งสองปลอดภัย

โบ.. ขาหัก.. และ  ฮันเตอร์ ..กระโหลกร้าว

 
วาเลอรี ไบเดน น้องสาวของโจ ทราบเรื่องโศกเศร้านี้เป็นคนแรก เธอไม่อยากบอกข่าวร้ายนี้ทางโทรศัพท์

เธอจึงโทรหา โจ และบอกเขาว่า นีเรีย และ ลูกๆ ประสบอุบัติเหตุเล็กน้อย ได้โปรดช่วยกลับบ้านมาดูอาการหน่อย

แต่น้ำเสียงของ วาเลอรี รวมถึง ลางสังหรณ์ของ โจ

มันทำให้เขา จุก อกขึ้นมาทันที

“เธอ..เสียชีวิต แล้ว ..ใช่ไหม”

โจ ถามน้องสาว

ไม่มีคำตอบใด ๆ  นอกจากเสียง ร้องไห้ กรีดร้อง ของ วาเลอรี และนั่นก็คือ..คำตอบ..ที่ชัดเจนที่สุด

โ จรีบบินกลับไปที่บ้าน เขาไม่มีเวลาแม้แต่จะมานั่งประมวล ความโศก เศร้า เขากล่าวว่าเหมือนยืนอยู่ท่ามกลางความ เคว้งคว้า งที่ไม่รู้จะ ล้ม ลงตอนไหน

จากการสอบสวนพบว่า นีเรีย หันหลังมาคุยบางอย่างกับ ลูกของเธอ จนทำให้เผลอหยุดรถเลยป้ายออกไป

คนขับรถบรรทุกรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก และยินดีชดใช้ทุกอย่าง โจ ไม่โกรธใดๆ และยกโทษให้เขา

ในช่วงเวลานั้น โจ ละทิ้งทุกอย่าง

เขาสารภาพว่าเคยคิดแม้กระทั่งจะ ฆ่าตัวตาย แต่ เขามิอาจทิ้ง..ลูกชาย..ทั้งสอง เพื่อไปหาภรรยาได้

บางครั้ง โจ เดินไปตามถนนตอนกลางคืน หวังจะให้ใครสักคนมาทะเลาะและทำร้ายเขา เพื่อให้ตื่นจากสภาพใน..ภวังค์0.ล่องลอยนี่เสียที

โจ ตัดสินใจลาออกจากสมาชิกวุฒิสภา

ทุกคนรู้ดีว่านั่นคือการตัดสินใจเพียงชั่ววูบจากความโศกเศร้า แต่ไม่มีใครที่จะคุยให้เขาล้มเลิกความคิดนี้ได้

จนกระทั่ง ไมค์ แมนส์ฟิลด์ ผู้นำเสียงข้างมากของวุฒิสภา สามารถเกลี้ยกล่อมให้เขาเป็นสมาชิกวุฒิสภาเหมือนเดิม

โจ เป็นห่วงลูกทั้งสอง หากเขาทำงานจะไม่มีใครที่จะดูแลพวกเขา วาเลอรี น้องสาวของโจ รวมถึงสามี จึงตัดสินใจย้ายข้าวของมาอาศัยอยู่ที่บ้านของโจ

เพื่อดูแลพวกเขา (และแม้เวลาต่อมาวาเลอรีจะหย่ากับสามีและแต่งงานใหม่อีกครั้ง เธอก็ยังคงพาสามีใหม่มาอยู่ในบ้านของโจ)

โจ เข้าพิธีสาบานตนในตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ในเดือนมกราคม ค.ศ.1973 โดยทำพิธีที่ห้องพักของ โบ ลูกชาย ซึ่งยังคงรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล

ทำให้เขากลายเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่อายุน้อยที่สุดเป็นอันดับ 6 ที่ได้เข้ามารับตำแหน่งในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐ

จากนั้นเขาก็ชนะการเลือกตั้งอีกครั้งในปี 1978, 1984, 1990,  และ 1996 นับว่าเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่ครองตำแหน่งมานานที่สุดเป็นอันดับ 6 ในประวัติศาสตร์อีกด้วย

โจแต่งงานใหม่ในปีค.ศ.1977

เขาถามคำถามหนึ่งกับว่าที่คู่หมั้น ก่อนที่เขาจะตัดสินใจว่าจะแต่งงานกับเธอจริงๆ



“คุณจะยอมรับการแต่งงานไหม หากสามีของคุณยังคง รัก และระลึกถึง ภรรยา คนเก่าตลอดไป”


เธอตอบกลับมาว่า...


“ใครก็ตาม ที่เคยรักใคร ลึกสุดหัวใจ

ก็มีสิทธิที่จะมี ความรัก ได้อีกครั้ง”


เธอคนนั้นคือ จิล ไบเดน


ว่าที่ สตรี หมายเลขหนึ่ง ของสหรัฐอเมริกา

ฝันที่ทั้งสองวาดไว้ มันไปได้ไกลกว่าที่ฝันไว้มาก


เขาเพียงหวังว่า...เธอ...จะยังคงยืนดูอยู่  ในที่ใดสักแห่ง ด้วยความภาคภูมิใจ












(https://scontent.fnak3-1.fna.fbcdn.net/v/t1.0-0/c0.23.206.206a/p206x206/41980766_672408429807222_3006333165666041856_n.jpg?_nc_cat=101&ccb=2&_nc_sid=da31f3&_nc_ohc=hNkJbtVs3C4AX8PLUcs&_nc_ht=scontent.fnak3-1.fna&tp=27&oh=8beb654e8be6e7688111f3f6bc61b544&oe=5FCAA8CF)